รศ.สุขุม  นวลสกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง   กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการบริหารพรรค ออกมาแถลง ไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้ง ว่า  มองได้ว่า นายอภิสิทธิ์ ต้องการเป็นนายกฯ เอง  พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการเป็นตัวสมทบหรือเป็นตัวแปร แต่ต้องการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล การที่นายอภิสิทธิ์  ออกมาแถลงอย่างนี้ เขาก็หวังว่าจะได้คะแนนเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็ได้เสียงจากพวกขาประชาธิปไตยเก่าที่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านเผด็จการ หรือได้คะแนนเสียงจากคนที่จะลงคะแนนให้พรรคไทยรักษาชาติแต่ถูกยุบเพราะไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ เหมือนกัน

 

       "แต่ถึงอย่างไรการที่พรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นไปได้ยาก  เพราะมีการวางกฎเกณฑ์ไว้แล้ว มันฝืนยาก เพราะรัฐธรรมนูญ ออกแบบมาแล้วเขาร่วมกันคิด วางแผน ตั้งแต่แรก โดยเขียนรัฐธรรมนูญให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็น ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว กำหนดให้มี ส.ว.250 เสียง สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เขาไม่ปล่อยให้คนอื่นเป็นนายกฯแน่นอน เพราะถ้าไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ เป็นพรรคการเมืองอื่นหากต้องการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต้องไปหาเสียงในสภาผู้แทนราษฎรสนับสนุนให้ได้ถึง 376 เสียงจึงจะได้เป็น ซึ่งหาไม่ได้อยู่แล้วเว้นแต่ปาฏิหาฺริย์ เพราะคะแนนการเลือกตั้งระบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ได้คะแนนเสียงจำนวนมาก แต่ขณะที่พรรคพลังประชารัฐหาเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนรษฎรเพียง 126 เสียง ก็ได้เป็นแกนนำรัฐบาลแล้ว  แม้ว่าการแถลงของคุณอภิสิทธิ์ จะทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯยากขึ้นแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เป็นนายกฯ อยู่ดี โดยเป็นไปตามกระบวนการ คือ เป็นนายกฯ ก่อนแล้วค่อยหาพวกสนับสนุนทีหลัง เพราะเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วอำนาจต่อรองจะสูงขึ้น คือ ตอนแรก พล.อ. ประยุทธ์ ต้องการเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรเพียง126 เสียงก็พอ จากนั้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ค่อยหาเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆในสภาซึ่งตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่แล้วแต่ไม่มีนายอภิสิทธิ์และกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน แล้วก็มีพรรคการเมืองอื่นมาสมทบ  "

         ด้าน รศ.อัษฎางค์ ปาณิกบุตร  อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ว่า เป็นเพราะกระแสประชาธิปไตยมาแรง  วาทกรรมไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จึงเกิดขึ้น อีกทั้งคะแนนเสียงจากโพลต่างๆ พรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนที่นั่งลดลง พรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องปรับตัวซึ่งเป็นยุทธศาสตร์การเมืองปกติ

     " แต่กติกาให้อยู่แล้วสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์  และคน คสช. เป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เพราะว่าหาเสียง อีก 126 เสียง ในสภาผู้แทนฯ เพื่อจะเป็น 376 เสียง ที่สนับสนุนพล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯมันไม่ยาก แต่ถ้าในสภาผู้แทนฯ มีเสียงสนับสนุนไม่ถึง 275-280 เสียง รัฐบาลประยุทธ์ก็อยู่ไม่ได้ ที่ต้องถึง 275-280 เสียง ไม่ใช่แค่ 251 เสียง ก็ต้องเผื่อไว้ไม่ให้โดนหักหลังเวลาโหวตเสียงในสภา และการที่ พล.อ. ประยุทธ์ จะหาเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนฯให้ได้ถึง 275-280 เสียง มันยาก ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงได้เป็นนายกฯ สักประมาณ 3 เดือน พอแถลงนโยบายรัฐบาลไม่ผ่านสภาผู้แทนฯ นายกฯ ก็ต้องลาออกหรือยุบสภา แต่สำหรับบ้านเรา มักใช้วิธียุบสภา แล้วเลือกตั้งกันใหม่  "