โรคระบาดจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ร้ายแรงในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติรอบร้อยปีครั้งนี้ ปัญหาที่สำคัญก็คือ ไม่มีใครยืนยันหรือแม้กระทั่ง “คาดหมาย” ได้ว่า จะสิ้นสุดลงเมื่อไร? และจะส่งผลให้ผู้คนทุกชาติภาษาเจ็บป่วยล้มตายลงมากน้อยเท่าใด ?

 

 

         

          เรื่องคนเสียชีวิตจำนวนแสนนั้น คงได้เห็นกันในเวลาเพียงไม่กี่วันข้างหน้าอย่างแน่นอน !

          ซึ่งถ้าแต่ละประเทศยังไม่สามารถหยุดยั้งด้วยมาตรการที่ถูกต้องได้ ไม่มีผู้ใดคิดค้นยารักษาหรือวัคซีนป้องกันในเร็ววัน อาจได้เห็นผู้คนนับล้านหรือหลายล้านต้องตายกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันขึ้นตามธรรมชาติสำหรับคนที่เหลือ !

          ความหายนะต่อชีวิต สุขภาพกายและจิต รวมทั้งเศรษฐกิจ การผลิตและการค้าทั่วโลกจะพินาศลงอย่างย่อยยับเหลือคณา ความเจริญก้าวหน้าของโลกจะหยุดหรืออาจถอยหลังไปนับสิบปี !

          เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกชาติต้องวางแผนรับมือด้วยความรู้และสติปัญญา รวมทั้งใช้ "เงิน” จำนวนมหาศาลในการรักษาชีวิตประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

          “ระบบบริหารราชการ” รวมทั้ง “การจัดสรรและใช้งบประมาณ” ของชาติต้องถูก “ปฏิรูปใหม่” เพื่อให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถรับมือกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วรวมถึงภัยร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเช่นกรณีนี้ได้

          หน่วยงานหรือตำแหน่งราชการใดที่ไม่มีความจำเป็น ต้อง “ถูกยุบ”อย่างเช่น กองบัญชาการตำรวจภาค ซึ่งมีนายพลตำรวจนั่งกันอยู่มากมายใช้งบประมาณแห่งละ 700-800 ล้านบาทต่อปีนั้น จะเห็นกันว่า ในสถานการณ์ที่ชาติมีปัญหาร้ายแรงเช่นนี้ ไม่ได้มีประโยชน์หรือบทบาทอะไรในการแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริงเลย ?

          เนื่องจากในการบริหารราชการตามระบบสากล แม้กระทั่งในยามปกติ ตำรวจต้องทำงานเป็นมือไม้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แทนการฟังคำสั่งจากส่วนกลางผ่านผู้บัญชาการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และไม่มีความจำเป็นเช่นทุกวันนี้ !

          กรณีผู้มีสัญชาติไทยหลายร้อยคนทยอยกันหนีตายจากภัยโควิดในต่างประเทศ ได้รับการตรวจสอบจากสถานทูตให้เดินทางกลับบ้านได้ โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ท้ายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับที่ 1 ข้อ 11

          ที่สำคัญคือต้องมีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ติดเชื้อโควิดที่ออกให้ในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง

          รวมทั้ง “อาจต้องถูกกักตัว” ในสถานที่ซึ่งทางราชการกำหนดไว้ในเวลา 14 วัน

          ซึ่งการดำเนินการกับคนไทยที่หนีตายมาจาก “อู่ฮั่น” และ “ผีน้อย” แรงงานไทยในเกาหลีใต้ที่ถูกไล่ออกจากประเทศจำนวนหลายร้อยคนเมื่อต้นเดือนมีนา ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

          แต่พอถึงกลุ่มผู้เดินทางซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษาเดินทางกลับมาจากประเทศเสี่ยงเช่นสหรัฐอเมริกาจำนวน 152 คน กลับถูกปล่อยตัวจากสนามบินสุวรรณภูมิให้กลับบ้านได้

          รายงานข่าวบอกว่า มีนายพลทหารบกยศพลตรีคนหนึ่ง เป็นผู้อนุญาตให้เดินทางออกไป โดยมีทหารอากาศยศนาวาอากาศเอกเป็นผู้ประกาศข่าว เพื่อแก้ปัญหาความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น และไม่สามารถควบคุมได้

          แต่ขอให้ทุกคนรับปากว่าจะ “กลับไปกักตัว” ที่บ้านพักอาศัยแทน !

 

 

         

          ปัญหาก็คือ การที่รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ไวรัสโควิดเป็นโรคติดต่อร้ายแรงตามกฎหมาย ซึ่งทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ “ประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด” มีอำนาจตามในการออกคำสั่งและมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันโรค มาตรา 34 (1) คือกักตัวผู้มีเหตุอันควรสงสัยไว้เพื่อการสังเกตอาการจนกว่าจะถึงระยะปลอดภัย รวมทั้งดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็นหลายเรื่อง เช่นการปิดร้านอาหารและสถานบริการและพื้นที่เสี่ยงต่างๆ 26 ประเภท

          ซ้ำนายกรัฐมนตรียังได้ใช้อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และกำหนดข้อห้ามรวมทั้งข้อแนะนำในการปฏิบัติทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในกรณีต่างๆ ไว้อีกมากมาย เช่น การตั้ง “ด่านสกัดและคัดกรองบุคคล” ในการเข้าพื้นที่ทุกจังหวัดตลอด 24 ชั่วโมง

          แต่ในการปฏิบัติจริงกลับมีปัญหาสารพัด และถือว่าไม่ได้ผลแต่อย่างใด

          ในข้อ 7 (1) ให้ “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและจังหวัดเป็นผู้กำกับการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกมิติ” ซึ่งไม่มีใครอธิบายได้ชัดเจนว่าหมายถึงอย่างไร?

          เช่น เหตุการณ์ความวุ่นวายในสนามบินสุวรรณภูมิที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้โดยสารกลุ่มนี้ไม่ต้องการถูกกักตัว 14 วัน ทหารยศพลตรีคนนั้นรวมทั้งนาวาอากาศเอกอีกคนหนึ่งใช้อำนาจอะไรในการที่ไปบอกพวกเขาว่า อนุญาตให้ทุกคนกลับบ้านได้ โดย “ผู้ใหญ่” ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร ได้อนุญาตแล้ว?

          คำพูดดังกล่าว เท่ากับทั้ง 152 คน ไม่ได้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือประกาศของรัฐในเรื่องการกักตัวที่ใครจะต้องประณามหยามเหยียดพวกเขาแต่อย่างใด

          แต่นายกรัฐมนตรีกลับต้องแก้ไขด้วยการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งให้ทุกคนมารายงานตัวเข้าสู่กระบวนการกักโรคภายในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 4 เมษายน

          ซึ่งปัญหาในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าข้อกำหนดท้ายประกาศเขียนไว้ให้ชัดเจนว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งข้าราชการทุกหน่วยในจังหวัดให้ปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้ได้

          เพื่อให้มี “อำนาจและเอกภาพในการบังคับบัญชาข้าราชการในจังหวัด”

          ไม่ใช่ให้เป็น “ผู้กำกับการบริหารสถานการณ์ในทุกมิติในเขตท้องที่รับผิดชอบ”

          ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า นอกจาก “ความรับผิดชอบ” แล้ว ทำให้มีอำนาจสั่งหน่วยงานและเจ้าพนักงานของรัฐทุกหน่วยโดยเฉพาะตำรวจให้ปฏิบัติการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว

          และผู้ไม่ปฏิบัติ จะถือว่ามีความผิดทางวินัยเช่นเดียวกับอำนาจตามกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือไม่ ?