royal coronation
วันที่ 14 ตุลาคม 2562
อาชญากรรม

เครือข่ายกะเหรี่ยงชาวเล แถลงการณ์ เร่งภาครัฐเร่งคดีบิลลี่

วันที่ 4 กันยายน 2562 - 12:17 น.
กรุงเทพฯ,บิลลี่,พอละจี รักจงเจริญ,แถลงการณ์
Shares :
เปิดอ่าน 1,141 ครั้ง

เครือข่ายกะเหรี่ยงชาวเล ออกแถลงการณ์เร่งรัดภาครัฐดึงคนผิดฆ่าบิลลี่มาดำเนินคดี ผลักดันให้ไทยลงสัตยาบันตามมติครม.คุ้มครองนักสิทธิถูกอุ้มหาย

 

           โรงแรมไมด้าดอนเมือง-4 ก.ย.62-กรณีเจ้าหน้าที่พบถังน้ำมัน 200 ลิตรสภาพถูกเผาไหม้ใกล้กับสะพานแขวนในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยภายในถังมีชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะมนุษย์ต่อมาพิสูจน์ทราบเป็นของนายพอละจีรักจงเจริญหรือบิลลี่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนแกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งน้ำลึก-บางกลอย อ.แก่งกระจานที่หายตัวไปนานกว่า 5 ปี

           เครือข่ายกะเหรี่ยงและชาวเลร่วมกับคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) และภาคีเครือข่าย 99 องค์กรจัดแถลงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลกรณีการเสียชีวิตของนายพอละจีรักจงเจริญหรือบิลลี่เพื่อผลักดันมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 2 มิถุนายน 2553 และวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ให้มีผลเชิงปฏิบัติในการปกป้องและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยโดยทางเครือข่ายฯได้เคลื่อนไหวทวงถามความเป็นธรรมให้กับบิลลี่และครอบครัว 

 

 

            ทั้งนี้แถลงการณ์เรียกร้อง 4 ข้อคือ 1.ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจกับเจ้าหน้าที่คณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ที่ทุ่มเททำงานด้วยความมานะอุตสาหะจนสามารถพิสูจน์ยืนยันวัตถุพยานหลักฐานสำคัญประกอบการสอบสวนคดีอุ้มหายและสามารถระบุได้ว่านายพอละจีหรือบิลลี่ได้เสียชีวิตแล้วโดยต้องคืนความเป็นธรรมให้แก่ครอบครัวชุมชนรวมถึงเครือข่ายกะเหรี่ยงที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งนี้

             2.เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดรวมถึงผู้ที่มีส่วนทั้งหมดมาดำเนินคดีโดยเร่งด่วนรวมถึงดำเนินคดีผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องในกรณีการวางเพลิงเผาทรัพย์ชุมชนบ้านใจแผ่นดิน-บางกลอยบนจำนวนมากกว่า100 หลังคาเรือนรวมทั้งบ้านปู่คออี้ ซึ่งไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการใดๆ

           3.ให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 มิ.ย. 2553 และ 3 ส.ค. 2553 ในการคุ้มครองวิถีชีวิตชาวเลและกะเหรี่ยงอย่างเป็นรูปธรรมทั้งนี้ตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดกรณีสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมบ้านใจแผ่นดิน-บางกลอยบนซึ่งนายพอละจีรักจงเจริญเป็นผู้ประสานงานการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจนได้รับชัยชนะในคดีศาลปกครองสูงสุด

 

 

           4.ให้ประเทศไทยบัญญัติกฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกฎหมายว่าด้วยการกระทำทรมานและการบังคับให้หายสาบสูญตามหลักสากลของสหประชาชาติว่าด้วยอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีและอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับซึ่งรัฐบาลไทยได้ลงนามแล้วเมื่อวันที่9 ม.ค. 2555 แต่ยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีจึงไม่มีสภาพบังคับอย่างใด

          นอกจากนี้ทางคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) และองค์กรภาคีจำนวน 99 องค์กรและบุคคลจำนวน 169 รายชื่อได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ 

          1.เร่งรัดนำตัวผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดมาลงโทษตามกฎหมายและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

          2.ชดเชยเยียวยาความเสียหายให้แก่ครอบครัวของบิลลี่อย่างเป็นธรรมและเหมาะสมแม้ยังไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิดแต่ความเสียต่อครอบครัวได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว 

          3.ให้รัฐบาลไทยพิจารณาเร่งรัดเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับเพราะแม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้ลงนามแล้วเมื่อวันที่9 ม.ค. 2555 แต่เมื่อยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีจึงไม่มีสภาพบังคับ 

          4.ให้รัฐบาลไทยมีมาตรการที่เป็นไปตามหลักการสากลของสหประชาชาติว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน 

           5.ให้รัฐบาลไทยเร่งรัดออกกฎหมายใหม่หรือแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในทางกฎหมายโดยมิชอบก่ออาชญากรรมต่อชีวิตร่างกายเสรีภาพและทรัพย์สินประชาชนเพื่อเป็นหลักประกันให้แก่ประชาชนทุกคนว่าจะไม่ถูกกระทำโดยผู้ใช้อำนาจรัฐ 

 

 

          ด้านนายประยงค์ดอกลำใยประธานกป.อพช.กล่าวว่าหลังจากนี้จะขอเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลสอบสวนเรื่องนี้และจะทำการรณรงค์ไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกพร้อมผลักดันกฎหมายคุ้มครองไม่ให้เกิดการอุ้มหายและทรมานอีกต่อไปส่วนพยานคนสุดท้ายที่เห็นนายบิลลี่คือเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาตินั้นตนอยากให้ทางกรมอุทยานแห่งชาติสอบสวนว่าเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของบิลลี่หรือไม่ด้วย

 

 

 

          นายประยงค์กล่าวต่อว่าทั้งนี้ 5 ปีที่ผ่านมาคนกะเหรี่ยงในพื้นที่แก่งกะจานถูกบีบให้ยอมรับเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีชีวิตของกะเหรี่ยงสำหรับมติครม.วันที่ 3 ส.ค. 2553 เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชนเผ่านั้นทางกรมอุทยานได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อไปดูพื้นที่อาศัยของชนเผ่าแล้วลงความเห็นว่าบริเวณดังกล่าวเป็นการทำไร่เลื่อนลอยเป็นเหตุต้องย้ายชุมชนออกจากพื้นที่นั้นแต่ได้มีงานวิจัยออกมาสนับสนุนแล้วว่าบริเวณดังกล่าวเป็นไร่หมุนเวียนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จิตวิญญาณชนเผ่าประกอบด้วยที่อยู่อาศัยผืนป่าและไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นหนึ่งในมติสำคัญที่จะเร่งรัดให้ภาครัฐพิจารณาชะลอการบังคับใช้พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเตรียมบังคับใช้ในปลายปีนี้ซึ่งมีการบัญญัติข้อกฎหมายเพิ่มอัตราโทษกับชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำกัดขอบเขตการใช้ทรัพยากรโดยทางเครือข่ายจะขอให้ทบทวนข้อกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องหลักสิทธิและแนวทางการฟื้นฟูสิทธิตามมติครม. ซึ่งการชะลอนี้รัฐบาลสามารถกระทำได้ด้วยการออกพระราชกฤษฎีกา

 

 

 

          ต่อมานายณัฐพลสืบศักดิ์วงศ์ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ได้เดินทางมารับหนังสือของเครือข่ายเพื่อนำไปเสนอในรัฐสภาและผลักดันในการติดตามคดีนี้รวมถึงพิจารณามติครม.เพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศทั้งหมดโดยนายณัฐพลได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของบิลลี่รวมถึงความสูญเสียของชุมชนแก่งกระจานซึ่งการหายตัวไปของบิลลี่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นคดีฆาตกรรมโดยตนจะนำเรื่องนี้ไปผลักดันในรัฐสภาซึ่งต้นตอของเรื่องทั้งหมดอาจเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการทำกินในป่าของชนเผ่าทางตนและพรรคอนาคตใหม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะต้องนำนโยบายคนอยู่กับป่ามาพิจารณาสังคายนาใหม่มาดูว่านโยบายที่ผ่านมานั้นถูกต้องแล้วหรือไม่เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือการผลักคนออกจากป่าซึ่งไม่ถูกต้องเพราะชุมชนมีสิทธิจะอยู่และสามารถดูแลป่าได้ต่อจากนี้ในเวลา 13.00 น. ทางเครือข่ายจะส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือขอบคุณและเร่งรัดคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอถนนแจ้งวัฒนะต่อไป

 

ข่าว/ภาพ นิศานาถ สมัยไทย ผู้สื่อข่าว

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ