royal coronation
วันที่ 22 ตุลาคม 2562
ต่างประเทศ

ส่องทฤษฎีสมคบคิด เจฟฟรีย์ เอปสตีน ตายหนีอายหรือมีเงื่อนงำ

วันที่ 17 สิงหาคม 2562 - 18:29 น.
เจฟฟรีย์ เอปสตีน,เงื่อนงำ,หนีอาย,ตายหนีอาย,ทฤษฎีสมคมคิด,บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
Shares :
เปิดอ่าน 11,883 ครั้ง

โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

 

           ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรพลิกศพและผู้อำนวยการเรือนจำกลางมหานครนิวยอร์กจะแถลงถึงสาเหตุการตายของเจฟฟรีย์ เอปสตีน วัย 66 ปี นักการเงินและผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ผู้ทรงอิทธิพลและร่ำรวยขั้นอภิมหาเศรษฐีพันล้าน  เวบไซต์ของสื่อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอย่างยาฮู, นิวยอร์กไทมส์ และวอชิงตันโพสต์ ต่างพาดหัวใหญ่ไปในทางเดียวกันว่า เป็นเรื่องของฆาตกรรมซ่อนเงื่อนหรือทฤษฎีสมคบคิด ไม่ใช่การฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอภายในห้องขังของเรือนจำที่ได้ชื่อมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศนี้ ซึ่งมีนักโทษดังๆหลายคนรวมถึงเบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ เจ้าของแชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ไปจนถึงราชายาเสพย์ติดโลกอย่าง เอล ชาโป และ พอล มานาฟอร์ต อดีตผู้จัดการหาเสียงของทรัมป์ ก็เคยอยู่พักหนึ่งก่อนจะย้ายออกไป

 

ความเคลือบแคลงใจที่ว่าใครจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการตายของเอปสตีน ทำให้หลายคนโน้มเอียงที่จะเชื่อว่าการตายของเขาอาจจะมีเงื่อนงำชวนพิศวงไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า เหตุใดเรือนจำที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด จึงปล่อยให้ผู้ต้องขังที่เคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ถูกขังอยู่คนเดียว เมื่อจู่ๆ มีคำสั่งย้ายนักโทษคนหนึ่งที่เคยอยู่ในห้องขังเดียวกันไปขังที่อื่น ซึ่งเท่ากับฝ่าฝืนกฎระเบียบที่ว่านักโทษที่มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย ถ้าไม่ถูกแยกออกไปคุมขังในศูนย์เฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย ก็ต้องถูกขังในห้องขังที่มีนักโทษอยู่ด้วย

 

 

 

 

อีกคำถามหนึ่งที่ชวนสงสัยไม่ใช่น้อยก็คือ ทำไมผู้คุมที่มีหน้าที่ต้องเดินไปตรวจสอบดูห้องขังของเขาทุกๆ 30 นาที กลับละเลยหน้าที่นี้เป็นเวลาหลายชั่วโมง แม้ประธานสหภาพแรงงานพยายามแก้ตัวแทนว่าเป็นเพราะมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้คุมจำนวนมากต้องทำงานล่วงเวลาติดต่อกัน 4-5 วัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 60-70 ชั่วโมง ทำให้เหนื่อยล้าจนเกิดความบกพร่องในหน้าที่ได้ ซึ่งเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น

 

 

พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เจ้าของรางวัลโนเบล ปี 2551 และคอลัมนิสต์ประจำนิวยอร์กไทมส์ได้ตั้งคำถามว่า เป็นการฆ่าตัวตายจริงๆ หรือเปล่า “...การตายของเขาสะท้อนให้เห็นว่าพวกเรากำลังอยู่ในจักรวาลของจินตนาการที่มากด้วยความหวาดระแวง” ขณะที่บางคนได้ทวิตเชิงประชดประชันว่าเป็นฝีมือของรัสเซียหรือไม่ หรือเป็นเรื่องของการแบล็กเมล์

 

 

แต่ที่ทำให้ทฤษฎีสมคบคิดแพร่กระจายอย่างรวดเร็วก็คือ กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รีทวิตข้อความของผู้ใช้ชื่อว่า เทอร์เรนว์ เค.วิลเลียมส์ ที่บอกว่าเอปสตีนเการติดต่อกับอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และตอนนี้เอปสตีนเสียชีวิตแล้ว ก่อนจะตบท้ายว่า "รู้นะว่าใครทำ” การรีทวิตของทรัมป์เหมือนกับบอกใบ้ว่า บิล คลินตัน อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปริศนาการตายของผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชื่อดังผู้นี้

 

( ทรัมป์ พูดเล่นหยอกล้อกับ เอปสตีน เรื่องผู้หญิง ) 

 

เล่นเอาชาวพรรคเดโมแครตเต้นเป็นแถวๆ ว่าฉวยโอกาสโจมตีศัตรูต่างพรรค ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานโยงใยแม้แต่น้อย ก่อนจะย้อนถามในเชิงว่า ทรัมป์อาจจะเกี่ยวข้อง เนื่องจากมีสายสัมพันธ์กับเอปสตีนมานานร่วม 20 ปี แถมคฤหาสน์ริมน้ำของเอปสตีนที่ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ก็อยู่ห่างจากกอล์ฟรีสอร์ทมาอาลาโกของทรัมป์ราวกิโลครึ่งเท่านั้น

 

 

นอกจากนี้ทรัมป์ยังเคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเอปสตีนหลายครั้ง เคยไปเที่ยวเกาะส่วนตัวที่ทะเลแคริบเบียน และมักจะถ่ายรูปด้วยกันเวลาไปงานสังคม ที่สำคัญทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์นิตยสารนิวยอร์กเมื่อปี 2545 ว่า “รู้จักกับเอปสสตีนมานาน 15 ปี เขาเป็นผู้ชายที่ยอดเยี่ยมมาก เป็นคนตลกเวลาพูดคุยด้วย” ทรัมป์ยังให้ความเห็นว่าเอปสตีนชอบผู้หญิงสวยๆ เหมือนกับเขาไม่มีผิด และส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเด็กสาววัยกำดัด

 

 

ความที่อยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูง เอปสตีนจึงมีเพื่อนมากมาย รวมถึง ทรัมป์, บิล คลินตัน, เจ้าชายแอนดรูว์, เจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย, เลสลี เว็กซ์เนอร์ ราชาธุรกิจมูลค่าหมื่นล้าน เจ้าของอาณาจักรชุดชั้นในนางฟ้า “วิกตอเรีย ซีเคร็ต” ตลอดจนนักการเมืองและนักธุรกิจชื่อดังทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่นับรวมไปถึงการมีสายสัมพันธ์อันดีกับนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังหลายคน ดังนั้น เมื่อตกเป็นข่าวฉาวเรื่องการซื้อบริการทางเพศเด็ก กลุ่มที่เชื่อเรื่องฆาตกรรมซ่อนเงื่อนหรือการสมคบคิดจึงค่อนข้างเชื่อว่าเอปสตีนอาจจะกุมความลับสุดยอดเกี่ยวกับขบวนการค้าประเวณีในวงการชนชั้นสูง จึงถูกฆ่าปิดปากหรือบีบให้ตาย เพื่อตัดตอนไม่ให้เปิดเผยชื่อลูกค้าจิตวิตถารว่ามีใครบ้าง


 

อย่างไรก็ดี กลุ่มที่เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องของทฤษฎีสมคบคิดยืนยันว่า ถึงเอปสตีนจะเสียชีวิตแล้ว แต่ความจริงของคดีจะไม่ตายไปพร้อมกับมหาเศรษฐีนักการเงินชื่อฉาวผู้นี้ พอล บัตเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ อดีตอัยการรัฐบาลกลาง ยืนยันว่าการสอบสวนจะยังคงดำเนินต่อไป โดยจะเบนประเด็นไปที่คนที่มีชื่อถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องด้วย พร้อมกับย้ำว่าถึงเวลาที่จะกระชากหน้ากากของผู้ที่มีส่วนร่วมในข่าวฉาวนี้เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่หญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ากามระดับโลกนี้

 

 

มีคำถามหนึ่งที่ไม่เคยมีสื่อใดคิดจะขุดค้ยในช่วงที่เอปสตีนกำลังรุ่งโรจน์ นั่นก็คือเขาร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีพันล้านขึ้นมาได้อย่างไร

 

จากเด็กยากจนแถวย่านบรูคลินในนิวยอร์กที่เรียนไม่จบระดับวิทยาลัยด้วยซ้ำไป แต่อาศัยอิทธิพลของเว็กซ์เนอร์จึงได้ไปสอนที่โรงเรียนชื่อดังที่สุดในนิวยอร์ก ช่วงนั้น นักเรียนบางคนสังเกตว่าเขามีพฤติการณ์แปลกๆ ชอบเข้าหาแต่เด็กนักเรียนหญิงโดยไม่สนใจว่านักเรียนจะคิดอย่างไร ต่อมา ได้ไปทำงานที่วาณิชธนกิจแบร์ สเติร์น เป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะเปิดบริษัทของตัวเองเมื่อปี 2525 บริหารเงินของลูกค้าที่มีทรัพย์สินเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ เอปสตีนชอบโอ้อวดตัวเองว่าเป็นนักธุรกิจและนักลงทุนที่เฉียบแหลมทำให้สามารถเข้าถึงผู้นำธุรกิจและผู้นำในวงการต่างๆ รวมถึงนักลงทุนชื่อดังแห่งวอลสตรีท ตลอดจนผู้บริหารของธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ เจพีมอร์แกน ทำให้มองข้ามคำเตือนของเจ้าหน้าที่ที่แนะว่าไม่ควรปล่อยให้เอปสตีนกู้เงินอีกต่อไปเนื่องจากบัญชีมีความผิดปกติมาก

 

( บ้านของเอปสตีนที่นิวยอร์ก ) 

 

 

คนผู้หนึ่งที่สามารถให้คำตอบได้ดีที่สุดก็คือเว็กซ์เนอร์ซึ่งได้ประกาศตัดไมตรีกับเอปสตีน ทั้งๆ ที่เป็นลูกค้าที่ไว้วางใจให้เอปสตีนบริหารการเงินมานานหลายปี โดยเว็กซ์เนอร์เคยพูดสั้นๆ แต่ได้ใจความมากที่สุดว่า ทรัพย์สินของเอปสตีนมาจากการฉ้อโกง การยักยอกเงินของลูกค้า คาดว่าเว็กซ์เนอร์ถูกเอปสตีนยักยอกเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าตอนหลังเจ้าตัวจะคืนให้ แต่ก็ไม่สามารถกอบกู้ความไว้วางใจให้กลับคืนมาได้

 

 

นอกจากนี้ จากหลักฐานต่างๆ บ่งชี้ว่าเจ้าตัวยังมีรายได้นับล้านดอลลาร์ผ่านบริษัทออฟชอร์หรือบริษัทนอกอาณาเขตและมูลนิธิบังหน้าที่ตั้งขึ้นมาอย่างมีเงื่อนงำ อย่างเช่นเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 2543 มีเงิน 88 ล้านดอลลาร์ปรากฏขึ้นที่บริษัทบังหน้าของเขาที่เกาะเวอร์จิ้น

 

 

ทรัพย์สินในรูปอสังหาริมทรัพย์ของเอปสตีนกระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง ว่ากันว่าคฤหาสน์ที่แมนฮัตตันรวมทั้งคฤหาสน์หลังคาสีฟ้าดั่งสีน้ำทะเลที่เกาะส่วนตัวขนาด 70 เอเคอร์ นอกชายฝั่งเกาะเซนต์ โทมัส แถวทะเลแคริบเบียนที่ซื้อในวงเงิน 7.95 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2541 ตบแต่งอย่างแสนไร้รสนิยม มุ่งจะอวดแต่ความหรู อาทิ มีสระว่ายน้ำ 2 สระ มีสปา เป็นต้น

 

 

นอกจากนี้ เอปสตีนยังมีอสังหาริมทรัพย์ที่ฝรั่งเศส มีคฤหาสน์ที่ซาอุดีอาระเบีย อัยการหลายคนเผยว่าเจ้าตัวใช้พาสปอร์ตต่างชาติในชื่อปลอมเพื่อเดินทางไปหลายประเทศในช่วงทศวรรษ 2523 รวมไปถึงอังกฤษ สเปน ซาอุดีอาระเบีย แต่ไม่มีรายละเอียดว่าได้พาสปอร์ตของประเทศอื่นมาด้วยวิธีการใด

 

 

เอปสตีนถูกจับกุมบนเครื่องบินส่วนตัวเมื่อวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม ที่สนามบินเทเทอร์โบโร่ รัฐนิวเจอร์ซี หลังจากบินกลับจากกรุงปารีส วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ไปค้นคฤหาสน์ของเขาที่แมนฮัตตัน ยึดรูปถ่ายของหญิงสาวหรือเด็กสาวมากมาย เจ้าตัวถูกฟ้อง 2 กระทงในข้อหาค้าประเวณีผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างน้อย 6 คน บางคนอายุแค่ 14 ปี และสมรู้ร่วมคิดส่งเสริมการค้าประเวณีเด็ก ซึ่งถ้าศาลตัดสินว่าผิดจริง ก็อาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุดถึง 45 ปี

 

 

การเสียชีวิตของเอปสตีนมีขึ้นเพียงวันเดียว  หลังจากศาลนิวยอร์กเผยแพร่เอกสารหนาราว 2,000 หน้าเกี่ยวกับการซื้อประเวณีเด็กของเอปสตีนย้อนหลังไประหว่างปี 2545 และ 2548 ด้วยการหลอกล่อเหยื่อซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่เกือบ 10 คน อายุแค่ 13-14 ปี ให้ไปที่คฤหาสน์ที่แมนฮัตตัน และปาล์มบีช เพื่อสนองกามารมณ์ของตัวเองและเพื่อนฝูง เหยื่อหลายคนให้การตรงกันว่า เอปสตีนรู้ดีว่าพวกเธอเป็นผู้เยาว์และให้เงินตอบแทนหลายร้อยดอลลาร์เพื่อช่วยหาเด็กคนอื่นๆ มาร่วมด้วย

 

 

เหยื่อปากสำคัญคนหนึ่งก็คือ เวอร์จิเนีย โรเบิร์ตส์ เจฟเฟร ที่อ้างว่าเคยเป็นทาสกามของเอปสตีนตั้งแต่อายุ 16 ปี หลังจากถูกกีสเลน แม็กซ์เวลล์ วัย 57 ปี ไฮโซชาวอังกฤษ ธิดาของโรเบิร์ตส์ แม็กซ์เวลล์ อดีตราชาสื่อสิ่งพิมพ์ของอังกฤษ อดีตคนรักของเอปสตีน ผู้ผันตัวเองเป็นแม่บ้านและนางนกต่อคอยจัดหาเด็กสาวหน้าใหม่ๆ ล่อลวงแกมบังคับให้ต้องบำรุงบำเรอความสุขของเอปสตีน รวมทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจหลายคนทั้งที่เป็นชาวอเมริกันและชาวต่างชาติผู้ทรงอิทธิพล รวมไปถึง ประธานาธิบดีต่างชาติ, นายกรัฐมนตรีชื่อดังและเจ้าของเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่

 

 

 

ความที่มีลูกค้าจำนวนมากจนกระทั่งจำชื่อได้ไม่หมด ที่พอจะจำชื่อได้อาทิ บิล ริชาร์ดสัน ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีพลังงานและเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติในยุคของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน นอกจากนี้ ยังมีจอร์จ มิตเชลล์ แห่งรัฐเมน อดีตผู้นำวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา และเกลนน์ ดูบิน ผู้จัดการการเงินชื่อดัง

 

 

เวอร์จิเนีย เจฟเฟร ยังเผยว่า แม็กซ์เวลล์เป็นคนสั่งให้เธอมีความสัมพันธ์กับเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก พระราชโอรสองค์ที่สองในสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ซึ่งทรงจับหน้าอกของเธอที่งานเลี้ยงในอพาร์ตเมนต์ในแมนฮัตตัน เมื่อปี 2544 เช่นเดียวกับ น.ส.โจฮันนา โชเบิร์ก ที่ยื่นเรื่องฟ้องร้องว่าถูกเจ้าชายแอนดรูว์ลวนลามจับหน้าอก แต่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมแห่งอังกฤษแถลงปฏิเสธรายงานข้อกล่าวหานี้

 

 

นอกจากนี้ ยังมีฌ็อง ลุค บรูเนล เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัทจัดหานางแบบเอ็มซี 2 แต่บรูเนลปฏิเสธข่าวนี้ อีกคนหนึ่งก็คือเอฮุด บารัค อดีตนายกรัฐมนตรีชื่อดังของอิสราเอล ซึ่งได้ทำธุรกิจกับเอปสตีนปี 2558 ช่วงที่เอฮุด บารัค ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยเมื่อต้นปีนี้ ปรากฏว่าถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบยกเรื่องนี้มาโจมตีอย่างไม่ยั้ง กระทั่งพ่ายเลือกตั้ง

 

 

เหยื่อรายหนึ่งเป็นเด็กสาวชาวสวีเดน อายุแค่ 15 ปี ที่เผยว่าถูกทั้งเอปสตีนและแม็กซ์เวลล์ทำร้ายร่างกายและยึดพาสปอร์ตเพื่อบีบให้อยู่กับเขาที่เกาะส่วนตัว เหยื่ออีกรายเผยว่าแม็กซ์เวลล์ไม่ใช่แค่เป็นนางนกต่อ หาผู้หญิงมาป้อนเอปสตีนวันละ 3 ราย โดยอ้างว่าไปนวดแต่กลับบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย เธอยังมีส่วนในการล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงเหล่านั้นด้วย

 

 

แม็กซ์เวลล์ซึ่งหนีกลับไปที่อังกฤษเมื่อราวปี 2558 หลังจากเอปสตีนถูกจับครั้งแรก ชอบอยู่ท่ามกลางแวดวงไฮโซ เป็นเพื่อนกับเจเอฟเค.จูเนียร์ เป็นแขกไปร่วมในพิธีแต่งงานของเชลซี คลินตัน เมื่อปี 2553 มีความสัมพันธ์มายาวนานกับท่านเคานต์ของอิตาลี ชอบไปร่วมงานแฟชั่นโชว์ งานบอลสุดหรูนิวยอร์กและลอนดอน เธอเป็นคนพาเอปสตีนเข้าสู่วงสังคมหรู เป็นคนแนะนำให้รู้จักกับอดีตประธานาธิบดีคลินตันและคนดังอีกจำนวนมาก

 

หลังจากถูกจับครั้งล่าสุด เอปสตีนอาจจะตัดสินใจผูกคอตายเพื่อหนีอาย หรือจำใจต้องตายเพื่อตัดตอนคำถามเกี่ยวกับขอบข่ายของเครือข่ายการค้ามนุษย์ ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น


 

( หมายเหตุ : หัวหน้าคณะผู้ตรวจสอบทางการแพทย์ของนครนิวยอร์ก แถลงเมื่อวันศุกร์ ( 16 ส.ค.)ว่า การฆ่าตัวตายโดยการแขวนคอเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเอปสตีน แต่ทีมทนายของผู้ตายยังกังขา และจะขอสอบสวนเอง โดยขอดูวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในเรือนจำ   ) 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ