25 พ.ย.2562-ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง "โอ๊ค" ชี้ เงินโอนเข้าบัญชีแต่ไร้เจตนารับรู้เงินดำทุจริตขาดเจตนาตาม กม. แต่คดียังมีความเห็นแย้งติดในสำนวนเห็นควรจำคุก 4 ปี ด้านอัยการ พร้อมคัดคำพิพากษา-ความเห็ยแย้ง ลุ้นอุทธรณ์ใน 1 เดือน "แฟนสาว-แม่หญิงอ้อ" ให้กำลังใจแม่ยิ้มบอกสบายใจขึ้น ส่วนคดี "เสี่ยวิชัย-รัษฎา" ฟอกเงิน รอไต่สวนพยานนัดแรก ม.ค.ปีหน้า 

 


           ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี วันที่ 25 พ.ย.62  เวลา 10.00 น.  ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฟอกเงินทุจริตการปล่อยสินเชื่อของ ธ.กรุงไทยฯ ให้ธุรกิจเครือกฤดามหานคร คดีหมายเลขดำ อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง "นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร" อายุ 41 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 91 
 

 

 


                 (ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

 

            โดยคดีนี้ อัยการ ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.61บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.47 หลังจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร กับพวกร่วมกันกระทำผิดกับอดีตผู้บริหาร ธ.กรุงไทยฯ ในการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ ทำให้ธนาคารเสียหายจำนวน 10,400,000,000 (หนึ่งหมื่นสี่ร้อยล้านบาท) แล้วนายวิชัยกับพวกร่วมกันฟอกเงินที่ได้จากการกระทำผิด โดยนายวิชัย ได้นำบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด ที่มีนายรัชฎา บุตรชาย , นายสุบิน แสงสุวรรณเมฆา เป็นกรรมการฯ บริษัทแกรนด์แซทเทิลไลท์คอมมูนิเคชั่น จำกัด ที่มีนายเชื้อ ช่อสลิด เป็นกรรมการฯ มาใช้ในการรับโอนเงิน แล้วนำเงินนั้นไปซื้อขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นการเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน โดยนายวิชัย ได้โอนเงินจากการขายหุ้นนั้น ให้นายพานทองแท้ จำเลย จำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพื่อนกับนายรัชฎา บุตรของนายวิชัย และบุคคลในครอบครัวทั้งสองมีความรู้จักเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

 


             (ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

 

 

             โดยนายวิชัย สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ 17 พ.ค.47 จากบัญชีกระแสรายวัน ธ.ไทยธนาคาร สาขาบางพลัด ระบุชื่อนายพานทองแท้ ต่อมาวันที่ 18 พ.ค.47 จำเลยได้นำเช็คนั้นเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ สาขาบางพลัดของจำเลย และวันที่ 24 พ.ค.47 จำเลยได้ถอนเงิน 10 ล้านบาทเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ของจำเลยอีกอัน จากนั้นระหว่างวันที่ 24 พ.ค.-26 พ.ย.47 จำเลยได้ถอนเงินออกจากบัญชีผ่าน ATM ครั้งละ 5,000 - 20,000 บาทรวม 11 ครั้ง 

         

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

 


                 และช่วงในวันที่ 14 มิ.ย.47 มีเงินฝากเข้าบัญชี ธ.กรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ของจำเลย 80,000 บาท แล้ววันที่ 30 พ.ย.47 จำเลยได้ถอนเงิน 8,800,000 บาทจากบัญชีดังกล่าว เข้าฝากบัญชีกระแสรายวันธ.กรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ ซึ่งมียอดเงินรวมในบัญชี 14,720,352.07 บาท ต่อมาวันที่ 2 ธ.ค.47 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คจำนวน 14,700,000 บาทจากบัญชีกระแสรายวัน ธ.กรุงเทพสาขาซอยอารีย์ โดยนายวิชัย (ปัจจุบัน อายุ 80 ปี) , นายรัชฎา (ปัจจุบัน อายุ 53 ปี) กับพวก และอดีตผู้บริหาร ธ.กรุงไทยฯ (รวม 18 คน) ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกคดีร่วมทุจริตการอนุมัติสินเชื่อ คนละตั้งแต่ 12-18 ปี เมื่อวันที่ 26 ส.ค.58  และอัยการยังได้ยื่นฟ้องนายวิชัย , นายรัชฎา กับพวก อีกรวม 6 คนต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 4 ก.ย.61 ในคดีหมายเลขดำ อท.214/2561 ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินด้วย (คดีอยู่ระหว่างไต่สวนพยาน)

 

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 


                 ซึ่งชั้นพิจารณาในศาลอาญาคดีทุจริตฯ "นายพานทองแท้" จำเลย ก็ให้การปฏิเสธสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง เงินดังกล่าวเป็นส่วนที่จะร่วมลงทุนธุรกิจนำเข้ารถซุปเปอร์คาร์ กับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ขณะที่ "นายพานทองแท้" ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี 1 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

                 โดยวันนี้ "นายพานทองแท้" เดินทางมาพร้อมกับ "คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร หรืือดามาพงศ์" มารดา และ น.ส.พินทองทา , น.ส.แพทองธาร น้องสาวทั้งสอง กับน้องเขย รวมทั้งแฟนสาวของนายพานทองแท้ , นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน เดินทางมาถึงศาลในเวลา 09.38 น. โดยมีบุคคลใกล้ชิดครอบครัว และเพื่อนสนิทกว่า 20 คน กับนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย , นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตแกนนำ นปช. ตามมาให้กำลังใจคับคั่งล่นห้องพิจารณาคดี 
 

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 


                ขณะที่ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าตื่นเต้นหรือไม่ในการฟังคำพิพากษาวันนี้ "นายพานทองแท้" กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มเล็กน้อยว่า "รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย" ด้านคุณหญิงพจมาน ได้ยิ้มทักทาย ขณะเดินทางมาให้กำลังใจผู้ชายคนโต

              ทั้งนี้บริเวณศาลได้มีการประสานกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บก.น.1 ประมาณ 50 นายเพื่อดูแลความเรียบร้อยบริเวณศาลด้วย

             ขณะที่เมื่อเวลา 10.40 น.ศาลได้เริ่มอ่านคำพิพากษา โดย "องค์คณะศาลอาญาคดีทุจริตฯ" พิเคราะห์พยานโจทก์และจำเลยนำสืบหักล้างในชั้นไต่สวนพยานแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ต่อสู้คดีว่า หลังจากการกู้สินเชื่อ ธ.กรุงไทยแล้ว นายวิชัยได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อหุ้นและดำเนินการต่างๆ ซึ่งถือเป็นการฟอกเงินจนเป็นเงินบริสุทธิ์แล้ว โดยเงิน 10 ล้านบาทที่นายวิชัย โอนเข้าบัญชีจำเลยนั้น เป็นส่วนที่นายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย จะร่วมลงทุนกับจำเลยในการดำเนินธุรกิจนำเข้ารถหรูนั้น ศาลเห็นว่า เงินดังกล่าวเป็นส่วนที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (4) ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกง หรือกระทำการโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ฯ ไม่ว่าเงินนั้นจะผ่านกระบวนการแปรสภาพทรัพย์สินมากี่ครั้งกี่หน ก็ยังคงเป็นเงินที่กระทำผิดฐานฟอกเงินตลอดไป ไม่ใช่เงินบริสุทธิ์ตามที่จำเลยอ้าง ข้อต่อสู้ของจำเลยนี้จึงไม่มีน้ำหนัก 

 

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

 

                  ส่วนจำเลย กระทำผิดฐานรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำผิดมูลฐานหรือไม่นั้น ตามกฎหมาย ต้องได้ความชัดเจนว่า ผู้ที่รับโอนเงินมานั้นจะต้องรับทราบว่าเงินดังกล่าว เป็นเงินส่วนหนึ่งหรือได้มาจากการกระทำความผิดนั้น ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงก็ปรากฏตามทางนำสืบในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของจำเลยกับครอบครัวของนายวิชัย เพียงว่า จำเลยเป็นบุตรของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีซึ่งดำรงตำแหน่งขณะที่นายวิชัยได้ทำการกู้สินเชื่อกับธนาคาร และได้รับอนุมัติโดยจำเลยมีความสนิทสนมกับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัยเพียงเท่านั้น ซึ่งในการโอนเงิน 10 ล้านบาทเข้าบัญชีจำเลยอาจจะเกิดจากการอนุมัติสินเชื่อธนาคารกรุงไทย 10,400,000,000 บาท ขณะที่บิดาของจำเลยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยในการดำเนินคดีกับนายวิชัยนั้น เจ้าหน้าที่ก็ระบุว่า นายวิชัยจะผิดหรือไม่ ก็ต้องรอผลคำพิพากษา ซึ่งกรณีของนายวิชัยที่ถูกกล่าวหาร่วมทุจริตการกู้สินเชื่อธนาคารกรุงไทยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้มีคำพิพากษาในภายหลัง (ปี 2558) จากที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ขณะนั้นอายุ 26 ปี ซึ่งเวลานั้นจำเลยเพิ่งจบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง จำเลยจึงย่อมไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำผิด โดยจำเลยเองเวลานั้นก็มีทรัพย์เป็นหุ้นในบริษัทจำนวน 4,000 ล้านบาทอยู่ก่อนแล้ว หากเทียบสัดส่วนเงิน 10 ล้านบาทที่โอนเข้าบัญชีกับมูลค่าหุ้นที่มีอยู่ ก็คิดเป็น 0.0025% และเมื่อเทียบกับจำนวนยอดเงินกู้สินเชื่อที่นายวิชัยได้ไปนั้นก็เพียง 0.001% เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนน้อย

           

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

 

              และที่โจทก์เห็นว่า แม้พยานจะไม่ชัดเจนว่าจำเลยรับรู้ว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำผิดหรือไม่ ก็ต้องฟังประกอบกับพยานแวดล้อม พร้อมอ้างแนวคำพิพากษาฎีกาการฟอกเงินคดียาเสพติดนั้นระหว่างสามี-ภรรยา ที่สามีกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและตัดสินว่าภรรยาที่อยู่กินร่วมกันฉันท์สามีภรรยาย่อมรับรู้ว่าเงินนั้นมาจากการกระทำผิดด้วยนั้น โดยเป็นแนวทางที่นักวิชาการอิสระเองก็เห็นด้วย ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวถือว่ามีความแตกต่างกับคดีนี้เป็นอย่างมาก จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ 
 

               นอกจากนี้ตามทางนำสืบยังพบว่า ในการทำธุรกรรมทางการเงินของจำเลยผ่านบัญชีต่างๆ ก็ยังเป็นการโอนและถอนลักษณะปกติ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีประมาณ 7 เดือน ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้ ไม่มีข้อที่ปกปิดในลักษณะเปิดเผยไม่ได้หรือเป็นลักษณะซุกซ่อน ปกปิดแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งหากเห็นการทำธุรกรรมมีข้อสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดหรือไม่ ทางธนาคารก็สามารถที่จะตรวจสอบธุรกรรมได้ 

               พฤติการณ์ของจำเลย จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยรู้หรือควรรู้ว่านายวิชัยได้เงินจากการทุจริต เมื่อจำเลยไม่รู้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฟอกเงิน พิพากษายกฟ้อง

 

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

 

              ผู้สื่อรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว องค์คณะฯ ได้ชี้แจงให้คู่ความรับทราบด้วยว่า คดีนี้องค์คณะผู้พิพากษา (มี 2 คน) มีความเห็นต่างกันในการตัดสิน จึงได้นำความเห็นของคณะที่มีผลร้ายน้อยที่สุดกับจำเลยมาเป็นคำตัดสิน ขณะที่ความเห็นขององค์คณะอีกคนหนึ่งนั้นเห็นแย้งว่าจำเลยมีความผิดเห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ซึ่งก็จะมีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาด้วย หากคู่ความยื่นอุทธรณ์ความเห็นแย้งนี้ในสำนวนก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบเช่นกัน

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเห็นแย้งนั้น ระบุว่า คดีนี้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมีความเห็นแย้งกันเป็น 2 ฝ่าย หาเสียงข้างมากไม่ได้ จึงให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากว่าที่เห็นว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 5(1)(2) , 60 ลงโทษจำคุก 4  ปี ยอมเห็นด้วยผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า

             ภายหลังศาลยกฟ้อง "นายพานทองแท้" ได้กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ขอบคุณทุกกำลังใจ วันนี้ได้รับกำลังใจเยอะ"

              ขณะที่ "คุณหญิงพจมาน" มารดา ได้ตอบคำถามสื่อด้วยสีหน้ายิ้มว่า "ขอบคุณค่ะ ก็สบายใจขึ้น" 

             ทั้งนี้ในส่วนของอัยการ เปิดเผยถึงขั้นตอนการพิจารณาอุทธรณ์คดีว่า หลังจากนี้ก็ต้องคัดคำพิพากษา และเอกสารหลักฐานในสำนวน รวมทั้งความเห็นแย้งส่งให้คณะทำงานพิจารณา ซึ่งคดีนี้เราได้พิจารณาในรูปแบบคณะทำงานของอัยการ โดยจะต้องพิจารณาว่าเหตุผลในคำพิพากษาว่ารับฟังได้เพียงใด ผลยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยยังมีความเห็นแย้งในองค์คณะเป็น 2 ฝ่ายด้วย ขณะที่เหตุที่ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อ)  มาตรา 184, 185 ว่าหากกรณีที่มีผลคำพิพากษาเป็น 2 ฝ่าย ไม่มีเสียงข้างมาก ก็ให้นำผลคำพิพากษาที่มีผลร้ายน้อยที่สุดกับจำเลยมาเป็นคำตัดสิน ดังนั้นเราก็ต้องนำรายละเอียดของความเห็นแย้งมาดูเหตุผลว่าอย่างไรที่จะตัดสินว่าควรจะลงโทษ คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน

 

 

           ดังนั้นก็จะต้องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย จะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ต้องอธิบายและตอบคำถามบุคคลที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนได้ อย่างไรก็ดี หากสุดท้ายตามขั้นตอนแล้ว อัยการสำนักงานคดีศาลสูงมีคำสั่งให้อุทธรณ์ หลังจากที่คณะทำงานสำนักงานสำนวนคดีชั้นต้นทำความเห็นเบื้องต้นเสนอไปแล้ว กระบวนการก็ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้เลย แต่หากจะมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ กรณีก็ยังไม่ถือว่าเป็นที่ยุติ ซึ่งขั้นตอนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 (กรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอธิบดีกรมอัยการ ถ้าในกรุงเทพฯ ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งเสนอไปยังอธิบดีกรมตำรวจฯ) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547  มาตรา 34 (กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ซึ่งได้สอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ให้การทำความเห็นแย้งตาม ป.วิ.อ.มาตรา 145 หรือกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาอื่น เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง) จะต้องแจ้งให้ดีเอสไอซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนทำคดีนี้ทราบ ในลักษณะเป็นการรีวิว หากดีเอสไอเห็นแย้งก็จะต้องส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ คดีนี้เท่าที่ฟังถือว่าเส้นทางการเงินเข้าออกบัญชีชัด แต่ที่ยกฟ้องคือเจตนาของจำเลยว่าไม่รู้ถึงแหล่งที่มาของเงิน โดยกรณีของนายวิชัย นั้นถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาลงโทษหลังจากที่มีการรับโอนเงินกับจำเลย ซึ่งศาลเห็นว่าขณะรับโอนเงิน จำเลยไม่รู้ จำเลยจึงขาดเจตนา และเมื่อเทียบข้อเท็จจริงกับทรัพย์สินที่จำเลยนำเสนอว่ามีอยู่แล้ว 4,000 ล้าน จำนวนเงินโอนมีน้อยกว่า จึงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ได้รับรู้ว่าเงินนั้นมาจากการกระทำผิด

 

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

                   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอนในการยื่นอุทธรณ์คดีนั้นจะต้องยื่นภายใน 1 เดือนนับจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ซึ่งหากระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว คู่ความยังมีเหตุจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมเอกสารและเห็นว่าอาจจะยื่นอุทธรณ์ไม่ทันในระยะเวลาดังกล่าวก็สามารถที่จะยื่นคำขอขยายเวลาอุทธรณ์ได้ ซึ่งศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจและมีคำสั่งว่าจะอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์หรือไม่ เป็นระยะเวลาเท่าใด

                 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีที่อัยการได้ยื่นฟ้องนายวิชัยกับพวกรวม 6 คนทหารร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตปล่อยกู้แบงค์กรุงไทย 10,400,000,000 ล้านบาทนั้นคดีอยู่ระหว่างรอการไต่สวนพยานซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตกำหนดนัดไต่สวนพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 21 ม.ค. 63 เวลา 13.30 น

 

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

             โดยอินสตาแกรม aimpintongta ของ "เอม พินทองทา"  และ  "อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร " โพสต์ ข้อความว่า aimpintongta : ขอขอบพระคุณทุกๆกำลังใจที่ส่งมาให้พวกเรานะคะ พวกเราทุกคนรับรู้และซาบซึ้งมากจริงๆค่ะ และขอขอบคุณครอบครัวของเราที่อบอุ่นและคอยดูแลประคองความรู้สึกกันตลอด ไม่ว่าคุณแม่ที่อยู่ใกล้หรือรวมถึงคุณพ่อที่อยู่ไกลแต่กำลังใจส่งมาไม่ห่าง ในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในข่าวดีที่สุดของครอบครัวเราเลยค่ะ ขอบคุณทุกคนนะคะรวมถึงสื่อมวลชนทุกท่านด้วยนะคะ cr:ภาพจากหลายสำนักข่าวค่ะ

 

(ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 

          ingshin21 : ขอบพระคุณทุกคนสำหรับกำลังใจที่ให้พี่ชายของเราในวันนี้และที่ผ่านๆมานะคะ มันมีความหมายมากจริงๆสำหรับเรา ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองให้วันนี้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับครอบครัวของเราค่ะ#familymeanseverything

 

  (ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน

 


           ทำบุญตักบาตร กรวดน้ำ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดคุณแม่ ที่รักของลูกๆ คุณยายยาย ที่รักของหลานๆ พวกเราไม่ขออะไรมาก ขอให้แม่แข็งแรง อยู่เป็นแรงใจ ของพวกเราแบบนี้ ตราบนานเท่านาน ขอบคุณความรัก และความเสียสละของแม่ ขอบพระคุณจากใจ ที่รักพวกเราขนาดนี้ ไม่ว่าเรื่องไหนที่หนักๆที่แม่เจอ ขอให้แม่รู้ไว้เสมอ ว่าความรักที่แม่ให้ลูกหลานมาทั้งชีวิต มันไม่เคยหมดความหมาย พวกเราจะรักและดูแลแม่ สุดพลัง ทุกๆวันแบบนี้เรื่อยไป รักแม่อ้อที่สุด#thebestmum

 

               (ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน



เรามีกันและกันเสมอนะ เหมือนเดิมตลอดมาและตลอดไป  สู้ๆ! ตั้งสติไม่ต้องห่วงแม่และพวกเรา พวกเราเข้มแข็งและเชื่อมั่นในตัวพี่ชายเสมอ ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีค่ะ @oak_ptt รัก!

 

      (ฉบับเต็ม) ศาลยกฟ้อง โอ๊ค พานทองแท้ พ้นผิดฟอกเงิน