ข่าว

ตัวห่างไกล ส่งหัวใจถวายอาลัย

ตัวห่างไกล ส่งหัวใจถวายอาลัย
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพี่น้องคนไทย ที่ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดบนโลกใบนี้ ต่างก็เศร้าเสียใจไม่แพ้กัน

          พิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ที่วัดไทยในลอสแองเจลิส

พิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ที่วัดไทยในลอสแองเจลิส 

            การเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพี่น้องคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่แห่งใดบนโลกใบนี้ ต่างก็เศร้าเสียใจไม่แพ้กัน เพราะพวกเขาเหล่านั้นอยู่ห่างไกลเพียงร่างกาย แต่หัวใจยังคงผูกพันรักบ้านเกิด โดยเฉพาะกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวไทย

            หนุ่มช่างทาสีวัย 54 ปี อภิชาติ กัญญวิมล เดินทางย้ายไปทำงานที่ออสเตรเลียนานเกือบ 25 ปี เผยว่า แม้จะย้ายมาทำมาหากินที่นี่นานแล้ว แต่ยังคงติดตามข่าวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยตลอด และจะเข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้งอย่างวันฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ก็มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทย และไปร่วมในพิธีที่ลานพระบรมรูปทรงม้าด้วย
            "ผมรักพระองค์ท่าน เพราะทรงเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชน ทรงเสียสละให้ประชาชนโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หลังจากที่ทราบข่าวว่า พระองค์สวรรคตรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งไม่มีอะไรมาเทียบได้ หลังจากนี้ไปผมจะใช้ชีวิตอย่างพอเพียง จะขอเป็นผู้ให้อย่างที่พระองค์ท่านทำมาตลอดและจะพยายามทำให้ดีที่สุด" หนุ่มไทยในซิดนีย์เผยความรู้สึก

ตัวห่างไกล ส่งหัวใจถวายอาลัย

เยาวลักษณ์ สุขเกิด

         

           แม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่ความรู้สึกนั้นไม่แตกต่างกับ เยาวลักษณ์ สุขเกิด สาวไทยในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่เล็กจนโตมีความจงรักภักดีและผูกพัน ได้นำคำสอนของพระองค์ท่านมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตเสมอมา 
            "เมื่อปี 2556 มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านในการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรระดับน้ำและป่าชายเลนที่สถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ครั้งนั้นได้เห็นในระยะใกล้มาก รู้สึกปลาบปลื้มใจจนน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ขณะนั้นพระองค์ทรงพระประชวรอยู่ แต่ก็ยังทรงงาน เพราะทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของราษฎรเสมอมา ไม่คิดเลยว่า ครั้งนั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะได้เห็นพระองค์  ตอนวันที่ 13 ตุลาคม เวลา 05.00 (ตามเวลาท้องถิ่น) ได้รับข่าวจากเพื่อนที่เมืองไทยว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ตอนนั้นช็อกและเสียใจมากร้องไห้ฟูมฟาย แต่ก็ต้องเข้มแข็งและยอมรับความจริง วันต่อมามีโอกาสไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมถวายแด่พระองค์ท่านที่วัดไทยในลอสแองเจลิส มีประชาชนชาวไทยมาร่วมงานมากมาย บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ในวันนั้นได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า นับจากนี้จะน้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านมาใช้ โดยเน้นเรื่องของการทำความดีตามที่พระองค์ท่านทรงสอนว่า การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลังในการสร้างเสริมและสะสมความดี” เยาวลักษณ์ กล่าวขณะเสียงสั่นเครือ พร้อมเอื้อนเอ่ยถ้อยคำจากใจ “ขอพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ข้าพเจ้าขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ” สาวไทยผู้จงรักภักดีกล่าว

ตัวห่างไกล ส่งหัวใจถวายอาลัย

กนกพร ฟาน


            ด้านสาวไทยที่ไปใช้ชีวิตในมหานครปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 2533 กนกพร ฟาน บอกว่า ติดตามข่าวของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยตลอดภาคภูมิใจที่มีในหลวงทรงเป็นประมุขของประเทศไทย รู้สึกอบอุ่นใจ ถึงแม้บางช่วงบ้านเมืองจะระส่ำระสายบ้าง แต่คิดเสมอว่า ทุกอย่างต้องผ่านพ้นไปในทางที่ดี เพราะพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 
           "วันที่รู้ว่าพระองค์ท่านสวรรคต แอบคิดแบบคนเห็นแก่ตัวว่า ทำไมต้องเป็นแบบนี้ รู้ทั้งรู้ว่า พระองค์ท่านทรงพระประชวร และทรงพระชนพรรษามากแล้ว แต่ใจรับไม่ได้กับการจากไปของพระองค์ท่าน ณ ตอนนั้นในร้านที่ทำงานอยู่ มีคนไทยอยู่ด้วยกันหลายคน ต่างโผเข้ากอดกันแล้วร้องไห้ เหมือนทุกอย่างมันหมดสิ้น ใจสลายด้วยกันทุกคน ถ้าพระองค์ทรงรับรู้ได้ อยากจะบอกว่าคำสอนทุกคำที่ทรงสอนจะเก็บไว้ใช้ในชีวิต และจะยึดมั่นคำสอนของพระองค์ท่านมาเป็นกำลังใจให้กับตัวเอง และครอบครัวตลอดไป เราภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และความภาคภูมิใจนี้จะติดตัวตลอดไป ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม“ กนกพร กล่าวพร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคกินใจว่า ”จะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป”

               เช่นเดียวกับ ปิยดา ดาวดึงษ์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาการบัญชี มหาวิทยาลัยแอนท์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม วัย 28 ปี บอกเล่าความรู้สึกว่า นับตั้งแต่ทราบข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 สวรรคต รู้สึกเสียใจมาก ขณะเดียวกันคนไทยทั้งชาติก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากต่อการจากไปของพระองค์ท่านเช่นกัน 
            "พระองค์ท่านทรงพัฒนาประเทศชาติในหลายๆ ด้าน ตลอดจนปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรชาวไทย ทรงคิดค้นโครงการพระราชดำริที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศไทยมากมาย จากนี้ไปขอน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติตลอดไป จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และนำความรู้จากการศึกษาในต่างประเทศกลับไปพัฒนาประเทศชาติ และดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท" ว่าที่ดอกเตอร์สาวบอก

                ขณะที่สาวไทยในอังกฤษ  อนงค์ เจียมสวัสดิ์ อายุ 42 ปี กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตลอดระยะเวลาติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ทรงพระเมตตาทำเพื่อประชาชนชาวไทย ถึงแม้บางครั้งท่านทรงพระประชวรรักษาพระวรกายในโรงพยาบาลก็ไม่เคยหยุดพัก ทุกครั้งที่ทรงพระประชวรจะสวดมนต์ภาวนาให้พระองค์ท่านหาย มิใช่ว่าเพียงแค่ให้กลับมาทรงงานให้พวกเราสุขสบาย แต่สิ่งสำคัญคือ อยากให้พระองค์ท่านทรงอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพวกเราชาวไทย
          "หลังจากมีประกาศสวรรคตอย่างเป็นทางการรู้สึกเสียใจมากจริงๆ น้ำตาไหลออกมาแบบไม่มีเสียงสะอื้น แต่มันเจ็บปวดข้างใน พ่อจากพวกเราชาวไทยไปแล้ว การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวไทย อยากให้เป็นแค่ฝันร้าย แต่พอคิดอีกทีทรงเหนื่อยมามากแล้ว ทรงทำเพื่อพวกเรา ทำเพื่อประเทศไทยมาตลอด พระองค์ไม่ได้ไปไหน แต่จะสถิตอยู่ในใจคนไทยทุกคนตลอดไป และพวกเราชาวไทยทุกคนจะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น จะจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และรักใคร่ปรองดองกัน ไทยยังคงเป็นไทยตลอดไป กราบพระบาทเสด็จสู่สวรรคาลัย ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป" สาวไทยกล่าวทั้งน้ำตา

ตัวห่างไกล ส่งหัวใจถวายอาลัย

ทวีศักดิ์ ศรีสมเพ็ชร


              อีกหนึ่งหนุ่มจาก จ.ลำปาง ทวีศักดิ์ ศรีสมเพ็ชร ย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย นานถึง 21 ปี เล่าว่า ติดตามข่าวของในหลวงตลอด โดยเฉพาะตอนที่ทรงพระประชวร รู้สึกเสียใจมากที่สุดในชีวิตหลังจากทราบข่าวสวรรคต พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ในใจของประชาชนโดยแท้จริง ทรงงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยมิเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแม้กระทั่งถิ่นทุรกันดารก็เสด็จฯ ไป เพื่อประชาชนจะได้อยู่ดีกินดี 
            “ผมอยากบอกกับพระองค์ท่านว่า รักในหลวงมากที่สุดในโลก และจะสถิตอยู่ในใจตลอดไป จากนี้ไปผมจะใช้ชีวิตอยู่แบบพอเพียง จะช่วยเหลือสังคมเท่าที่จะทำได้ และเป็นคนดีของสังคมต่อไป” หนุ่มเมืองเหนือให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น

ตัวห่างไกล ส่งหัวใจถวายอาลัย

บุสรินทร์ หมั่นบุญ


              สาวใหญ่ วัย 57 ปี บุสรินทร์ หมั่นบุญ ย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เล่าทั้งน้ำตาว่า รับราชการเป็นพยาบาลตั้งแต่ปี 2525-2553 ได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักมาตลอด พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมประชาชนในถิ่นทุรกันดารห่างไกลตลอดเวลา พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปที่ใดก็นำความเจริญไปสู่ที่นั่น พร้อมกับนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนด้วย พระองค์ท่านใกล้ชิดกับประชาชนมาโดยตลอด ทรงงานหนัก ไม่มีวันหยุด ทรงทุ่มเทพระวรกาย พัฒนาบ้านเมืองเพื่อประชาชนเป็นสุข 
              "ตอนที่ทราบข่าวว่า ในหลวงสวรรคต รู้สึกช็อก เสียใจมากที่สุด จนไม่เป็นอันทำงาน เศร้ามาก ถึงกับหมดแรงไม่สามารถออกไปไหนได้ต้องพักอยู่กับบ้านทำใจทั้งวัน และเช็กข่าวสารจนแน่ใจว่าเป็นความจริง แล้วทำใจให้รับความจริงให้ได้ ผ่านมาจนวันนี้ยังต้องทำใจอยู่ ยอมรับว่าลำบากมาก แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป จึงพยายามเปลี่ยนจากความเสียใจมาดำเนินรอยตามพระองค์ท่าน ด้วยการนำแนวทางเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นคนดีของสังคม ให้ความช่วยเหลือ และร่วมมือกับสมาคมต่างๆ ตามโอกาสอันควร และจะเป็นคนดีของสังคม" อดีตพยาบาลสาวกล่าวทั้งน้ำตา

              อีกหนึ่งสาวไทยในอังกฤษ ผ่องใส วอลเตอร์ส อายุ 43 ปี ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่ 14 ปี เนื่องจากแต่งงานกับสามีชาวอังกฤษ เผยว่า ไม่เคยลืมเมืองไทยและไม่เคยที่จะไม่ติดตามพระอาการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุกครั้งที่เห็นในข่าวพระราชสำนักน้ำตามันก็เอ่อล้นด้วยความตื้นตัน ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานหนักมาโดยตลอด จนกระทั่งได้รับข่าวสารว่าพระองค์ทรงพระประชวร ในใจก็ยังคิดว่าท่านคงไม่เป็นอะไรมาก 
           "วันที่ 13 ตุลาคม หลังเสร็จจากทำงาน สิ่งแรกที่ทำก่อนจะขับรถกลับบ้านคือการเช็กข่าวสาร และสิ่งที่เกิดขึ้นมันเหมือนกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ มันตื้อไปหมด งงสับสน และน้ำตามันก็ไหลออกมาจวบจนวินาทีนี้น้ำตาก็ยังคงไหลออกมาเอง ยังคงมีความรู้สึกว่าพระองค์ยังคงอยู่กับเรา แม้วันนี้พระองค์ท่านจะไม่อยู่แล้ว แต่จะขอน้อมนำคำสอนของพระองค์ที่จดจำและทำมาตลอดคือ การอดทน และพากเพียรไม่ย่อท้อ อยากบอกในหลวงว่า สัญญาว่าจะทำความดีและเป็นคนดีตลอดไป" ผ่องใสกล่าวด้วยแววตาเศร้าหมอง

            ไม่ต่างกับ อนัคมณี ออสบอนด์ สาวไทยในฮ่องกงวัย 42 ปี กล่าวถึงความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เสียสละความสุขความสะดวกสบายของพระองค์ ทรงทุ่มเทพระวรกาย ช่วยแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในถิ่นทุรกันดาร
           "หลังทราบข่าวเสด็จสวรรคตรู้สึกว่า สูญเสียสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ สูญเสียสิ่งที่มีค่ายิ่งของชาติ สูญเสียบุคคลที่ประเสริฐที่สุด อยากจะบอกกับพระองค์ท่านว่าสิ่งที่ทรงทำเพื่อประชาชนทั้งหมด คำสอนของพระองค์ท่านจะคงอยู่เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้ดำเนินตาม ให้รู้จักเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ ให้เป็นคนดีเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว จะไม่ลืมสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทยมาตลอด 70 ปี" อนัคมณีเผย

ตัวห่างไกล ส่งหัวใจถวายอาลัย

บังอร ทิมเมอร์มั่น


          ปิดท้ายที่สาวไทย  บังอร ทิมเมอร์มั่น วัย 42 ปี แต่งงานย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับครอบครัวในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อ 13 ปีก่อน เผยด้วยน้ำเสียงเศร้าว่า ยังคงติดตามข่าวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่ตลอด ตอนที่รู้ข่าวการสวรรคตเหมือนหัวใจสลาย เป็นความรู้สึกไม่ต่างจากการสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต น้ำตาไหลทุกครั้งที่คิดถึงพระองค์หรือสิ่งต่างๆ ที่ทรงทำให้คนไทย แต่ก็ได้รู้ว่า พระองค์ไม่ได้ไปไหน ยังทรงเป็นศูนย์รวมความรักและความสามัคคีของคนไทยเหมือนเดิม
            "ทรงอุทิศพระองค์ในการทรงงานหนักเพื่อความสุขและความเป็นอยู่ของประชาชนของพระองค์ ทั้งยังทรงเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง การมีความสุขจากการให้ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และการทำความดีเพื่อคนอื่นโดยแท้จริง ลูกภูมิใจและดีใจที่สุดได้เกิดเป็นคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุด และพระองค์จะทรงอยู่ในใจลูกตลอดไป ในฐานะพสกนิกรที่จงรักภักดี จากนี้ไปลูกจะตั้งใจดำเนินรอยตามพระองค์ท่าน โดยเริ่มจากสิ่งที่ทำง่ายๆ ด้วยการเรียนรู้ที่จะมีความสุขจากการให้ การเผื่อแผ่ให้แก่คนรอบข้างและสังคม และที่สำคัญที่สุดจะสอนให้ลูกชายได้รู้จักในหลวงของคนไทย ให้เขาได้ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นประชาชนคนไทยของพระองค์" สาวไทยในต่างแดนกล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจในองค์พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง