เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากทีเดียว.. เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาวันนี้ ( 2 เม.ย.) เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3.5 หมื่นล้านบาท จากเหตุขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่

โดยศาลปกครองกลางซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเห็นว่า  คำสั่งกระทรวงการคลังไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการทุจริตเกิดขึ้นในเจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่หลายคนเกี่ยวข้องแต่การสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดกลับมิได้มีการดำเนินสอบสวนให้ได้ว่าเจ้าหน้าที่คนใดควรต้องรับผิดเป็นจำนวนเท่าใดจากการทุจริต

 "อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี รับรู้เกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอนการทำเอ็มโอยูเพื่อให้มีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ในส่วนการทำสัญญาระบายข้าวไม่ได้เกี่ยวข้องและขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด"

แต่หากเรามองย้อนไปยังคดีอาญา คือ คดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยต่อศาลเมื่อวันที่ 19 ก.พ.58 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554

จากกรณีปล่อยปละละเลยไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าวที่มีการกำหนดกรอบวงเงินดำเนินการ 5 แสนล้านบาท กระทั่งทำให้รัฐได้รับความเสียหาย

และองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีมติเอกฉันท์พิพากษาให้จำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา “น.ส.ยิ่งลักษณ์” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 จำเลยคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ปปช.ม.123/1 ซึ่งเป็นบทหนักสุดที่ละเลยการตรวจสอบระบายข้าวจีทูจีจนทุจริตเสียหายกับ ก.คลัง,ประเทศชาติ

และศาลออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย มารับโทษตามคำพิพากษา หลังจากไม่มาฟังคำพิพากษาตามนัดและหลบหนีคดีไปต่างประเทศ

เมื่อนำคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีดังกล่าวมาพลิกดู คำพิพากษาตอนหนึ่งระบุว่า..

“สำหรับประเด็นระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐนั้น วินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลย (หมายถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์) ทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น การกระทำของ ”ยิ่งลักษณ์“ จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157(เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา  123/1 ลงโทษจำคุก  5 ปี”

ดังนั้นความต่างระหว่างคำพิพากษาของศาลปกครองกลางและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็คือ..

ศาลปกครอง ระบุว่า “ยิ่งลักษณ์” รับรู้เกี่ยวข้องเฉพาะขั้นตอนการทำ“เอ็มโอยู”เพื่อให้มีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ในส่วนการทำสัญญาระบายข้าวไม่ได้เกี่ยวข้อง

ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ระบุว่า ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์  ทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีกอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น

"นรวิชญ์ หล้าแหล่ง"ทนายความ "ยิ่งลักษณ์ " บอกว่า ผลคำพิพากษาศาลปกครองเป็นคุณกับนางสาวยิ่ง​ลักษณ์​

“แต่สิ่งที่สำคัญจากคำพิพากษา นอกจากการเพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้เงิน ยึด และอายัด​เงินแล้วนั้น คือในคำพิพากษาระบุว่า นางสาวยิ่ง​ลักษณ์​ไม่มีส่วนในการทุจริตโครงการ​รับจำนำข้าว โดยจะนำคำพิพากษาศึกษาอย่างละเอียดเพื่อการต่อสู้ครั้งต่อไป”

เป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่..ต้องรอดูกันต่อไป เพราะเป็น“หนังยาว” แน่