นักวิทยาศาสตร์ 239 คนจาก 32 ประเทศทั่วโลก ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานด้านสาธารณสุขต่างๆ  ระบุว่าไวรัสโคโรน่าก่อโรคโควิด-19 แพร่ทางอากาศได้ ( airborne ) แต่ WHO ลดความสำคัญในเรื่องนี้  

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า หลักฐานใหม่ อาทิ ในสภาพแวดล้อมอย่างโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ บ่งว่าการแพร่ทางอากาศ อาจเป็นปัจจัยสำคัญ มากกว่าที่ WHO ยอมรับ ด้าน ลินซีย์ มารร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัส และหนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อ บอกนิวยอร์กไทมส์ ว่า องค์การอนามัยโลกยึดผลการศึกษาจากโรงพยาบาลที่พบไวรัสในอากาศระดับต่ำ ซึ่งเป็นการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ อัตราการระบายอากาศต่ำกว่ามาก เอื้อต่อไวรัสสะสมในอากาศ  

หากการแพร่ทางอากาศคือสาเหตุการติดเชื้อหลักอย่างหนึ่ง การสวมหน้ากากขณะอยู่ในร่ม หรือแม้แต่ในสถานที่ที่บังคับใช้มาตรการรักษาระยะห่างอยู่แล้ว หรือการออกกฎบังคับเข้มงวดเรื่องการติดตั้งเครื่องระบายอากาศ และเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้อากาศถ่ายเท ตลอดจนการใช้แสงอัลตราไวโอเลตในอาคารต่างๆ อาจช่วยป้องกันอนุภาคติดเชื้อได้ 

 

จดหมายเปิดผนึกมีกำหนดตีพิมพ์บนวารสาร Clinical Infectious Diseases ฉบับวันนี้ ( 6 ก.ค.) ร่างโดย ดร.ลิเดีย โมราวสกา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนสแลนด์ ในออสเตรเลีย และ โดนัลด์ มิลตัน จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์  นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมลงชื่อกว่า 200 คน รวมถึงบางคนที่เคยร่างคำแนะนำป้องกันไวรัสให้กับ WHO ด้วย

จนถึงปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกยึดคำแนะนำที่ว่า ไวรัสโรคโควิด-19 แพร่ผ่านละอองฝอย ( droplet ) จากระบบทางเดินหายใจ ไอ จามรดกัน หรือมือไปสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำมาสู่ร่างกายผ่านการขยี้ตา แคะจมูกหรือปาก ยังไม่ใช่การแพร่แบบ aerosol ที่ไวรัสเกาะอยู่ในอนุภาคของเหลวขนาดเล็กกว่ามาก ฟุ้งอยู่ในอากาศได้นาน และแพร่สู่ผู้อื่นได้ในระยะเกินกว่า  1 เมตร คณะกรรมการป้องกันโรคติดต่อขององค์การอนามัยโลก ไม่ได้ตัดการแพร่แบบทางอากาศ  แต่ย้ำว่าเป็นความเสี่ยงหลักของบุคลากรการแพทย์ที่ทำหัตถการใกล้ชิดผู้ป่วย และลงความเห็นว่าการใช้มาตรการใหม่เพื่อป้องกันการแพร่ทางอากาศ ไม่น่าจะส่งผลแตกต่างในการป้องกันมากนัก