ระหว่าง ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีก ที่จะเปิดสนาม แอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 5 ของตารางในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคมนี้ เวลา 23.30 น.ตามเวลาประเทศไทย

โดยถึงแม้ว่าปัจจุบันทั้ง 2 ทีมจะมีช่องว่างของคะแนนต่างกันถึง 27 แต้ม ขณะที่ “หงส์แดง” แข่งน้อยกว่า 1 นัด ทว่าการดวลกันระหว่าง ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นมีความเข้มข้นเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ทำให้เป็นเกมที่ยังคาดเดาอะไรไม่ได้ และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ส่องประเด็นน่าสนใจก่อนศึก "แดงเดือด" ครั้งที่ 204

สังเกตได้จากเกมแรกที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งถึงแม้ว่าหากมองจากตารางคะแนน รวมถึงฟอร์มการเล่นขณะนั้น ลิเวอร์พูล จะเป็นฝ่ายเป็นต่ออยู่มาก ทว่ากลับเป็น “ปีศาจแดง” ที่ออกนำไปก่อน และเกือบจะเก็บชัยได้ ถึงกระนั้น “หงส์แดง” มาตามตีเสมอได้แบบหืดจับในช่วง 5 นาทีสุดท้าย พร้อมส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมเดียวที่สามารถแบ่งแต้มจาก ลิเวอร์พูล ได้ในลีกฤดูกาลนี้หลังผ่านมาแล้ว 21 เกม

ทำให้ 3 คะแนนในเกมดังกล่าวสำคัญกับทั้ง 2 ทีมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก ลิเวอร์พูล ก็ต้องการเดินหน้าเก็บแต้มเพื่อตำแหน่งแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 30 ปี ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็หวังโกยแต้มเพื่อไล่ล่าพื้นที่ท็อปโฟร์

 

 

“หงส์แดง” กับฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ลิเวอร์พูล มีฤดูกาลที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีกที่เก็บไปแล้ว 61 คะแนนจากการลงสนาม 21 นัด (ชนะ 20 เสมอ 1 และยังไม่แพ้ต่อทีมใด) ขึ้นนำตำแหน่งจ่าฝูงเดี่ยวด้วยการนำ แมนเชสเตอร์ ซิตี แชมป์เก่าไปถึง 14 คะแนนและแข่งน้อยกว่า 1 เกม

นอกจากนั้นพวกเขายังทำสถิติต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยิงในเกมลีก 30 นัดติดต่อกัน ทำลายสถิติดีสุดของสโมสรตัวเองที่เคยทำไว้ 29 นัด สมัยที่อยู่ดิวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1957-58, ไม่แพ้ใครในเกมลีก 38 นัดติดต่อกัน ตั้งแต่เกมที่บุกพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี 1-2 เมื่อเดือน ม.ค. 2019 และเก็บได้ 61 แต้ม ซึ่งถือว่าสูงสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก และ 5 ลีกใหญ่ของยุโรปหลังผ่านเกม 21 นัดแรกของฤดูกาล เป็นต้น

ส่องประเด็นน่าสนใจก่อนศึก "แดงเดือด" ครั้งที่ 204

โดย “ไฟว์เทอร์ตีไนน์” บริษัทด้านสถิติ ได้เผยถึงโอกาสการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ผ่านการคำนวณด้วยหลักคณิตศาสตร์จากฟอร์ม และโปรแกรมที่เหลือ เป็นต้น ซึ่งผลปรากฏว่าพวกเขามีสิทธิ์เถลิงแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยแรกในรอบ 30 ปีถึง 98% พร้อมจะจบฤดูกาลด้วยการมี 100 แต้ม เช่นเดียวกับสื่อทุกสำนักซึ่งคาดการณ์ตรงกันว่า “หงส์แดง” จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดฤดูกาลนี้ไปครองแน่นอน

จากผลงานอันยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล ต้องยกเครดิตให้กับ เจอร์เกน คลอปป์ เฮดโค้ชของทีม เนื่องจากเขาสร้างระบบการเล่นที่ยอดเยี่ยมด้วยปรัชญาที่เขาพยายามฟูมฟักมาตลอดตั้งแต่เข้ามาอยู่ในถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อปี 2015 จนมาสัมฤทธิ์ผลเมื่อปีที่แล้วหลังพวกเขาคว้าแชมป์ได้ถึง 3 รายการ ประกอบด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ

ส่องประเด็นน่าสนใจก่อนศึก "แดงเดือด" ครั้งที่ 204

นอกจากนั้นเหล่าบรรดานักเตะในทีมก็เรียกได้ว่าอยู่ในฟอร์มโดดเด่นกันหลายราย ทั้ง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เทรน อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ซาดิโอ มาเน และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ จนส่งเสริมให้ทีมมีพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีฟอร์มที่ร้อนแรง ทว่า คลอปป์ มีสถิติไม่ค่อยดีนักเวลาคุมทีมทำศึก “แดงเดือด” ด้วยการเอาชนะได้เพียง 1 จาก 7 เกมหลังสุด นอกจากนั้นเป็นการเสมอ 5 นัด และแพ้ 1 นัด

ทำให้ก่อนแมทช์ดังกล่าวเทรนเนอร์ชาวเยอรมัน ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “เกมวันอาทิตย์กับแมนฯ ยูไนเต็ด เราทุกคนรู้ถึงสิ่งที่ผู้คนคาดหวังในเกมนั้นกับเรา มันจะเป็นเกมสำคัญเช่นกัน และเราพยายามจะเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้”

 

 

ปัญหารุมเร้า “ปีศาจแดง”

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มี โอเล กุนนาร์ โซลชา เป็นกุนซือถาวรซีซั่นแรก ทำผลงานที่น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับชื่อชั้น, ความคาดหวังจากแฟนบอล รวมถึงเงินที่ลงทุนซื้อผู้เล่นไปเมื่อช่วงตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา

สำหรับ “ปีศาจแดง” มีปัญหาในทีมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแผนการเล่นซึ่งเน้นการรับ และสวนกลับเป็นหลัก โดยแท็คติกดังกล่าวได้ผลดีเวลาดวลกับทีมใหญ่ที่เน้นการเล่นเกมบุก จากการถล่ม เชลซี 4-0 และบุกเฉือน แมนเชสเตอร์ ซิตี 2-1 เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเวลาเจอกับทีมเล็กแผนการดังกล่าวมักจะใช้ไม่ได้ผล เพราะกลับกลายเป็นว่า “ปีศาจแดง” ต้องเป็นฝ่ายทำเกมบุกแทน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาถนัด ส่งผลให้จบเกมด้วยผลการแข่งขันที่ไม่น่าพอใจอยู่หลายเกม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่สม่ำเสมอของพวกเขาในซีซั่นนี้

ส่องประเด็นน่าสนใจก่อนศึก "แดงเดือด" ครั้งที่ 204

นอกจากนั้นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่พวกเขาเผชิญคือคุณภาพของนักเตะที่ตัวจริงกับตัวสำรองทดแทนกันไม่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจากการที่ ปอล ปอกบา กองกลางคนสำคัญซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหัวใจในแดนกลางมีอาการบาดเจ็บรบกวน ทว่านักเตะที่ลงสนามมาเพื่อทำหน้าที่ปั้นเกมแทน ไม่ว่าจะเป็น อันเดรส เปร์เรรา, ฆวน มาตา และเจสซี ลินการ์ด กลับช่วยทีมไม่ได้เท่าที่ควรโดยเฉพาะรายหลังซึ่งนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2019 จนถึงปัจจุบันเจ้าตัวยังไม่สามารถทำประตู หรือแอสซิสต์ ให้กับ “ปีศาจแดง” ได้เลย จนส่งผลต่อฟอร์มโดยรวม และผลการแข่งขันที่ไม่น่าพอใจ

ส่องประเด็นน่าสนใจก่อนศึก "แดงเดือด" ครั้งที่ 204

ด้วยผลงานที่ผ่านมาทำให้เกมนี้เรียกได้ว่าสำคัญกับตัวของ โซลชา เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากได้ชัยชนะ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลให้ทุกคนในทีมเกิดความมั่นใจมากขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของซีซั่น แต่ถ้าพบกับความพ่ายแพ้มีสิทธิ์สูงโมเมนตัมของทีมแย่ลงไปอีก และจะส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของเทรนเนอร์ชาวนอร์เวย์ในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

 

สถิติที่เกิดขึ้นในศึก “แดงเดือด” ก่อนหน้านี้

-สถิติการพบกันของทั้ง 2 ทีมตลอด 203 นัดที่ผ่านมาเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทำได้ดีกว่าหลังเอาชนะไปได้ 80 เกม เสมอ 57 เกม และแพ้ 66 เกม

-นักเตะที่ทำประตูในศึก “แดงเดือด” มากที่สุดมีร่วมกับอยู่ 3 คน คือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด (ลิเวอร์พูล), จอร์จ วอร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) และแซนดี เทิร์นบูลล์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ด้วยจำนวน 9 ลูกเท่ากัน

-แข้งที่ลงสนามในเกม “แดงเดือด” เยอะที่สุดคือ ไรอัน กิกส์ อดีตปีกระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวน 48 นัด

-ชัยชนะที่ขาดลอยที่สุดของเกม “แดงเดือด” คือเมื่อปี 1895 ซึ่ง ลิเวอร์พูล ถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งยังใช้ชี่อ นิวตัน ฮีท อยู่ในขณะนั้นถึง 7-1

-ลิเวอร์พูล มีสถิติที่ไม่ค่อยดีนักในการลงเล่นศึก “แดงเดือด” ที่ แอนฟิลด์ หลัง 5 เกมหลังสุดพวกเขาเก็บชัยได้เพียง 1 นัด เสมอ 1 นัด และแพ้ถึง 3 นัด

ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นเช่นไรเชื่อว่าศึก “แดงเดือด” ครั้งที่ 204 ดังกล่าวจะเป็นการต่อสู้กันที่ดุเดือด และสมศักดิ์ศรีระหว่าง 2 ทีมดังแห่งวงการลูกหนังซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก