เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2563 - เวลา 14.40 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย เริ่มอภิปรายต่อญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งเน้นเนื้อหาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ใช้เวลารวมกว่า 2 ชั่วโมง โดยมีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ว่า เหตุผลที่ไม่ไว้วางใจนั้น เพราะตนมีข้อกล่าวหาดังนี้ 1.มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ตามการตรวจสอบรายละเอียดของบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 พบความไม่สัมพันธ์ระหว่างรายรับและรายจ่ายอย่างผิดปกติวิสัย โดยมีรายรับตลอดรับราชการทหาร จำนวน 128 ล้านบาท แต่พบรายจ่าย จำนวน 466 ล้านบาท ​แบ่งเป็น ค่าดูแลและอุปการะบิดา, จ่ายเงินในกองทุนของพ่อให้คนในครอบครัว และจ่ายเงินให้บุตร

 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

"ยุทธพงศ์" เปิดหัวซักฟอก "บิ๊กตู่" ร่ำรวยผิดปกติ

 

          จากการตรวจสอบพบที่มาของเงินที่นำมาใช้จ่าย คือ มาจากการขายที่ดินของพ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดาของพล.อ.ประยุทธ์ ให้กับบริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ประมาณ 50 ไร่ จำนวน 9 แปลง ที่มีราคาขาย 600 ล้านบาท เมื่อ 9 พฤษภาคม 2556 โดยจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค ทั้งนี้พบการโอนเงินจากการขายที่ จำนวน 540 ล้านบาท ให้กับลูกสาว ทั้งที่พล.อ.ประพัฒน์ ระบุให้แบ่งให้พี่น้อง ซึ่งโอนในบัญชีของพล.อ.ประยุทธ์ โดยสภาพที่ดินที่ซื้อ-ขาย พบว่าเป็นบ่อตกปลา ที่วิญญูชนทั่วไปไม่มีใครต้องการ และราคาขายดังกล่าวสูงกว่าราคาประเมิน ที่กำหนดไว้ 197 ล้านบาท ตนขอข้อกล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีพฤติกรรมฟอกเงิน และเลี่ยงการตรวจสอบ

 

          นายยุทธพงศ์ อภิปรายชี้แจงต่อข้อสังสัยกดังกล่าว ว่ามีธุรกรรมที่ควรสงสัย คือ ราคาขายแพงเกินไป และสูงกว่าราคาประเมิน, สถานะบริษัทผู้ซื้อ คือ บริษัท 69 พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นของเจ้าสัวรายใหญ่ ได้จดแจ้งเพื่อก่อตั้งบริษัทก่อนการซื้อขาย เพียง 7 วัน คือ 2 พฤษภาคม 2557 ดังนั้นเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวไม่มีเงินทุนจำนวนมากเพื่อซื้อบ่อตกปลา แต่อาศัยเงินทุนจากบริษัทต่างชาติ ชื่อ วินเทคโพฟิต คอมพานี ที่ตั้งอยู่บนเกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่งตนเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์มีส่วนพัวพันกับเรื่องดังกล่าว เพราะก่อนการซื้อขาย เชื่อว่าผู้ซื้อไม่ได้ตรวจสอบหรือดูที่ดินก่อนการซื้อ-ขาย และเชื่อว่าพ.อ.ประพัฒน์ที่อายุมาก ไม่สามารถพาผู้ซื้อคือเจ้าสัวไปดูที่ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ คือบุคคลที่ไปพบและเจรจากับเจ้าสัวที่จะซื้อที่ดินใช่หรือไม่ ขอให้ชี้แจง

 

          "นายกฯ เคยตอบนักข่าวที่ถามเรื่องการซื้อขายที่ดินที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯต้องชี้แจงและตอบ ไม่ใช่มาบอกว่าไม่ใช่เรื่องของพวกผม อย่างที่เคยบอกนักข่าวว่าไม่ใช่เรื่องของคุณ และระบุว่าเรื่องนี้ไม่ประเทืองปัญญา ซึ่งกรณีการตรวจสอบบัญชีทรัยพ์สิน ที่พล.อ.ประยุทธ์เขียนให้คนอื่นยอมรับการตรวจสอบ แต่ตัวเองทำตรงข้าม ไม่ทำให้เกิดความโปร่งใสและขาดธรรมาภิบาล ซึ่งผมถือว่าเป็นพฤติกรรมเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า" นายยุทธพงศ์ อภิปราย  

 

          ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายต่อว่า ข้อกล่าวหาที่ 2 คือ บริหารราชการแผ่นดิน ไม่รอบคอบ ไม่ซื่อสัตย์ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้กลุ่มเจ้าสัวเช่าที่ดินระยะยาวซึ่งขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ต่ออายุการเช่าพื้นที่บริเวณศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กับให้บริษัท เอ็น.ซี.ซี แมนเนจเม้นท์ จำกัด ของกลุ่มเจ้าสัว จำนวน 50 ปี มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ทั้งนี้อัยการสูงสุดเคยให้ความห็นว่าการให้เช่าศูนย์ราชการ ต้องเปิดให้แข่งขันอย่างเป็นธรรม  ตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ข้อ6  อย่างไรก็ตามนายกฯ ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นที่ลงนามนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและเป็นหัวหน้าการประชุม อย่างไรก็ดีจากมติครม. เรื่องต่ออายุฉบับดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ อาทิ ตึกศูนย์ประชุมถูกทุบและรื้อทิ้ง ทั้งนี้การเช่าพื้นที่ถนนพระรามสี่ มีค่าเช่าเฉลี่ยปีละ 10 ล้านบาท ใน 3 ปีแรก และปีต่อไปเก็บค่าเช่า 100 ล้านบาท ดังนั้นราคาที่รัฐบาลให้เช่านั้นถือว่าราคาถูกกว่าราคาที่ควรจะเป็น 

 

          "อัยการสูงสุดเคยมีหนังสือเตือนให้กรมธนารักษ์ก่อนการลงนามสัญญาต่อสัญญาเช่า ในหลายประเด็น แต่นายกฯ ไม่ได้ระมัดระวัง ไม่รอบคอบ ไม่ฟังความเห็นคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่มีหน้าที่พัฒนาหลักทรัพย์ของรัฐ ฐานะหัวหน้าผู้บริหารราชการแผ่นดิน จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายร่วมทุน และมีเจตนาพิเศษไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของอัยการสูงสุดและมติครม. ว่าด้วยการอนุมัติอย่างมีเงื่อนไข เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าสัว ตั้งแต่ซื้อ-ขายบ่อตกปลาซึ่งผมเตรียมยื่นเรื่องฟ้องร้องทางกฎหมายต่อไป" นายยุทธพงศ์​ อภิปราย 

 

          นายยุทธพงศ์ อภิปรายต่อว่า ข้อกล่าวหาที่ 3 คือ ใช้อำนาจอย่างทุจริต ไม่ถูกต้อง ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2562 ว่าด้วยการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว ให้กับบริษัทบีทีเอส ระยะรวม 30 ปี จากเดิมที่สัญญาคงเหลืออีก 10 ปี ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวตนเชื่อว่าเข้าข่ายฮั้วประมูล เพราะไม่เปิดให้เอกชนแข่งขันอย่างเป็นธรรม และละเว้นการใช้เงื่อนไขบางประการ แม้ล่าสุด ครม.​ยังไม่อนุมัติการขยายสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ตนไม่ไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ​ต่อไป และข้อกล่าวหาที่4 คือ กรณีเอื้อประโยชน์ให้บุคคลที่มีคดีเกี่ยวกับการสังหารลูกเรือชาวจีน ที่สามเหลี่ยมทองคำ เลื่อนตำแหน่งและไม่ถูกดำเนินคดี ที่อาจทำให้มีปัญหาระหว่างประเทศ 


          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายยุทธพงศ์ อภิปรายในเนื้อหามีส.ส.ฝั่งรัฐบาลประท้วงในหลายประเด็น อาทิ เรื่องในอดีตก่อนบริหารราชการแผ่นดิน, อภิปรายซ้ำซาก รวมถึงใช้คำเรียกยศ พล.อ. ของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า คุณประยุทธ์ ส.ส.พรรครัฐบาลลุกประท้วง ขอให้ใช้คำนำหน้านามให้เหมาะสม เพราะตำแหน่งพล.อ.นั้นเป็นตำแหน่งพระราชทาน และประเด็นดังกล่าวถูกประท้วงหลายครั้ง ทำให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ วินิจฉัยในความตอนหนึ่งว่า "กริยามารยาทของส.ส.ไม่เหมือนกัน ซึ่งผมจะสั่งให้เขาเรียกนายกฯ อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม กาลเทศะและพฤติกรรมของแต่ละคน" ทั้งนี้ตอนหนึ่งของการวินิจฉัยของนายชวน ต่อการเรียกคำนำหน้า "คุณ" ตามที่น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐประท้วงนั้น ซึ่งพาดพิงถึงคำนำหน้านายชวน ที่อาจไม่มีคำว่า "คุณ" ซึ่งนายชวน วินิจฉัยตอบว่า "หากไม่เรียกไอ้ ก็ไม่เป็นไร"  

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการประท้วงของส.ส.รัฐบาลนั้น มีส.ส.ฝั่งรัฐบาลพยายามชี้แจงแทนพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งการพัฒนาพื้นที่และความเจริญที่เข้าถึง ขณะที่ภาพบ่อตกปลาตามที่นายยุทธพงศ์นำประกอบการอภิปราย เป็นเพียงคูน้ำรอบพื้นที่เท่านั้น แต่นายชวน วินิจฉัยและยับยั้งว่า การประท้วงต้องไม่เข้าข่ายชี้แจงแทน 

 

          อย่างไรก็ตามระหว่างที่นายชวน ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมได้กล่าวตักเตือนการอภิปรายของนายยุทธพงศ์หลายครั้งเพราะอภิปรายวนเวียนซ้ำซาก และเป็นเรื่องเดิมที่เคยเกิดก่อนการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้การอภิปรายของนายยุทธพงศ์สะดุดอยู่หลายครั้ง ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ได้นั่งรับฟังการอภิปรายโดยมีสีหน้าเรียบเฉย.