เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2563 - ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงภายหลัง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้าน แถลงญัตติข้อกล่าวหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ว่า ขอชี้แจงในขั้นต้นเรื่องที่ไม่ไว้วางใจตนมีหลายเรื่องตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต แต่ตนไม่โกรธเลย ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอด ตนเข้ามาชี้แจงด้วยความยินดี แม้มีการปล่อยข่าวว่า มีการเผชิญทั้งศึกใน ศึกนอก อย่างไรก็ตามไทยเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับที่มีคนว่าทั้งดีและไม่ดี อาจจะไม่ถูกใจใครบ้างก็ตาม ทั้งนี้ส.ส.ทั้งหลายรวมถึงตนก็ผ่านการเลือกของประชาชน จำกันได้หรือไม่ ว่าตนได้คะแนนเสียงโหวตเลือกเป็นนายกฯ เกิน 250 เสียง มากกว่าฝ่ายค้าน ไม่มีส.ว.มาร่วมโหวตด้วย

 

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนข้อกล่าวหาว่าตนไม่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ตนไม่เคยมีความคิดแบบนี้เลย แต่ต้องมองย้อนกลับไปก่อน 22 พ.ค. 57 ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์ในปี 53 เกิดอะไร นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ตนเข้ามาอยู่ตรงนี้ จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้เกิดความเรียบร้อยก่อนนำสู่การเลือกตั้ง นอกจากนั้น สิ่งที่ตนกังวลในตอนนั้นคือการโกง ลองย้อนกลับไปดูว่ามีจำนวนเยอะหรือไม่ ลองตอบในใจดู ไม่ต้องตอบดังๆ มีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศหลายอย่าง การทำลายอำนาจตุลาการ ซึ่งชาวบ้านยอมรับ ยอมติดคุก แต่บางคนไม่ยอมติดคุก อย่างเรื่องถุงขนม ประชาชนก็ลองเปรียบเทียบดู รวมถึงกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อประโยชน์ใครไม่ทราบ และการนิรโทษกรรม โครงการรับจำนำข้าว ใครทำก็ไม่รู้

 

          “ส่วนที่มีการกล่าวหาว่าผมใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ผมไม่เคยไปก้าวล่วงใคร หรือจับติดคุกโดยปราศจากหลักฐานและข้อเท็จจริง ท่านไม่เป็นธรรมกับผม ผมไม่เคยว่า ผมก็อารมณ์เย็นตลอด ในอดีต จ.ภูเก็ตและนครสวรรค์ก็โดนมาแล้ว ถ้าไม่เลือกเราก็ไม่ได้โครงการ หรือที่มีบางคนพูดว่า ผมอยู่ไม่ได้ ประเทศก็อยู่ไม่ได้ ใครพูดก็ไม่รู้ ดังนั้น ถ้าไม่มีพยานหลักฐาน ก็ลงโทษคนทำผิดไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

          นายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่บอกว่าเศรษฐกิจมีปัญหา ต้องถามว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น หลายคนนั่งอยู่ตรงนี้ก็ทราบดี เพราะนั่งอยู่กับตนด้วย แล้วใครถูกตีถูกทุบรถ เรื่องเหล่านี้ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก หากท่านจะตอบโต้ก็เอาหลักฐานมายืนยันแล้วกัน  

 

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในเรื่องมาตรา 44 จะเอาไปแกล้งข้าราชการทำไม วันนี้ไม่มีแล้ว ที่ผ่านมาเอาไว้แก้ปัญหา เช่น องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ และการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู ซึ่งก็ทำสำเร็จ ไม่ใช่เอาไว้ทำนู้นทำนี่ แต่ใช้ในการบูรณาการแก้ปัญหา แล้วที่บอกว่าตนสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าใครพูดก็แล้วแต่ มันเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ตนไม่ได้ไปนั่งร่วมร่างด้วย เพียงแต่ส่งความเห็น กรธ.ได้ข้อสรุปอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น และ 5 ปี 7 เดือนที่อยู่ในตำแหน่ง ลองนึกดูว่า มีคดีทุจริตกี่คดี ที่ผ่านมาเคยมีการแก้ไขหรือไม่ในกระบวนการยุติธรรม การทำงานของตนทำตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่ไปนั่งหัวโต๊ะแล้วสั่ง ไม่ก้าวล่วงอำนาจเขาเลย เพราะทุกกระทรวงมีกฎหมายอยู่

 

          อย่างไรก็ตาม ที่บอกว่า ตนเอื้อประโยชน์ให้ใครนั้น เป็นการวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือคาดการณ์กันไป ส่วนที่บอกว่ารัฐบาลใช้โครงการประชานิยม แต่ตนเรียก tailor made หรือแปลว่าช่างตัดเสื้อ คือแก้ปัญหาให้กับประชาชนแต่ละกลุ่มที่มีรายได้น้อย เราต้องดูแลเรื่องนี้ ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถชี้แจงได้ รวมถึงเรื่องการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วน BEM เรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่สมัยไหน มีการให้สัมปทานมา 30 ปีแล้ว ตนก็ต้องแก้ไข เพราะมีกรณีฟ้องร้อง ทั้งนี้ ตนเป็นทหาร ต้องรักษาสัตย์ รักษาจิตใจของตนเอง และต้องการให้การอภิปรายเป็นประโยชน์ เมื่อชี้แจงอะไรก็ให้กรุณาฟัง

 

          ระหว่างนั้น นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า นายกฯ กล่าวคำเท็จในสภาที่ระบุว่า ไม่ได้ใช้เสียงวุฒิสภา เพราะความจริงแล้วในวันโหวตนายกฯ เป็นการประชุมรัฐสภา ดังนั้น จึงถือเป็นการพูดเท็จ แต่นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ชี้แจงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับใดๆ จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าชี้แจงง่ายๆ ยังไม่เข้าใจ ก็ยากที่ตนจะชี้แจงต่อไป ก็ขอยุติแต่เพียงเท่านี้ โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพล.อ.ประยุทธ์ พูดจบได้ยิ้มและนั่งลง.