คมชัดลึกออนไลน์ 28 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
การเมือง

'อนาคตใหม่' เฮ รอดยุบพรรค ปฏิปักษ์สถาบันข้อเท็จจริงยังไม่พอ

21 มกราคม 2563 - 13:21 น.
อนาคตใหม่,ศาลรธน,กกต,รอดยุบพรรค,ไม่เป็นการล้มล้างการปกครองฯ,ปฏิปักษ์,สถาบัน,ข่าววันนี้
การเมือง

Shares :
เปิดอ่าน 389 ครั้ง

พรรคอนาคตใหม่รอด ศาลรธน.วินิจฉัย ข้อบังคับพรรค คำประกาศอุดมการณ์ ไม่เป็นการล้มล้างการปกครองฯ แนะ กกต.สั่งผู้เกี่ยวข้องปรับแก้ข้อบังคับพรรคไม่ให้สับสน-คลุมเครือ


 

 

          ศาลรัฐธรรมนูญ - 21 ม.ค. 2563 องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย กรณีนายณฐพร โตประยูร ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยตามมาตรา 49 ว่าการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ผู้ถูกร้องที่ 1 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 2 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 3  และคณะกรรมการบริหารพรรค ผู้ถูกร้องที่ 4 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ โดยในวันนี้นายณฐพรผู้ร้องมาศาล ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกร้องทั้ง 4 รับทราบนัดโดยชอบแล้ว ไม่มาศาล

 

         นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อ่านคำวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ต้องวินิฉัยมีเพียงประเด็นเดียวว่า ผู้ถูกร้องใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากคำร้องพบว่าเป็นกรณีกล่าวอ้างว่าข้อบังคับ นโยบายพรรค และสัญญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่ มีลัษณะเป็นการใช้สิทธิเพื่อล้มล้างการปกครองและเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่ง พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 14 (1) ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ต้องตรวจสอบว่า คำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองถูกต้องหรือไม่ เมื่อตรวจสอบถูกต้องครบถ้วนแล้ว นายทะเบียนจะรับจัดตั้งพรรคและประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

 

          ซึ่งกรณีดังกล่าวปรากฎข้อเท็จจริงว่า ในกระบวนการยื่นคำขอจดจัดตั้งพรรคการเมือง มีการยื่นเอกสารข้อบังคับพรรค พร้อมคำประกาศอุดมการณ์ และสัญญลักษณ์พรรค ซึ่งไม่มีลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง และไม่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ และนายทะเบียนได้ตรวจสอบและมีประกาศจัดตั้งพรรคในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ข้อบังคับพรรคอนาคตใหม่จึงไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ เนื่องจากนายทะเบียนได้ตรวจสอบความถูกต้อง และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ กกต.แล้ว หากภายหลังพบว่าข้อบังคับพรรคไม่เป็นไปตาม พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องรายงานต่อคณะกรรมการ กกต.ให้มีมติเพิกถอนข้อบังคับพรรค ตามมาตรา 17 (3)  กรณีจึงไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอว่า เป็นใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปครองฯ


           อย่างไรก็ดี การยื่นคำร้องเป็นเพียงข้อห่วงใยของพลเมืองที่มีต่อสถาบันฯ และระบอบการปกครองของประเทศ โดยอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองที่ใช้คำว่า หลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ และจะยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยนั้น ศาลเห็นว่าอุดมการณ์ทางการเมืองจะต้องมีความชัดเจนไม่คลุมเครือ ประเทศต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ ซึ่ง กกต.มีอำนาจและหน้าที่ สั่งให้ผู้เกี่ยวข้องแก้ไขตามมาตรา 17 (3)  เพื่อป้องกันความสับสน 

 

          ส่วนกรณีที่นายณฐพรอ้างว่า ผู้ถูกร้องมีแนวคิดคลั่งไคล้ปรัชญาตะวันตก และเป็นปฏิกษัตริย์นิยม มีการแสดงความเห็นทั้งก่อนและหลังการจัดตั้งพรรคการเมือง รวมถึงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และการแสดงความเห็นต่อสังคมในช่องทางต่างๆ นั้นโดยศาลเห็นว่า การใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอ ในระดับที่ทำให้เกิดผล และกระทบสิทธิและเสรีภาพ จนถึงขนาดที่วิญญูชนอาจคาดเห็นได้ว่า น่าจะเกิดผลเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ โดยการกระทำนั้นจะต้องดำเนินการอยู่ และไม่ห่างไกลเกินกว่าเหตุ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากกฏในคดีเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออินเตอร์เน็ต ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 4 มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง กรณีจึงไม่เพียงพอรับฟังได้ว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปครอง ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ส่วนการกระทำจะเป็นความผิดตามกฎหมายอื่นใดหรือไม่ ต้องว่ากันตามกระบวนการและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป 

 

          ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของพรรคอนาคตใหม่ ไม่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 
 


มติเอกฉันท์ 9:0 อนค.ไม่ล้มล้างการปกครอง

 

          ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้อง ทั้ง 4 ไม่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

 

          ภายหลังรับฟังคำวินิจฉัย นายณฐพร ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า รู้สึกพอใจกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญและเป็นคำตัดสินที่ถูกต้องแล้ว ถือว่าได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้วในการรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และตนต้องการชี้ให้ประชาชนเห็นว่ามีบางพรรคการเมืองต้องการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้งพรรคอนาคตใหม่ เท่าที่ฟังศาลเองได้ให้พรรคอนาคตใหม่ไปปรับเปลี่ยนข้อบังคับให้เกิดความชัดเจนขึ้น ไม่ให้มีความคลุมเครือ ดังนั้น กกต.ต้องเป็นหน่วยงานที่เข้ามาดำเนินการต่อในเรื่องนี้

        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลรธน.วินิจฉัย สร้างความยินให้กับกองเชียร์พรรคอนาคตใหม่เป็นอย่างยิ่ง จากนั้น นายธนาธร และนายปิยบุตร ได้แถลงต่อสื่อมวลชน

 

 


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ