คมชัดลึกออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
การเมือง

อิหร่านแค้นประกาศกลางพิธีศพสุไลมานี ค่าหัว'ทรัมป์' 2,400 ล.

6 มกราคม 2563 - 22:00 น.
อิหร่าน,แค้นประกาศกลางพิธีศพ,สุไลมานี ค่าหัวทรัมป์ 2,400 ล
การเมือง

Shares :
เปิดอ่าน 1,753 ครั้ง

อิหร่าน แค้นประกาศกลางพิธีศพ สุไลมานี ค่าหัว 'ทรัมป์' 2,400 ล. ร่ำไห้เผาธง -เลิกคุมนิวเคลียร์- อิรัก ขับทัพมะกัน นายกฯสั่งเข้ม-รับมือน้ำมัน พุ่ง


      โลกเข้าสู่ภาวะหวาดวิตกอีกครั้งหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งสังหาร พล.อ.กอเซ็ม สุไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ “คุดส์” วัย 62 ปี โดยล่าสุดทางอิหร่านได้ประกาศล้างแค้นเพื่อตอบโต้สหรัฐทุกรูปแบบ พร้อมชักธงสีเลือดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเรื่องดังกล่วทำให้เกิดกระแสวิตกกังวลเกี่ยวกับการเกิดสงครามระหว่างชาติทั้งสอง ขณะเดียวกันในส่วนของประเทศไทยได้เตรียมการรับมือในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการดูแลเรื่องราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มอาจจะสูงขึ้นแน่นอน

     อิหร่านตั้งค่าหัว “ทรัมป์” 2,400 ล้าน

    ขณะเดียวกันเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านทวีความรุนแรงอย่างหนัก โดยระหว่างพิธีศพที่จัดขึ้นที่อิหร่าน ผู้จัดงานศพนายพลกอเซ็ม สุไลมานี ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาวอิหร่าน 80 ล้านคน ช่วยกันบริจาคเงินคนละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และจะนำเงินที่ได้ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,400 ล้านบาท) ไปเป็นเงินรางวัลให้แก่ใครก็ตามที่สามารถนำหัวของคนที่สั่งฆ่าบุคคลสำคัญของอิหร่านมาได้ อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า การประกาศระดมเงินดังกล่าว เป็นการกล่าวระหว่างพิธีศพ ไม่ใช่การประกาศจากทางการอิหร่านแต่อย่างใด

    ผู้นำอิหร่านหลั่งน้ำตาในพิธีศพ

มีรายงานว่า ถนนหลายสายในกรุงเตหะรานเนืองแน่นไปด้วยคลื่นมหาชน ที่มุ่งหน้าไปร่วมพิธีศพซึ่งจัดขึ้นบริเวณมหาวิทยาลัยเตหะราน กรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน โดยนายอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำศาสนา ผู้นำสูงสุดของอิหร่านนำสวดต่อหน้าโลงบรรจุศพของนายพลกอเซ็ม นอกจากนี้ยังมีคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน รวมถึงประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี นายอิสมาอิล คานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์คนใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาแทนที่นายพลกอเซ็ม และลูกชายของนายพลกอเซ็ม ร่วมในพิธี โดยสถานีโทรทัศน์ในอิหร่าน แพร่ภาพอยาตอลเลาะฮ์ อาลี คาเมนี หลั่งน้ำตาขณะเป็นผู้นำละหมาด

   สุดแค้นเผาธงชาติอเมริกัน 

  นอกจากนี้มีรายงานว่าในระหว่างพิธีศพ ยังมีชาวอิหร่านจุดไฟเผาธงชาติสหรัฐและธงชาติอิสราเอลเป็นการระบายแค้นด้วย โดยก่อนที่พิธีศพของนายพลกอเซ็มจะเริ่มขึ้น ฝูงชนชาวอิหร่านทั้งชายและหญิงในชุดสีดำ พากันถือรูปของนายพลกอเซ็มและป้ายประณามสหรัฐ รวมตัวกันเต็มท้องถนนบริเวณมหาวิทยาลัยเตหะราน พร้อมร่วมกันส่งเสียงตะโกนร้องว่า “ไปตายซะ อเมริกา” “ไปตาย อิสราเอล” และ “ขอให้สหรัฐล่มจม” เป็นการแสดงความโกรธแค้นและต้องการให้อิหร่านแก้แค้นเอาคืนสหรัฐที่จู่โจมสังหารผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอิหร่าน

    อิหร่านทิ้งข้อตกลงนิวเคลียร์

   ขณะเดียวกันสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเพิ่มเติมว่า อิหร่านประกาศว่าจะไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีที่เคยมีอยู่ตามข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ซึ่งได้ลงนามไว้เมื่อปี 2558 ที่เกี่ยวเนื่องกับข้อห้ามใดๆ ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความสามารถในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม ระดับของการเสริมสมรรถนะ รวมถึงการเก็บสะสมวัตถุดิบเพื่อนำไปเสริมสมรรถนะ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาต่างๆ

     คำประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอิหร่าน และยิ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกว่าจะยิ่งส่งผลให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

    ‘ทรัมป์’ขู่หลังอิรักมีมติขับทหารมะกัน

  ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ออกมาขู่ว่าจะคว่ำบาตรอิรัก หลังจากที่เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐสภาอิรักได้ผ่านข้อมติเรียกร้องให้ทหารสหรัฐและทหารต่างชาติเดินทางออกนอกอิรักทั้งหมด เนื่องจากหากทหารสหรัฐเดินทางออกจากอิรัก ทางการอิรักจะต้องจ่ายเงินให้แก่สหรัฐเป็นค่าใช้ฐานทัพอากาศในอิรัก ซึ่งมีราคาแพงอย่างยิ่ง เพราะต้องใช้เงินในการก่อสร้างถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ก่อนที่ตนจะมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สหรัฐจะไม่ถอนทหารออกจากอิรัก เว้นแต่อิรักจะจ่ายเงินทั้งหมดคืนให้สหรัฐเสียก่อน

   ลั่นโต้กลับอิหร่านหากตอบโต้มะกัน

   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวต่อว่า หากอิรักขอให้สหรัฐถอนทหารทั้งหมดพ้นประเทศ เราก็จะประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิรักชนิดที่ชาวอิรักไม่เคยพบเจอมาก่อน เพราะมันจะทำให้มาตรการคว่ำบาตรที่มีต่ออิหร่านกลายเป็นเรื่องจืดชืดไปเลย นอกจากนี้สหรัฐจะตอบโต้กลับครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน หากอิหร่านวางแผนที่จะตอบโต้การสังหารนายพลกอเซ็ม และเขายังจัดการกับแหล่งวัฒนธรรมในอิหร่าน เพราะอิหร่านได้สังหารชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลสหรัฐยังอยู่ระหว่างการหารือว่าจะเปิดเผยข้อมูลข่าวกรองที่นำไปสู่การสังหารนายพลกอเซ็มหรือไม่ด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 5 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น สภาผู้แทนราษฎรอิรักได้พิจารณาญัตติเร่งด่วนกรณีพิเศษ โดยมีมติเรียกร้องให้รัฐบาลขับไล่ทหารอเมริกันในอิรักซึ่งมีอยู่ราว 5,200 นายออกจากประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการใช้โดรนโจมตีทางอากาศสังหาร นายพลกอเซม สุไลมานี ผู้นำระดับสูงของอิหร่าน โดยส.ส.อิรัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมชีอะห์ซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ได้ผ่านญัตติให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงความร่วมมือกับสหรัฐและพันธมิตรที่ตั้งกองกำลังความมั่นคงในอิรัก

    เตือนคนไทยในอิรักเลี่ยงกลุ่มชุมนุม

    ขณะเดียวกันสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ออกประกาศเตือนคนไทยที่อาศัยอยู่ในอิรัก ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงใกล้สถานที่ชุมนุม รวมถึงขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศอิรักยกเว้นการเดินทางไปประเทศอิรักชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ทางหมายเลข +962 79 8485558 หรือ +962 79 957 3335 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และทางเฟซบุ๊ก RTEamman

     จีนจับมืออิหร่านจวกมะกันทำผิด

    วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระบุหลังหารือกับนายโมฮัมหมัด จาวาด ชารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านว่า จีนจะมีบทบาทในการคงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง รวมถึงในภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและความเป็นธรรม โดยปฏิบัติการทางทหารที่อันตรายของสหรัฐอเมริกา ละเมิดกฎเกณฑ์พื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจะยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคมากขึ้น

    “จีนคัดค้านการใช้กำลัง เนื่องจากการใช้กำลังทหารจะนำไปสู่ทางตันและการสร้างแรงกดดันระดับสูงสุดจะไม่สร้างประโยชน์อะไร นอกจากนี้นายหวังยังเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาอย่าใช้กำลังในทางที่ผิดและเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อแก้ปัญหา” นายหวัง กล่าว

     นายชารีฟ ระบุกับนายหวังเน้นย้ำจุดยืนของอิหร่านหลังการสังหารผู้บัญชาการทหารระดับสูงของอิหร่านในครั้งนี้ว่า อิหร่านประณามอย่างรุนแรงกับการกระทำอันป่าเถื่อนของสหรัฐอเมริกา และจะต้องเจอกับผลลัพธ์ที่ร้ายแรง โดยล่าสุดอิหร่านได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติแล้ว และหวังว่าจีนจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น

    “บิ๊กตู่”สั่งเกาะติดสถานการณ์

     ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ว่า ติดตามสถานการณ์อยู่ โดยฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศก็ติดตาม ต้องให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในต่างประเทศด้วย หลายอย่างก็ส่งผลต่อภูมิภาคด้วย แม้จะเป็นประเทศที่อยู่ไกล ก็มีผลกระทบทางการค้าและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่างๆ

     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ราคาพลังงานที่อาจจะสูงขึ้น ก็จะเกิดผลกระทบกับราคาพลังงานภายในประเทศ ทุกคนต้องคิดด้วยเหตุด้วยผล คิดเองเออเองทั้งหมดไม่ได้ และรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่ว่าจะแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใดตามกติกาและกฎหมายที่มีอยู่ เราจะแก้ไปแบบตามใจไม่ได้ เพราะมีความละเอียดอ่อน และสถานการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ในปัจจุบัน ซึ่งทุกประเทศก็เป็นห่วงในเรื่องนี้ ไม่อยากให้เกิดขึ้น

     ลั่น คนไทยทุกคนต้องปลอดภัย

    เมื่อถามว่า มีการแจ้งเตือนคนไทยให้อพยพแล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นมาตรการเฉพาะอยู่แล้ว ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติประจำ ได้ย้ำกระทรวงการต่างประเทศไปแล้วว่าไม่ต้องให้สั่ง โดยทุกสถานทูต กงสุล ต้องเตรียมแผนอพยพประชาชนไปในพื้นที่ปลอดภัยในขั้นต้นก่อน จากนั้นก็เป็นเรื่องของการส่งกลับ ซึ่งอาจจะใช้สายการบินพาณิชย์ แบบเช่าเหมาลำหรือเครื่องบินของกองทัพอากาศ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการขึ้นลงของสนามบินที่จะอนุญาตด้วย สิ่งสำคัญที่สุดคือ ขอให้คนไทยของเราปลอดภัย รวมถึงขอให้แจ้งญาติพี่น้องว่าปลอดภัยจะได้ไม่เป็นห่วง ขอฝากเอกอัครราชทูตและกงสุลต่างๆ ช่วยดูแลคนไทยให้มากที่สุด

     “ขณะที่ในประเทศไทยได้สั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง ดูแลสถานทูต ตลอดจนสถานที่สำคัญต่างๆ ซึ่งผมได้สั่งการไปแล้ว งานเหล่านี้บางครั้งไม่ได้พูดไว้ก่อน แต่ก็เป็นการสั่งการวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามา ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ การต่างประเทศ ได้รายงานนายกฯ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว ซึ่งผมก็สั่งการไปแล้วให้หัวหน้าหน่วยงานรับผิดชอบปฏิบัติ ขณะเดียวกันได้มีการเสริมกำลังในสถานทูตต่างๆ โดยเฉพาะบางสถานทูตที่สำคัญ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

    สั่ง กองทัพประเมินสถานการณ์

     พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการขอให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพ ติดตามและประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่าน อย่างใกล้ชิด โดยให้ประสานกับหน่วยงานข่าว เพิ่มความเข้มการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสี่ยงในการผ่านเข้า-ออกประเทศไทย และในโลกไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง โดยขอให้เฝ้าระวังและตั้งอยู่ในความไม่ประมาท พร้อมทั้งให้ประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดูแลความปลอดภัยของบุคคลและสถานที่สำคัญ รวมทั้งแหล่งผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องในไทย และขอให้เตรียมความพร้อมสนับสนุนการเคลื่อนย้ายคนไทยกลับภูมิลำเนา หากเหตุการณ์ขยายตัวและมีความรุนแรงขึ้น

    กระทรวงพลังงานถกด่วนรับมือ

    วันเดียวกัน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรียกผู้บริหารกระทรวง และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หารือ กรณีสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศสหรัฐและอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกว่า กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินและเตรียมการหากเกิดสถานการณ์วิกฤติเพิ่มขึ้น โดยในวันนี้นายสนธิรัตน์ได้ย้ำต่อที่ประชุมให้ดูแลประชาชนให้มีความมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ค้นความมั่นคงของการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีใช้อย่างต่อเนื่อง และด้านราคาไม่ให้เกิดความผันผวนจนส่งผลกระทบต่อประชาชน

     จ่อใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ อุ้ม

     นายสนธิรัตน์ เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกวันนี้ว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินและเตรียมการหากเกิดสถานการณ์ที่วิกฤติเพิ่มขึ้น จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้นวันนี้ยังไม่มีผลกระทบในด้านราคาน้ำมัน และการสำรองน้ำมันภายในประเทศไทย วันนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในระดับ 69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ยังเป็นระดับราคาที่รับมือได้ แต่หากราคาน้ำมันดิบดูไบขึ้นไปถึง 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทางกระทรวงพลังงานก็พร้อมนำเงินกองทุนน้ำมันมาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมันในไทยไม่ให้ราคาเกิดความผันผวนจนส่งผลกระทบต่อประชาชน

      อย่างไรก็ตามในด้านบริหารราคาน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเกณฑ์สำหรับการบริหารจัดการราคาน้ำมันในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้มีการจัดทำเป็นซีเนรีโอในช่วงระดับราคาต่างๆ ในการบริหารจัดการราคาน้ำมันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 37,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบประมาณ 2,988 ล้านลิตร และปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งอีก 1,144 ล้านลิตร น้ำมันสำเร็จรูป 1,468 ล้านลิตร รวมจำนวนวันที่สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ทั้งหมด 50 วัน ส่วนปริมาณสำรองก๊าซแอลพีจีทั้งหมดประมาณ 101 ล้านกิโลกรัม สำรองได้ 17 วันสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน

    พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตในไทย

     นายสนธิรัตน์   กล่าวว่า หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะขอความร่วมมือในการงดส่งออกน้ำมันดิบซึ่งจะได้ปริมาณน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีก 25,000 บาร์เรลต่อวัน และหากมีเหตุฉุกเฉินก็สามารถเพิ่มการผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 36,000 บาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 1.3 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยจะขอความร่วมมือกับโรงกลั่นน้ำมันให้หาทางออกด้านเทคนิคเพื่อใช้น้ำมันดิบในประเทศทั้งหมด โดยปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้มีการบริหารจัดการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อกระจายความเสี่ยงระยะยาว โดยได้ขอความร่วมมือกับกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ปรับลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางที่เคยสูงถึงกว่า 74% และล่าสุดปรับลดเหลือประมาณ 50% หรือจาก 420,000 บาร์เรลต่อวัน ลดเหลือ 250,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อลดความเสี่ยงการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซหากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น โดยหันมานำเข้าน้ำมันดิบจากทวีปอเมริกา และแอฟริกาตะวันตก

      ปตท.ชี้ยังไม่กระทบต้นทุนค่าขนส่ง

    ด้านนายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ การค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทย เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยหากเทียบกับเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์กรณีซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีโรงกลั่นน้ำมันช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อค่าประกันเสี่ยงการขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้น 10 เท่า จาก 2 เซนต์ต่อบาร์เรล เป็น 20 เซนต์ต่อบาร์เรล จากปกติค่าประกันความเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 2-3 เซนต์ต่อบาร์เรล

     ส่วนการปรับพอร์ตจัดหาและนำเข้าน้ำมันดิบของ ปตท. ที่ปัจจุบันได้ลดการจัดหาจากตะวันออกกลางเหลือระดับ 50% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ จะสามารถลดลงได้อีกหรือไม่นั้นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ปตท. แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพของโรงกลั่นในประเทศแต่ละแห่งว่าจะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพให้รองรับคุณภาพน้ำมันของแต่ละแหล่งได้อย่างไร


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ