ผลวิเคราะห์ตีพิมพ์ในวารสาร เนเจอร์  ที่ได้จากผลการตรวจหาเชื้อไวรัสในประชาชนอายุ 6 ขวบขึ้นไป ระหว่าง 14 พ.ค.-1 มิ.ย. จำนวนเกือบ 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 92% ของประชากรทั้งหมดในอู่ฮั่น เมืองที่พบเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ครั้งแรกปลายปีที่แล้ว ปรากฎว่าไม่พบผู้ติดเชื้อแบบมีอาการรายใหม่เลยในช่วงเวลาดังกล่าว และพบผู้ติดเชื้อแบบไม่มีอาการเพียง 300 คน ขณะผลตรวจผู้สัมผัสใกล้ชิด 1,174 ราย ไม่พบรายใดให้ผลเป็นบวก รายงานจึงสรุปว่า “ไม่พบหลักฐานว่าเคสติดเชื้อแบบไม่มีอาการ แพร่เชื้อต่อ” 
 

ทั้งนี้ การลุยตรวจคัดครองประชากรเกือบทั้งเมืองในช่วงนั้น ก็เพื่อเป็นข้อมูลช่วยทางการสาธารณสุข ปรับยุทธศาสตร์การป้องกันและควบคุมในช่วงหลังล็อกดาวน์ได้ 

ผู้วิจัยยอมรับว่า ผลศึกษาก่อนหน้าเคยพบหลักฐานว่า ผู้ติดเชื้อแบบไม่มีอาการ แพร่เชื้อได้ และอาจมีอาการในภายหลัง แต่ตั้งทฤษฎีว่า ชาวเมืองอู่ฮั่นที่ยังตรวจพบไวรัสอยู่หลังจากพ้นช่วงล็อกดาวน์ มีปริมาณไวรัสต่ำ ดังนั้น จึงไม่สามารถแพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่นได้ 

อู่ฮั่นอยู่ใต้มาตรการล็อกดาวน์ตัดขาดจากโลกภายนอกและพื้นที่อื่นๆของจีนอย่างเข้มงวดนานกว่า 70 วัน ( 23 ม.ค.-8 เม.ย.) ในช่วงนั้น ทางการอนุญาตให้แค่คนเดียวในแต่ละครอบครัว ออกจากบ้านได้และไม่เกินสองชม.  ผลวิเคราะห์เรื่องนี้เผยแพร่ออกมาในขณะมีการถกเถียงกันมากขึ้น ถึงความจำเป็นและประสิทธิผลของมาตรการคุมโควิด-19 แบบเข้มข้น โดยมาตรการล็อกดาวน์ตามเมืองหรือระดับประเทศ ตลอดจนการบังคับใส่หน้ากาก ตั้งอยู่บนเหตุผลที่ว่า คนติดเชื้อแบบไม่มีอาการอาจแพร่เชื้อได้ และเพื่อป้องกันระบบสาธารณสุขรับไม่ไหว แต่หลายฝ่ายแย้งว่าต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจจากการหยุดชะงัก สูงเกินกว่าประโยชน์ตามที่อ้าง และยกหลักฐานที่พบว่าคนติดเชื้อไม่มีอาการ ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น 

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกกลับลำ หลังจากเคยระบุว่าผู้ติดเชื้อแบบไร้อาการ น้อยรายจะแพร่เชื้อต่อ เปลี่ยนใหม่เป็น ไม่มีหลักฐานมากเพียงพอสนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้ 
 

ที่มา RT