royal coronation
15 ธันวาคม 2562
ต่างประเทศ

เรื่องของคนเสพติดการทำดี

1 ธันวาคม 2562 - 08:00 น.
ความดี,เสพติดการทำดี,บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
Shares :
เปิดอ่าน 241 ครั้ง

โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

                     คนทั่วไปมักจะชอบพูดกันว่าเรื่องดีๆ มักไม่เป็นข่าว แต่เรื่องร้ายๆ มักจะเป็นข่าวใหญ่ โชคดีที่โลกนี้มีสื่อโซเชียลมีเดียจึงสามารถลบข้อครหานี้ได้ ด้วยการตั้งคอลัมน์ “มีข่าวดีๆ มาบอก” เพื่อเป็นช่องทางให้คนเสพสื่อสามารถบอกเล่าเรื่องราวดีๆ ของคนเสพติดการทำดีที่พร้อมช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่หวังผลหรือไม่หวังจะดัง

 

                     ไซมอนด์ บอสเชตโต เทวดาตัวน้อยวัย 12 ปี เป็นเพียงแค่เด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนโรสมอนด์ ริดจ์ ในเวสต์ ลินน์ แห่งรัฐออริกอน  ได้ใช้ช่วงวันปิดเทอมเลี้ยงดูแลคนจรจัดไร้ที่อยู่มากถึง 9,000 คน ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ตอนที่ตัวเองมีอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้น โดยบอกเหตุผลง่ายๆ แค่ว่า "ผมอยากจะช่วยพวกเขาทุกคน”

 

 

 

 

                     ตอนที่ไซมอนด์มีอายุแค่ 8 ขวบ ได้รณรงค์โครงการ Share Hope USA หรือ “ร่วมแบ่งปันความหวังอเมริกา” เพื่อช่วยหาอาหารรวมทั้งเครื่องนุ่งห่มและข้าวของจำเป็นให้แก่คนจรจัดในลอสแองเจลิส ซึ่งขณะนี้ได้แปรเปลี่ยนจาก ”เมืองฟ้าอมร” กลายเป็นนรกบนดินของคนยากจนไปแล้ว

 

                     เรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่น้อยในชีวิตจริงเริ่มขึ้นเมื่อวันหนึ่ง เจ้าหนูน้อยเดินผ่านชายจรจัดคนหนึ่งที่ถือป้ายว่า “ขอเงินซื้ออาหาร โปรดกรุณาด้วย” ...ตอนนั้นในกระเป๋าผมมีเงินอยู่ 5 ดอลลาร์ และผมก็อยากให้เงินเขา แต่ตอนนั้นพ่อกับผมก็เดินผ่านชายจรจัดคนนั้นแล้ว ผมเลยพูดกับพ่อว่า “ผมอยากจะช่วยพวกเขา และพ่อก็ตอบว่า ”เอาเลยลูก เรากลับไปให้เงินเขาก็ได้” แต่ผมบอกพ่อว่า “ผมอยากจะช่วยพวกเขาทุกคน ไม่ใช่แค่คนนี้เพียงคนเดียว”

 

                     โครงการ "ร่วมแบ่งปันความหวังอเมริกา” จึงถือกำเนิดขึ้นมาอย่างง่ายๆ หลังจากนั้นไม่นานนัก เมื่อรัสเซลล์ ผู้เป็นพ่อและไซมอนด์ บอสเชตโต เริ่มรณรงค์ทางโซเชียลมีเดีย “พวกเราจะเอาอาหารไปให้กับคนจรจัดถึงที่ ไม่ว่าจะอยู่ใต้สะพานหรือบนถนน เป็นอาหารร้อนๆ ที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ๆ" รัสเซลล์ ผู้เป็นพ่อที่อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนการทำดีของลูกชายเผย  นับวันโครงการนี้ "ได้เพิ่มความช่วยเหลือมากขึ้น อย่างเช่น จัดงานต่างๆ เพื่อรณรงค์จัดหาเสื้อผ้า หรืออาหารให้คนจรจัด จัดงานตัดขนหรือหาคู่ให้กับน้องหมาของคนจรจัด เป็นต้น หรือจัดงาน Play-Doh Drive หรือ “เเข่งขันปั้นเเป้งโด” ขึ้นในโรงพยาบาลเป็นประจำทุกเดือนพฤษภาคม ของแต่ละปี โดยได้รับความช่วยเหลือจากโรงเรียน 34 แห่งในแอลเอ

 

 

 

                     เพื่อให้การช่วยเหลือชุมชนดำเนินต่อไปได้ ไซมอนด์ บอสเชตโต ได้สร้างเครือข่ายคนจรจัดขึ้นมาเพื่อคอยติดตามว่าพวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่ อย่างเช่นหญิงมีครรภ์คนหนึ่งซึ่งทั้งตื่นเต้นและมีความสุขมากตอนที่โครงการ “ร่วมแบ่งปันความหวัง” ได้รณรงค์และมอบของใช้จำเป็นสำหรับทารกน้อย

 

                     “เธอเป็นคนจรจัดคนแรกที่เราเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และทุกวันนี้พวกเราก็ยังคงช่วยเหลือพวกเขาอยู่และพวกเราก็รู้จักพวกเขา..." รัสเซลล์เผย "พวกเขาไม่ใช่คนจรจัดตามท้องถนนอีกต่อไป...พวกเขาได้พบและรู้จักและเฝ้ามองการเติบโตของไซมอนด์ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของลูก และได้เห็นลูกมีความสุข เป็นเรื่องที่วิเศษและน่าทึ่งมากทีเดียว"

 

                     เมื่อไม่นานมานี้ ครอบครัวบอสเชตโต ซึ่งประกอบด้วยสองสามีภรรยา รัสเซลล์ และเยเซเนีย พร้อมฮิลารี ลูกสาววัย 18 ปี ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยในโครงการ "ร่วมแบ่งปันความหวัง” รวมทั้งไซมอนด์ได้ย้ายไปอยู่ที่พอร์ทแลนด์ เยเซเนียซึ่งเพิ่งเรียนจบและเริ่มงานเป็นสัตวแพทย์ ทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหารของโครงการนี้นอกเหนือจากเป็นผู้ประสานงานการให้ความช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง อันเป็นงานถนัดของครอบครัวนี้ที่ล้วนแต่รักสัตว์ ไซมอนด์เองได้เป็นอาสาสมัครให้แก่สวนสัตว์ในโอเรกอนและหวังว่าในอนาคตจะเป็นนักสัตววิทยา

 

                     ถึงแม้จะย้ายที่อยู่แล้ว แต่ทุกคนกลับคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะขยายงานของโครงการ “ร่วมแบ่งปันความหวัง” จึงวางแผนจะจัดงานเลี้ยงวันคริสต์มาสร่วมกับครอบครัวคนจรจัดพร้อมลูกๆ 9 ครอบครัวในศูนย์ช่วยเหลือคนจรจัดในระดับท้องถิ่น

 

                     “ผมอยากจะช่วยเหลือทุกๆ คนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก” ไซมอนด์ย้ำถึงความฝันของตัวเอง

 

8 ขวบอยาก“คืนกลับให้ในวันทหารผ่านศึก”

 

Kid Time Enterprises LLC

 

 

                     ส่วน ไทเลอร์ สตอลลิงส์ อายุแค่ 8 ปี ก็เป็นทั้งลูกชาย, หลานปู่และหลานชายของบรรดาทหารผ่านศึก หลังจากเจ้าหนูน้อยได้อุทิศเวลาให้แก่การช่วยเหลือทหารผ่านศึกเหล่านี้ตั้งแต่ตอนที่มีอายุแค่ 4 ปีเท่านั้น หลังจาก แอนเดรีย แบล็คสโตน ผู้เป็นแม่ได้เปิดวิดีโอให้ลูกดู เป็นเรื่องราวของทหารผ่านศึกที่ต้องกลายเป็นคนจรจัด ทำให้ไทเลอร์ซึ่งแม้จะอายุน้อยแค่ 4 ขวบ รีบบอกกับแม่ว่าโตขึ้นจะสร้างบ้านให้แก่ทหารผ่านศึกเหล่านี้ แม้แม่จะบอกว่าการสร้างบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ลูกชายตัวน้อยยืนยันจะทำความฝันนี้ให้เป็นจริงให้ได้

 

                     ด้วยเหตุนี้ แอนเดรีย แบล็คสโตน และไทเลอร์ ลูกชาย จึงได้ตั้งบริษัท Kid Time Enterprises LLC ขึ้นมาหลังจากนั้นไม่นานนัก แล้วเริ่มรณรงค์โครงการ Give Back to Veterans Day หรือ “คืนกลับให้ในวันทหารผ่านศึก” เพื่อระดมเงินช่วยเหลือทหารผ่านศึกที่ต้องกลายเป็นคนจรจัด ทั้งๆ ที่ต้องเสียสละเพื่อประเทศชาติด้วยความยากลำบากมานาน

 

                     เว็บไซต์ Kid Time Enterprises รายงานว่า ทั้งแม่ลูกได้รับเงินบริจาคก้อนแรกจำนวน 100 ดอลลาร์ ซึ่งทั้งสองคนนำไปเป็นทุนจัดทำชุดสุขอนามัยสำหรับผู้สูงอายุและทหารผ่านศึกที่ไร้ที่อยู่อาศัย สองแม่ลูกยังคงระดมทุนอย่างต่อเนื่องและจัดทำชุดสุขอนามัยไปบริจาคให้แก่ทหารผ่านศึกจรจัดอยู่ไม่ขาดสาย

 

                     พอปีที่ 2 ของการจัดงาน “คืนกลับให้ในวันทหารผ่านศึก” เจ้าหนูไทเลอร์สามารถระดมทุนได้มากถึง 1,000 ดอลลาร์จากแหล่งทุนหลายแห่ง รวมไปถึงจากการทำหนังสือ “Tyler Goes Around the World.” ที่เจ้าหนูน้อยเขียนขึ้นมาเองและวางจำหน่ายเพื่อหาทุนให้แก่ทหารผ่านศึกจรจัด

 

                     เพื่อจะสนับสนุนโครงการนี้ เจ้าหนูแต่งตัวเป็นซูเปอร์ฮีโร่เหมือนตัวละครในหนังสือที่ตัวเองแต่งขึ้น เพื่อจะระดมทุนจากหลายแหล่ง จากนั้นนำไปซื้อของใช้จำเป็นสำหรับทหารผ่านศึกตกยาก โดยเจ้าหนูเรียกชุดของขวัญนี้ว่า "กระเป๋าฮีโร่”

 

 

                     แอนเดรีย แบล็คสโตน ผู้เป็นแม่เปิดเผยในรายการโทรทัศน์ชื่อดังว่า “กระเป๋าฮีโร่” นี้พร้อมจะมอบให้แก่ทหารผ่านศึกทุกคน แต่ทหารผ่านศึกที่ไร้ที่อยู่อาศัยจะได้รับมากที่สุด ในกระเป๋าฮีโร่ใบนี้จะมีชุดสุขอนามัยสำหรับผู้สูงวัย รวมทั้งเครื่องกันหนาวและของใช้จำเป็นอีกหลายอย่าง นอกเหนือจากกระเป๋าฮีโร่แล้ว เจ้าหนูยังทำ ”กล่องฮีโร่” ด้วยเพื่อจะใส่ของใช้จำเป็นที่ไม่สามารถใส่ในกระเป๋าฮีโร่ได้

 

                     เพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น เจ้าหนูและแม่สามารถบริจาคเสื้อผ้า ชุดของใช้จำเป็นสำหรับผู้ใหญ่และของใช้อื่นๆ รวมมูลค่าหลายพันดอลลาร์ให้แก่ทหารผ่านศึกจรจัด นอกจากนี้ยังสามารถซื้อแล็ปท็อปตัวใหม่ให้กับศูนย์การศึกษาและอบรมทหารผ่านศึกในรัฐแมรีแลนด์ด้วย เพื่อให้ทหารผ่านศึกเหล่านั้นใช้เปิดค้นหางานทำ

 

                     ผลจากการระดมเงินและการบริจาคของใช้จำเป็น ทำให้ไทเลอร์ได้พบกับทหารผ่านศึกจำนวนมาก นอกเหนือจากโครงการช่วยเหลือทหารผ่านศึกจรจัดแล้ว เจ้าหนูยังได้ขยายโครงการช่วยเหลือครอบคลุมไปถึงการสนับสนุนการเรียนรู้ของทหารผ่านศึกด้วย ด้วยการบริจาคหนังสือ 12,000 เล่มที่ได้รับบริจาคผ่านสปอนเซอร์และองค์กรหลายองค์กร

 

                     ตอนนี้เจ้าหนูไทเลอร์บอกว่าตัวเองเป็น “kidpreneur” หรือผู้ประกอบการเด็กและคนใจบุญ แต่สำหรับทหารผ่านศึกจรจัดแล้ว เจ้าหนูเป็นซูเปอร์ฮีโร่แม้จะอายุแค่ 8 ขวบก็ตาม

 

 

 

 

 

 

                     ขณะที่ โจแอน ชีเวอร์ อดีตนักข่าววัย 60 ปี และเดนนีส ควินน์ สองสามีภรรยาแห่งมืองซาน อันโตนิโอ รัฐเทกซัส ได้เริ่มโครงการ “รถบรรทุกอาหารเพื่อคนจรจัด” มาตั้งแต่ปี 2548 กล่าวว่า ”คุณจะรู้สึกดีเมื่อได้เป็นผู้ให้บ้าง...โดยเฉพาะให้แก่คนที่หิวโหย ฉันคิดว่าเราในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชนเราจะต้องร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ที่หิวโหย”

 

                     ทุกๆ วันอังคาร สองสามีภรรยาจะขับรถซึ่งตอนหลังเปลี่ยนเป็นรถบรรทุกที่เธอซื้อใหม่ตระเวนไปยังชุมชน 4 แห่ง ในเมืองนั้น จากนั้นจะแจกอาหารที่ทั้งร้อน สดใหม่ และมีคุณค่าทางโภชนาการให้แก่คนที่ต้องการ

 

                     “The Chow Train เริ่มจากกิจกรรมของครอบครัวก่อน” ชีเวอร์เผย “จากนั้นแม่ของเด็กๆ ที่เป็นเพื่อนกับลูกๆ ของฉันก็เริ่มมาถามว่าพวกเราออกไปบริจาคอาหารใช่ไหม พร้อมกับขอให้พาลูกๆ ของพวกเธอไปช่วยแจกอาหารด้วย...ฉันพาพวกเด็กๆ ไปสัมผัสกับคนตามท้องถนนแล้วพวกเขาก็เริ่มรู้ว่าคนเหล่านั้นก็เหมือนกับพวกเขา คนจรจัดไม่ใช่มนุษย์ล่องหนที่ไม่มีใครเห็นอีกต่อไป พวกเขาก็เป็นคนเหมือนๆ กัน แถมเป็นคนที่กำลังหิวโหยอีกด้วย”

 

                     นับตั้งแต่โครงการรถบรรทุกอาหารเริ่มมา 12 ปีเต็ม พวกเขาได้บริจาคอาหารดีมีคุณภาพระดับอาหารจากภัตตาหารให้แก่คนจรจัดรวมแล้วกว่า 1 แสนราย ทุกๆ อาทิตย์เธอจะได้รับของบริจาคจากชาวนาที่ขนพืชผักมาขายในตลาดนัด หรือถ้าหากบริษัทด้านอาหารบริษัทใดมีอาหารพิเศษก็จะโทรศัพท์หาเธอให้ไปรับอาหารที่เหลือนั้น ร้านค้าท้องถิ่นแห่งหนึ่งจะบริจาคอาหารที่เหลือจากการขายในแต่ละอาทิตย์ให้เธอนำไปบริจาคต่อ

 

                     ทั้งเธอและสามีซึ่งช่วยเหลือทุกอย่างยกเว้นเข้าครัวยังได้ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากทอร์นาโดใหญ่ที่ถล่มรัฐมิสซูรีเมื่อปี 2554 และที่โอกลาโฮมาในปี 2556 รวมทั้งอีกหลายพื้นที่ในหลายรัฐที่เผชิญกับภัยธรรมชาติ พวกเขาจะเร่งขนอาหารไปมอบให้แก่ผู้เดือดร้อน ระหว่างการเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัยเป็นครั้งที่ 3 รถบรรทุกของพวกเขาไม่ใช่แค่อัดแน่นไปด้วยอาหาร หากยังมีต้นคริสต์มาส 100 ต้น ของตกแต่งอีก 5,000 ชิ้นและไฟประดับต้นคริสต์มาสอีกหลายร้อยดวง

 

                     “พวกเราประสานกับตำรวจดูว่ามีใครที่หมดเนื้อหมดตัวจากภัยธรรมชาติบ้าง ของขวัญวันคริสต์มาสเหล่านี้ช่วยให้พวกเขากลับมามีกำลังใจที่จะสู้กับชีวิตอีกครั้ง พวกเราเองก็มีความสุขเช่นกันเวลาเห็นพวกเขามีกำลังใจขึ้นมาใหม่”

 

                     ไม่เพียงแต่มอบอาหารให้คนไร้ที่อยู่ ทั้งสองสามีภรรยายังมีอาหารสำหรับสุนัขและสัตว์เลี้ยงของคนเหล่านั้นด้วย” เรารู้ว่าคนที่เราเข้าไปช่วยเหลือมักจะมีเพื่อนแสนดีอยู่ข้างๆ และพวกเขามักจะแบ่งปันอาหารที่เรามอบให้แก่สุนัขเพื่อนตายซึ่งเราก็ไม่ว่าอะไร เราคิดว่ารถอาหารของเราจำเป็นต้องมีอาหารให้แก่เพื่อนสี่เท้าเหล่านั้นด้วย แล้วเราก็มีคนใจดีบริจาคอาหารสำหรับสุนัขด้วย”

 

                     ชีเวอร์หวังว่า ภารกิจของเธอไม่ใช่แค่ช่วยเหลือคนในยามจำเป็นจริงๆ แต่จะช่วยสอนคนรุ่นใหม่ให้รู้จักคิดถึงคนอื่นที่ไม่ได้โชคดีเช่นพวกเขาบ้าง

 

 

 

 

                     สำหรับ เบทานี และฮันนาห์ โกรัลสกี สองพี่น้องซึ่งเดิมทีคิดจะบริจาคไตให้แก่พ่อซึ่งเคยเปลี่ยนไตมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยผู้บริจาคไตให้แก่พ่อในครั้งนั้นก็คือลูกชายคนโต แต่ในครั้งนี้ ก่อนที่เบทานีจะมีโอกาสบริจาคไตให้พ่อ พ่อกลับด่วนจากโลกนี้ไปเสียก่อน

 

 

                     อย่างไรก็ดี ทั้งเบทานีและฮันนาห์ต่างมีสัญชาตญาณการเป็นผู้ให้เหมือนๆ กัน ในเมื่อไม่สามารถบริจาคไตให้แก่พ่อได้ พวกเธอก็พร้อมจะบริจาคไตให้แก่คนไข้รายใดก็ได้ที่เนื้อเยื่อของไตจะเข้ากันได้ เบทานีให้เหตุผลว่าถึงแม้เธอจะไม่สามารถช่วยยืดอายุของพ่อได้ แต่เธอยินดีที่จะช่วยต่อชีวิตของใครบางคนให้มีโอกาสครั้งที่ 2 ในชีวิต

 

                     ไตข้างหนึ่งของฮันนาห์ โกรัลสกี ได้ส่งต่อเป็นทอดๆ ให้กับผู้ที่ต้องการมากที่สุดก่อน ในที่สุดก็ไปอยู่กับคริสโตเฟอร์ เฮทซ์ ซึ่งเผยพร้อมรอยยิ้มว่า "นี่อาจจะเป็นรอยยิ้มที่กว้างที่สุดในรอบ 21 ปีของผมที่ได้ไปเดินเล่นที่สนามอีกครั้ง”

“นี่เป็นสุดยอดที่สุดที่ได้มีชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง ผมรอมานานมากแล้ว”

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ