20 พฤศจิกายน 2563 รศ.ดร.พระมหาหรรษา ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โพสต์ Hansa Dhammahaso  ว่าเมื่อเริ่มต้นใช้กฏหมาย ความสัมพันธ์จะค่อยๆ จางคลายไป ระบุ ผู้คนจำนวนมากมักมีมายาคติว่า กระบวนการทางศาลหรือการใช้กฎหมายไม่ใช่สันติวิธี ความจริงก็คือ การตัดสินใจนำเอามาตรการทางกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อจัดการกับความขัดแย้งนั้น นับเป็นหนึ่งในกระบวนการจัดการข้อพิพาททางเลือกโดยสันติวิธี

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ โทนและลำดับความสำคัญของกระบวนการจัดการข้อพิพาททางเลือกโดยสันติวิธี จะเริ่มต้นจากการเจรจากันเอง (Negotiation)  การไกล่เกลี่ยคนกลาง (Mediation) อนุญาโตตุลาการ (Arbitration) และกฎหมาย หรือกระบวนการทางศาล (Court)

จะเห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายหรือกระบวนการทางศาลนั้น จะเป็นมาตรการสุดท้าย ที่คู่ความจะนำมาใช้ หากไม่สามารถเจรจากันเองได้ และไม่สามารถใช้คนกลางมาช่วยกันหาทางเลือกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ หรือไม่สามารถสร้างเวทีเพื่อให้ทุกฝ่ายค้นพบทางออกร่วมกันได้

แม้กระทั่งศาลเองที่มีหน้าหลักในการตัดสินคดีความ โดยใช้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือชี้ถูกชี้ผิด กลับต้องหันมาให้ความสำคัญกับการประนีประนอมยอมความ ทั้งก่อนฟ้อง และหลังฟ้อง และให้ทำไปจนถึงชั้นฎีกา แต่ในที่สุดเมื่อหาทางออกไม่ได้ ศาลจึงต้องตัดสิน

 

เหตุผลเพราะต้องการให้คู่ความรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน บางคดีในชั้นอุทธรณ์ต้องใช้เวลาประนอมเป็น 10 ครั้งด้วยกัน กว่าที่คู่ความจะสามารถค้นหาความต้องการที่แท้จริงระหว่างกันและกันได้

เมื่อใดก็ตามที่คู่ความตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมาย เมื่อนั้น ย่อมหมายความว่าความสัมพันธ์ของคู่ความแตกหัก จนไม่สามารถมองหน้ากัน หรืออยู่ร่วมกันได้ จนนำไปสู่การแจ้งความ และฟ้องร้องทางคดี

อย่างไรก็ตาม ถ้ายังพอมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันบ้าง พอผ่อนหนักผ่อนเบา เห็นแก่มิตรภาพที่ดีงามระหว่างกันและมุ่งสร้างบรรยากาศที่ดีของการอยู่ร่วมกันแล้ว มาตรการของการพูดคุยเพื่อรักษาบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่ดี จะถูกนำมาใช้งานเพื่อรักษา และขยายพื้นที่ความสัมพันธ์ให้ดี และกว้างมากยิ่งขึ้น

 

มายาคติ

 

มายาคติ