4 กรกฏาคม 2562   นายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ เปิดเผยว่า ในการประชุมองค์การอนามัยโลก ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2562  

 

ได้มีมติให้ภาวะเมื่อยล้าหมดไฟหรือที่เรียกว่าเบิร์นเอาท์ (Burnout) เป็นสภาพที่ต้องเข้ารับการรักษาในทางการแพทย์เป็นครั้งแรกและจะเริ่มประกาศใช้อย่างเป็นทางการทั่วโลกในวันที่ 1 มกราคม 2565 นับเป็นประเด็นปัญหาทางสุขภาพใจที่มักเกิดกับคนวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดและมีความสำคัญต่อการสร้างเศรษฐกิจครอบครัวและประเทศชาติ ภาวะเมื่อยล้าหมดไฟนั้น

 

มักจะเกิดกับบุคคลที่สะสมความเครียดจากเรื่องต่างๆ ไว้มากเกินไปและไม่ได้รับการแก้ไขหรือปฏิบัติอย่างเหมาะสม จึงส่งผลกระทบทั้งร่างกายโดยนอนไม่หลับ เหนื่อยล้า อ่อนเพลียและอาจปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ประสิทธิภาพการทำงานถดถอยลง ส่วนทางจิตใจ บางคนอาจมีอารมณ์แปรปรวน รู้สึกสิ้นหวัง หงุดหงิดและถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้งกับคนรอบข้างได้ง่าย รวมทั้งอาจหาทางออกในทางที่ผิด เช่นสูบบุหรี่จัดขึ้น ดื่มหนักขึ้นหรือเที่ยวเตร่ ไปทำงานสายเป็นต้น ผลการศึกษาในต่างประเทศ พบคนทำงานประมาณ 1 ใน 4 มีความเครียด โดยร้อยละ 60 มีสาเหตุมาจากการทำงาน

 

ด้านแพทย์หญิงภรทิตา เลิศอมรวณิช จิตแพทย์ประจำ รพ.จิตเวชนครราชสีมา กล่าวว่า ปัญหาเมื่อยล้าหมดไฟสามารถป้องกันได้ ประการสำคัญต้องเริ่มจากตัวเอง โดยมีคำแนะนำที่ควรทำ 6 ประการ ดังนี้ 1.ยึดหลักสมดุลชีวิต แบ่งเวลาแต่ละวันออกเป็น 3 ส่วน คือทำงาน 8 ชั่วโมง นอนหลับพักผ่อน

 

 

เพื่อซ่อมแซมร่างกายอย่างเพียง 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมง ใช้เพื่อพักผ่อนหย่อนใจได้ทั้งส่วนตัว ครอบครัวหรือเพื่อนฝูง 2. ควรจัดลำดับงานสำคัญหรือเร่งด่วน 3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 วัน เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข ช่วยสลายความเครียดได้อย่างดีและช่วยให้นอนหลับดีขึ้น 4.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

 

แพทย์หญิงภรทิตา  กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะประเภทผัก ผลไม้ที่มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีให้วิตามินซี ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม พืชผักที่มีสีเขียวเข้ม 5.พูดคุยสร้างอารมณ์ขันในหมู่เพื่อนร่วมงาน 6.เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงาน ขอให้ปรึกษาเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน อย่าอายการปรึกษาจะช่วยให้คลายข้อคับข้องใจและหาทางออกได้เหมาะสมขึ้น พฤติกรรมที่ควรเลี่ยง ลด ละ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดปัญหาหมดไฟทำงานง่ายขึ้นที่สำคัญและใกล้ตัวมี 4 พฤติกรรม คือ 1.อย่าทำงานอย่างหักโหมจะมีผลให้ร่างกายถูกใช้งานมาก เสื่อมโทรมเร็ว ภูมิต้านทานโรคลดลง 2.อย่าหอบงานกลับไปทำต่อที่บ้าน 3. การใช้เวลาว่างท่องโลกโซเซียล 4. อย่านำปัญหาในที่ทำงานกลับไปบ้านหรือนำปัญหาจากบ้านไปที่ทำงาน

 

แพทย์หญิงภรทิตา  กล่างอีกว่า เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้สะสมความเครียดรวมทั้งเบียดเบียนเวลาในการพักผ่อนให้น้อยลงไปด้วย สัญญานของอาการที่ส่อแววจะหมดไฟทำงาน สามารถสังเกตตัวเองได้ 6 ประการดังนี้ 1.ความรู้สึกชีวิตมีความสุขน้อยลง 2. อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ไม่กระตือรือร้น เบื่อเซ็งไม่อยากตื่นไปทำงาน 3. ไม่มีสมาธิในการทำงาน 4. เริ่มมีทัศนคติไม่ดีต่องานที่ทำอยู่หรือมองโลกในแง่ลบ รู้สึกว่าตัวเองด้อยความสามารถ 5.มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย 6.หาตัวช่วยเพื่อให้มีแรงทำงาน เช่นดื่มกาแฟ สูบบุหรี่จัดขึ้น เป็นต้น

 

"หากมีอาการดังกล่าว อาจแก้ปัญหาโดยอาจลางานพักผ่อนจะช่วยผ่อนคลายและรู้สึกดีขึ้น หากรู้สึกชีวิตยังไม่มีความสุข อึดอัดใจหรือวิตกกังวลบ่อยๆ ขอปรึกษาเจ้าหน้าที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง" แพทย์หญิงภรทิตา กล่าวในที่สุด 

 


เรื่อง เกษม โคราช  /  ภาพ คมข่าวทั่วไทย