royal coronation
18 มกราคม 2563
ภูมิภาค

เมียแฉกำนันถูกชุดจับกุมรุมซ้อมจนสลบ หวังให้สารภาพ

16 มกราคม 2563 - 12:54 น.
จับกำนันดังทีมฆ่าเสี่ยอู่ซ่อมรถ,เมียร้องสื่อชุดจับกุมรุมซ้อมทารุณ,เตรียมแจ้งความจับชุดจับกุม,นายสุชาติ จิตติศักดิ์,นครศรีธรรมราช
Shares :
เปิดอ่าน 27,727 ครั้ง

เมียกำนันเมืองคอนร้องสื่อแฉชุดจับกุมสุดป่าเถื่อนรุมซ้อมทารุณกำนันสลบคาตีนหวังให้รับสารภาพ-เตรียมแจ้งความดำเนินคดีชุดจับกุม

 

            จากกรณีที่ตำรวจกองปราบพร้อมตำรวจสืบสวน ภาค 9 ระดมกำลังกว่า 100 นายบุกตรวจค้น 8 ชุด ใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ตรัง นครศรีธรรมราช และ จ.พัทลุง จับกุม 7 ผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฆ่านายธวัชชัย กลับขันท์ อายุ 53 ปี เจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ ชาว อ.รัษฎา จ.ตรัง จนเสียชีวิตอนาถคารถยนต์ ในขณะกำลังกลับมาจากไปงานศพ ส่วนนางอำภา กลับขันท์ อายุ 54 ปี ภรรยา และนายสมชาย สนมน้อย ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 17 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยตำรวจเสนอศาลจังหวัดตรังอนุมัติหมายจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิด 8 คน ในข้อหา จ้างวานฆ่า, ร่วมกันฆ่า, ร่วมกันพยายามฆ่า, ร่วมกันครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งผู้ต้องหาตามหมายจับ รวม 8 คน จนเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จับกุมได้ 7 คน ประกอบด้วยนายจิราวุธ ศรีวิรัตน์ หรือโกยัง ผู้จ้างวาน นายสุชาติ จิตติศักดิ์ อดีตกำนันคนดัง ต.นาหมอบุญ  อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช  ผู้รับงาน/ ผู้จัดหาทีมงาน และสั่งการ นายชัชชัย วงค์ใหญ่ หรือไก่ ชาว ต.คลองปาง อ.รัษฎา จ.ตรัง ผู้ชี้เป้า, นายปรานต์ วงศ์พิพันธ์ ชาว ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ผู้รับงาน /จัดหามือปืน และผู้สั่งการ  นายปิยวัฒน์ จิตติศักดิ์ ชาว ต.นาหมอบุญ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช มือปืน นายธนเดช เอียดปราบ ชาว ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ผู้ขับรถให้มือปืน และนายเอกรัฐ ศรีโรจน์ มือปืน โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งตำรวจได้แยกขังผู้ต้องตาม สภ.ต่าง ๆ ในจังหวัดตรัง ส่วนผู้ต้องหาที่ยังจับกุมไม่ได้อีก 1 คนคือนายสมศักดิ์ กุศลสุข ซึ่งในหมายจับถูกระบุว่าเป็นมือปืนที่ใช้ปืนพกสั้นก่อเหตุ

 

 

 

 

 

              16 ม.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้ที่ติดตามความคืบหน้าในคดีนี้ต่างพากันสงสัยว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังน่าสงสัยอยู่หลายประการ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลจังหวัดตรัง เมื่อบ่ายของวันที่ 14 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมาเพียง 5 รายจากที่จับกุมและแถลงข่าว 7 ราย โดยในคำร้องมีผู้ต้องหาที่ควบคุมตัวมาฝากขัง 5 ราย ประกอบด้วย นายจิราวุธ ศรีวิรัตน์ หรือโกยัง ผู้จ้างวาน พร้อมผู้ต้องหารายอื่น ๆ อีก 6 คน คือนายสุชาติ จิตติศักดิ์ อดีตกำนันคนดัง ต.นาหมอบุญ  อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช  ผู้รับงาน/ ผู้จัดหาทีมงาน และสั่งการ ,นายปรานต์ วงศ์พิพันธ์ ชาว ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ผู้รับงาน /จัดหามือปืน และผู้สั่งการ, นายปิยวัฒน์ จิตติศักดิ์ ชาว ต.นาหมอบุญ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช มือปืน, นายชัชชัย วงค์ใหญ่ หรือไก่ ชาว ต.คลองปาง อ.รัษฎา จ.ตรัง ผู้ชี้เป้า และพบว่า ส่วนอีก 2 ราย คือนายธนเดช เอียดปราบ ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นคนขับรถให้มือปืนและนายเอกรัฐ ศรีโรจน์ ที่ถูกระบุว่าเป็น 1 ใน 2 มือปืนและลงมือสังหาร เจ้าหน้าที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนฝากขังด้วยแต่แต่อย่างใด โดยเฉพาะนายเอกรัฐ ศรีโรจน์ ทราบว่าได้มีการปล่อยตัวไปตั้งแต่เย็นของวันที่ถูกจับกุม(12 ม.ค.) โดยไม่ทราบสาเหตุ

 

 

            ในขณะที่นายธนาชัย เกตุโรจน์  ทนายความของนายสุชาติ ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้จัดหามือปืนและนายปิยวัฒน์ ที่ถูกระบุว่าเป็น 1 ในมือลั่นกระสุนสังหาร กล่าวว่า นายสุชาติ และนายปิยวัฒน์ ทั้งสองเป็นนาหลานกัน ตนและญาติ ๆ ไม่ได้ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอประกันตัว เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจขออำนาจศาลฝากขังโดยอ้างว่ายังสอบสวนปากคำผู้ต้องหาไม่เสร็จสิ้น จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความสะดวกในการสอบสวนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามในส่วนของนายสุชาติ จิตติศักดิ์ ตนได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ส่งตัวเข้าไปรับการตรวจรักษาที่ รพ.มหาราช จ.นครศรีธรรมราช หรือที่ รพ.ตรัง เนื่องนายสุชาติ ได้แจ้งกับตนว่าได้รับบาดเจ็บจากการที่ตำรวจชุดจับกุมในพื้นที่ ต.สิชล อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช โดยถูกรุมซ้อมให้รับสารภาพ ด้วยการใช้ผ้าปิดตาก่อนจะทุบตีด้วยของแข็งจนมีร่องรอยซ้ำบวมที่กกหูซ้าย และบริเวณหน้าท้องและแผ่นอก คอเคล็ดจนเอี้ยวหันไม่สะดวกและเจ็บปวด ที่สำคัญเมื่อนายสุชาติ ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่รู้เรื่องไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวทางชุดจับกุมยังรุมทำร้ายร่างกายอย่างโหดร้ายทารุณ และถอดเสื้อผ้าจนเปลือยกายล้อนจอน จนนายสุชาติ ถึงกับสลบคาตีน ก่อนจะใช้น้ำราดตัวจนเปียกโชกให้ฟื้นคืนสติ เมื่อฟื้นขึ้นมาชุดจับกุมก็รุมทำร้ายร่างกายพร้อมเค้นสอบต่อให้รับสารภาพให้ได้   แต่นายสุชาติ ยืนยังกรานปฏิเสธ ชุดจับกุมได้ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกจนหายใจไม่ออกดิ้นรนเกือบสิ้นใจตาย จนนายสุชาติ ทนไม่ไหวจึงออกอุบายเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยการยอมรับสารภาพ  เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงให้สวมเสื้อผ้า แต่เนื่องจากเสื้อยืดสีดำ มีอักษรภาษาอังกฤษด้านหน้า เปียกโชกเพราะถูกราดน้ำ ชุดจับกุมจึงนำเสื้อยืดสีเทาของเจ้าหน้าที่มาให้นายสุชาติ สวมใส่แทน  ก่อนควบคุมตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาแถลงข่าวที่ ภ.จว.ตรัง

            “อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึง ภ.จว.ตรังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทำการบันทึกการจับกุมและแถลงข่าวนายสุชาติ ได้ยืนกรานให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งในช่วงที่ถูกควบคุมตัวตอนที่ฝากขังที่ศาล จ.ตรัง นาย     สุชาติ ได้ถอดเสื้อให้ตนดูก็พบเห็นร่องรอยฟกซ้ำตามร่างกายอย่างชัดเจน ตนจึงยื่นคำร้องขอให้ส่งตัวนายสุชาติ ไป รพ.ให้แพทย์ตรวจก่อนนำไปควบคุมตัวในเรือนจำ จ.ตรัง”

 

 

 

                   สำหรับนายปิยวัฒน์ จิตติศักดิ์ หลานชายนายสุชาติ ที่เจ้าหน้าที่ระบุในหมายจับว่าเป็นมือปืนนั้นตอนถูกจบกุมถูกเจ้าหน้าที่ชกต่อยที่ท้อง 2-3 ครั้งจนนายปิยวัฒน์ ร้องบอกว่าตัวเองเพิ่งผ่านการผ่าตัดหน้าท้องมาใหม่ ๆ เพราะถูกวัวชนขวิดจนสำไส้และอวัยวะภายในไหลทะลักออกมาอยู่ด้านนอก แพทย์เพิ่งอนุญาตให้กลับบ้านมาพักฟื้นและนัดไปตัดไหมในวันที่ 15 ม.ค.2563 เจ้าหน้าที่จึงหยุดซ้อมทำร้ายร่างกาย  ซึ่งในประเด็นนี้จะเป็นประเด็นสำคัญที่นำไปใช้ในการต่อสู้คดี เพราะในข้อเท็จจริงที่นายปิยวัฒน์ บาดเจ็บหนักขนาดนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแบกอาวุธปืนอาร์ก้าไปยิงถล่ม ก่อนวิ่งหลบหนีมาขึ้นรถยนต์หลบหนี รวมทั้งพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าทั้งนายสุชาติ และนายปิยวัฒน์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนายธวัชชัย กลับขันท์ อายุ 53 ปี เจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ ชาว อ.รัษฎา จ.ตรัง แต่อย่างใด คดีนี้ตนจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดและมั่นใจในพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรมว่าเมื่อสำนวนคดีถึงชั้นอัยการและชั้นศาล ลูกความของตนจะได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน

            ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ให้ข่าวกับสื่อมวลชนในจนเสนอมวลชนนำเสนอข่าวว่าตำรวจจับกุมผู้ต้องหา 7 คน แต่ในช่วงแถลงข่าวผู้ต้องหาเหลือ 6 คน โดยคนที่ตำรวจระบุว่าชื่อนายเอกรัฐ ศรีโรจน์ ที่ถูกระบุในตอนแรกว่าเป็นมือปืนและจับตามหมายจับ แต่จากการสอบสวนทราบว่าเป็นการจับผิดตัวจึงปล่อยตัวไป และเมื่อส่งฝากขังเหลือผู้ต้องหาแค่ 5 คน โดยนายธนเดช เอียดปราบ ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นคนขับรถให้มือปืนไม่ได้ถูกนำตัวมาฝากขังพร้อมกันด้วยนั้น แม้ตนจะสงสัยอยู่ไม่น้อย แต่ตนไม่ติดใจมากนักเพราะในทางการดำเนินการของตำรวจสามารถที่จะกันผู้ต้องหารายใดรายหนึ่งหรือหลายรายไว้เป็นพยานในคดีก็ได้ หรืออาจจะแยกสำนวนฝากขังอีกสำนวนหนึ่งก็เป็นได้ ซึ่งเป็นเทคนิคและวิธีการทำคดีของตำรวจ ส่วนที่สื่อมวลชนนำเสนอว่าตอนจับกุมผู้ต้องหา 7 รายรับสารภาพหมดแล้ว 3 รายทั้ง ๆ ที่ในสำนวนฝากขังพนักงานสอบสวนระบุชัดเจนว่าผู้ต้องทั้งหมด 5 คนให้การปฏิเสธ ก็ถือเป็นเทคนิคและวิธีการในการให้ข่าวของตำรวจเช่นกันโดยหวังผลให้ผู้ต้องหารายอื่น ๆเข้าใจผิดและตกใจจนเปิดปากให้การรับสารภาพไปด้วยนั้นเอง นายธนาชัย กล่าว

            ทางด้านศรีเพ็ญ ชูเกิด อายุ 53 ปี ภรรยาของนายสุชาติ จิตติศักดิ์ กล่าวว่า ตนสงสารสามีที่ถูกเจ้าหน้ารุมซ้อมทำร้ายร่างกายอย่างโหดร้ายทารุณ ในวันที่ถูกควบคุมตัวมาที่ ภ.จว.ตรังตนเห็นร่องรอยฟกซ้ำตามร่างกายของนายสุชาติ อย่างชัดเจน เสื้อยืดตัวเดิมของสามีหายไปไหน ส่วนเสื้อตัวที่เจ้าหน้าที่นำมาให้สวมใส่แทนหลังถูกซ้อมอย่างป่าเถื่อนโหดร้ายทารุณนั้นตนได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน และได้ประกาศต่อหน้าตำรวจชุดจับกุมว่าตนจะไม่ยอมแน่นอนและจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด โดยหลังจากนี้จะเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช  ท้องที่เกิดเหตุที่ถูกจับกุมและรุมซ้อม ตนคิดว่าในยุคนี้การกระทำอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนของเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบนี้หมดไปแล้วแต่กลับยังมีหลงเหลืออยู่อีก โดยตนยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับชุดจับกุมนายสุชาติ ในข้อหาพยายามฆ่า หรือทำร้ายร่างกายรวมทั้งปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมาย ม.157 ต่อไป.ข่าวคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป.

 

 

ภาพ/คลิป  ยุทธนะ  เตมะศิริ นครศรีธรรมราช/รายงาน

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ