royal coronation
21 มกราคม 2563
ภูมิภาค

แฉสะเพร่าปล่อยออกซิเจนหมดถังคนไข้ดับอนาถ

18 กันยายน 2562 - 11:03 น.
คมชัดลึก
Shares :
เปิดอ่าน 122 ครั้ง

ญาติร้องสื่อแฉพยาบาลปล่อยออกซิเจนหมดถังผู้ป่วยดิ้นทุรนทุรายสิ้นใจตายสุดเวทนา

คลิปที่ 1

 

              18 ก.ย. 62 ที่ ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช  นายกฤติพงศ์ หรือ แอมป์ แป้นเอียด อายุ 24 ปี บ้านเลขที่ 53 ซอยคอกวัว ถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นายเวช คีรีภพ อายุ 70 ปี พ่อเลี้ยง น.ส.ปิยมาศ รำจวน อายุ 40 ปี น้าสาว และนายปรากฎ มากชู อายุ 72 ปี น้าเขย

 

 

 

              ได้เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เสรีรัตน์ เพ็ชรศรี อายุ 60 ปี แม่ของนายกฤติพงศ์ หลังจากเข้ารับการรักษาอาการท้องผูกจนอุจจาระไม่ออก และได้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 62 โดยแพทย์ระบุว่าเสียชีวิตเนื่องจากพยาธิสภาพของโรคมะเร็ง ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ญาติๆ ทุกคนที่มาร่วมร้องเรียนขอความเป็นธรรมเห็นเป็นประจักษ์ว่า นางสาวเสรีรัตน์เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ เนื่องจากถังออกซิเจนหมด แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมเปลี่ยนถังออกซิเจนให้จนนางสาวเสรีรัตน์ดิ้นทุรนทุรายเพราะขาดอาหกาศหายใจและเสียชีวิตอย่างสุดเวทนา

              หลังจากนั้น นายปิยะพงศ์ พร้อมคณะ ได้ได้เดินทางมายังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฯ ที่วินิจฉัย ระบุว่า น.ส.เสรีรัตน์ เสียชีวิตในเวลา 12.40 น. วันที่ 28 พ.ค. 62 และสาเหตุการตายเพราะพยาธิสภาพของโรคมะเร็งช่องท้อง ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หลังจาก นายจรัสพงศ์ สุขกรี สาธารณสุขจังหวดนครศรีธรรมราช ได้มีหนังสือตอบกลับมาว่า คณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุม ครั้งที่ 8/2562 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 โดยสรุปว่าในกรณีของ น.ส.เสรีรัตน์ ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ เบื้องต้น ตามข้อบังคับของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการช่วยเหลือเบื้องต้น ตามมาตรา 41 กรณีที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2555 เพราะมีพยานหลักฐานว่า น.ส.เสรีรัตน์ ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลอย่างชัดเจน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              นายกฤติพงศ์ หรือ แอมป์ แป้นเอียด บุตรชายของ น.ส.เสรีรัตน์ เปิดเผยว่า ตามปกติตนอาศัยอยู่กับแม่และ นายเวช คีรีภพ พ่อเลี้ยง โดยแม่ประกอบอาชีพรับจ้างซักผ้า รีดผ้า และเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 62 แม่มีอาการแน่นท้อง ถ่ายอุจจาระไม่ออก และท้องโตขึ้น รวมทั้งเบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง โดยแพทย์ได้ทำการตรวจโดยการเอกซเรย์พบว่ามีน้ำในช่องท้องจำนวนมาก จึงสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งในช่องท้องที่มีการแพร่กระจาย หากจะผ่าตัดจะต้องตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจยืนยัน ซึ่งอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มความทุกข์ทรมานจากการผ่าตัด จึงทำการรักษาแบบประคับประคอง จนถึงวันที่ 23 พ.ค. จึงออกจาก รพ. กลับไปพักที่บ้าน

              ต่อมาในวันที่ 25 พ.ค. แม่ของตนมีอาการแน่นท้องมากขึ้น ท้องโตมากขึ้น หายใจหอบและเหนื่อยมากขึ้น ตนจึงนำแม่ส่ง รพ. แห่งหนึ่ง แพทย์ให้นอนพักรักษาตัวที่ตึกศัลยกรรมหญิง แพทย์และพยาบาลได้ทำการซักประวัติและขอเบอร์โทรศัพท์ญาติที่มาเฝ้าไข้ก่อนจะให้น้ำเกลือ จนเมื่อวันที่ 27 พ.ค. แพทย์ได้ให้ออกซิเจนแบบใช้หน้ากากครอบปากและจมูก พร้อมติดตั้งเครื่องวัดความดันและคลื่นหัวใจที่ปลายเท้าของแม่

              จนในวันที่ 28 พ.ค. ทางพยาบาลและเจ้าหน้าที่ได้ขอให้ญาติออกจากห้องผู้ป่วยระหว่างเวลา 08.00 - 12.00 น. โดยบอกว่าหากมีอะไรสำคัญเร่งด่วน พยาบาลและเจ้าหน้าที่จะโทรตามญาติเอง

 

 

 

              ตนและญาติๆ จึงลงไปรออยู่ชั้นล่าง จนเมื่อเวลา 12.00 น. ทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ญาติๆ ขึ้นไปเยี่ยมผู้ป่วยได้ ตนและนายเวช พ่อเลี้ยง จึงรีบขึ้นลิฟท์ไป โดยนายปรากฎ น้าเขย ก็ได้ขึ้นลิฟท์อีกตัวขึ้นไปก่อน แต่เมื่อขึ้นไปถึงหน้าห้องศัลยกรรมหญิงในเวลา 12.24 น. พบว่า นายปรากฎ น้าเขย ได้ขึ้นมาถึงหน้าห้องศัลยกรรมหญิงที่แม่นอนรักษาตัวอยู่ก่อนหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปในห้อง และนายปรากฎได้ชี้ให้ดูสภาพของแม่ที่นอนแน่นิ่งอยู่ในลักษณะเหมือนคนดิ้นทุรนทุราย จนแพมเพิสหลุดออกมานอกผ้าถุง ก้นกระดกโด่ง มือเท้ากางระเกะระกะ แต่ยังมีหน้ากากออกซิเจนครอบปากและจมูกอยู่ ตนและนายเวชรวมทั้งนายปรากฎรีบเข้าไปดูที่เตียงของแม่ พบว่าหน้ากากออกซิเจนครอบปากและจมูกไม่ทำงาน เพราะออกซิเจนในถังหมด ตัวเลขระบุเป็นเลข 0 จึงพยายามเขย่าปลุกแม่ แต่แม่นอนแน่นิ่งไม่ตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น

              ตนจึงรีบวิ่งไปตามพยายาบาลในห้องมาช่วยดูแม่ และพบว่าแม่เสียชีวิตไปแล้ว ตนได้สอบถามพยาบาลว่าทำไมไม่เปลี่ยนออกซิเจนให้แม่ผม ปล่อยให้แม่ผมขาดอากาศจนตายได้อย่างไร ในขณะที่นายเวช พ่อเลี้ยง ก็โวยวายเสียงดังจนพยาบาลวิ่งออกมาจากห้องอีก 2 คน รวมทั้งพยาบาลหัวหน้าตึก หลังจากที่ตนสอบถามพยาบาลหลายครั้งว่าทำไมไม่เปลี่ยนออกซิเจนให้แม่ ทางพยาบาลคนหนึ่งบอกว่าในช่วงเวลา 12.00 น. เดินทางมาก็เห็นแล้วว่าออกซิเจนของแม่เหลือน้อยกำลังจะหมดถัง แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนให้โดยไม่ทราบเหตุผล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              นายกฤติพงศ์ หรือ แอมป์ กล่าวอีกว่า จนต่อมาในเวลา 12.40 น. น.ส.ปิยมาศ รำจวน น้าสาว ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยประจำห้องเจาะเลือด รพ. เดียวกัน ได้ขึ้นมาสมทบ และสอบถามว่าทำจึงไม่เปลี่ยนถังออกซิเจนให้ผู้ป่วย หัวหน้าตึกจึงตอบว่าคนงานที่มีหน้าที่เปลี่ยนถังออกซิเจนคงไปทำงานอย่างอื่น จึงไม่มีเวลามาเปลี่ยนถังออกซิเจนให้แม่ ซึ่ง น.ส.ปิยมาศ น้าสาว ย้อนถามว่า เป็นหัวหน้าตึกตอบแบบนี้ได้อย่างไร ซึ่งหัวหน้าตึกก็ยังย้ำอีกว่า “จริงๆ นะมันไม่มีคนงานจริงๆ เพราะเขาไปทำงานอย่างอื่นอยู่ ไม่มีใครว่าง” หากเป็นอย่างนี้ก็เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่และพยาบาลมีเจตนาที่ทำให้แม่เสียชีวิต เพราะเห็นอยู่แล้วว่าออกซิเจนกำลังจะหมดถังแต่ไม่ยอมเปลี่ยนให้ จึงอยากให้ทางพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตึกศัลยกรรมหญิง รวมทั้ง รพ. ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เป็นสาเหตุให้แม่ตนเสียชีวิตด้วย

              นายปรากฎ มากชู น้าเขยของนายกฤติพงศ์ กล่าวว่า ตนขึ้นมาถึงหน้าห้องศัลยกรรมในเวลา 12.11 น. ก็เห็น น.ส.เสรีรัตน์ ผู้ตายนอนแน่นิ่งในสภาพผ้าและแพมเพิสหลุดลุ่ย และเชื่อว่า น.ส.เสรีรัตน์ เสียชีวิตแล้ว จึงรอจนนายปิยพงศ์ และนายเวช ขึ้นมาถึงในเวลา 12.24 น. จึงร่วมกันเข้าไปดู น.ส.เสรีรัตน์ พบว่าได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว ซึ่งพยาบาลหัวหน้าตึกก็ยอมรับว่าตอน 12.00 น. มีพยาบาลเดินมาตรวจสอบก็เห็นแล้วว่าออกซิเจนในถังของ น.ส.เสรีรัตน์ กำลังจะหมด แต่ไม่มีคนงานนำออกซิเจนถังใหม่มาเปลี่ยนให้ จนเป็นเหตุให้ น.ส.เสรีรัตน์ ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตอย่างน่าอนาถดังกล่าว

 

 

 

 

              ในขณะที่นายเวช สามีของ น.ส.เสรีรัตน์ ผู้ตาย กล่าวว่า ตนทำใจไม่ได้ที่เห็นสภาพการเสียชีวิตของภรรยา ทำไมทางพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่จึงไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคน ปล่อยให้ขาดอากาศหายใจตายอย่างน่าเวทนาและสุดทรมานเช่นนี้ หากเจ้าหน้าที่และพยาบาลให้การดูแลอย่างเต็มที่ และมาบอกว่าภรรยาตนเสียชีวิตแล้ว ตนคงไม่เสียใจ แต่การปล่อยให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิตเหมือนเต่าถูกเผาไฟดิ้นทุรนทุราย ตนเห็นสภาพภรรยาแล้วรับไม่ได้จริงๆ

              ส่วน น.ส.ปิยมาศ รำจวน น้าสาวของนายปิยพงศ์ กล่าวว่า น.ส.เสรีรัตน์ เป็นน้องสาวของแม่ตน ประกอบอาชีพรับจ้างซักผ้า รีดผ้า ส่วนนายปิยพงศ์ หลานชาย ทำงานเป็นพนักงานร้านจำหน่ายผ้าม่าน ในฐานะที่ตนก็เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของ รพ. ตนรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหัวหน้าตึกที่ระบุว่า “ถึงอย่างไรผู้ป่วยมะเร็งก็จะต้องตายอยู่แล้ว” เขาพูดได้อย่างไร ถือว่าเป็นการพูดที่ขาดจรรยาบรรณแพทย์และพยาบาลวิชาชีพอย่างมาก และหลังเกิดเหตุไม่มีแพทย์มาตรวจพิสูจน์ศพแต่อย่างใด

              แต่แพทย์กลับระบุในใบมรณบัตรว่า น.ส.เสรีรัตน์ ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลา 12.30 น. ทั้งๆ ที่นายปรากฎ มากชู มาเห็นสภาพของ น.ส.เสรีรัตน์ นอนแน่นิ่ง แพมเพิสและผ้าถุงหลุดลุ่ยในเวลา 12.11 น. ซึ่งเชื่อว่า น.ส.เสรีรัตน์ จะเสียชีวิตมาก่อนหน้านั้นแล้ว และเมื่อนายเวช และนายปิยพงศ์ สามีและบุตรชายผู้ตาย ขึ้นมาพบในเวลา 12.24 น. และโวยวายลั่นโรงพยาบาลว่าทำไม่ไม่เปลี่ยนออกซิเจนให้ผู้ป่วย จนผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ แพทย์กลับมโนระบุว่าเสียชีวิตในเวลา 12.30 น. ได้อย่างไร เอาข้อมูลจากที่ไหนมาระบุในมรณบัตร อีกทั้งระบุสาเหตุว่าเสียชีวิตเพราะพยาธิสภาพของโคมะเร็ง มันขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่าชัดเจน

 

 

 

              “เรื่องนี้ตนไม่อยากออกมาเคลื่อนไหวมากมาย เพราะเกรงว่าจะกระทบกับภาพลักษณ์ขององค์กรที่ตัวเองก็ทำงานอยู่ แต่เมื่อพบว่าเอกสารหลักฐานที่ระบุเรื่องราวและสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.เสรีรัตน์ น้าสาว ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแม้แต่น้อย ตนและนายปิยะพงศ์ พร้อมด้วยญาติๆ จึงไปยื่นร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 62 และเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 62 จึงเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับศูนย์ข่าวนคร 24 ชม. สมาคมสื่อมวลชนนครศรีธรรมราช ดังกล่าวและจะร่วมกันเดินหน้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกด้วย” น.ส.ปิยมาศ กล่าวย้ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

--------------------

ภาพ/คลิป ศูนย์ข่าวนคร 24 ชม.สมาคมสื่อมวลชนนรศรีธรรมราช

ข่าว/ ยุทธนะ เตมะศิริ จ.นครศรีธรรมราช

 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

- ธรรมนัส ป่วยไข้ขึ้นสูง นอนโรงพยาบาล

- เตรียมจัดงานวันความปลอดภัยผู้ป่วยโลกตั้งเป้าลดค่ารักษาพยาบาล

- ทะเลระยองคลั่งซัดเด็กจมทะเล ผจก. โรงพยาบาลว่ายน้ำช่วยคลื่นซัด

- ชมรมผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ หวังช่วยสังคมเข้าใจ - รักษาได้ถูกต้อง

- (ภาพชุด) นางฟ้า ร้อง อนุทิน ถูกหมิ่นเกียรติ

 

 

 

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ