วันที่ 14 มกราคม 2564 ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) เป็นการประชุมศูนย์ป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปข.ตร.) โดยมีร่วมกับ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย

พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนนโยบายของ ศปช.ตร. ได้รับความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วนในการแจ้งเบาะแส ผ่านช่องทางต่างๆ เป็นจำนวนมาก ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งป้องกันเชิงรุก ปราบปราม ขยายผล และเฝ้าระวัง ส่งผลให้การปฏิบัติมีสถิติลดลงอย่างเป็นรูปธรรม 

โดยมีสถิติการรับแจ้งของศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191, 1599 และศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. จากเดิมมีสถิติการรับแจ้งเหตุทั่วประเทศมากกว่า 1 พันรายต่อเดือน ปัจจุบันเหลือการรับแจ้งเหตุทั้งประเทศไม่ถึง 500 รายต่อเดือน โดย ธันวาคม 2563 ล่าสุดเหลือยอดการรับแจ้งเหตุเพียง 350 รายและส่วนใหญ่จะเป็นการแจ้งเหตุขับรถส่งเสียงดังก่อความเดือดร้อนรำคาญ การรับแจ้งเหตุจากประชาชนในเรื่องการรวมตัวเพื่อแข่งรถในทางแทบจะไม่มีแล้ว

ตำรวจมั่นใจปรามแก๊งซิ่งอยู่มือ ชี้กรณีด่วนเฉลิมมหานคร กระทำผิดแค่ 11 รายไม่ใช่หลักร้อย

ในส่วนของการแข่งรถบนทางด่วนเฉลิมมหานคร เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2564 ที่ปรากฏตามโซเชียลกว่า 100 คัน สร้างความเดือนร้อนให้แก่ประชาชน เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)จราจรทางบก พ.ศ.2522 อยู่ในอำนาจสอบสวนของ กองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.) ซึ่งทางตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด

ขณะนี้ พนักงานสอบสวน บก.จร. ได้รับรายงานจากฝ่ายสืบสวน บช.น จากข้อมูลทางโซเชียล เก็บภาพจากกล้องวงจรปิด และจากพยานข้างเคียงในที่เกิดเหตุแล้ว พบว่ามีการขับรถแข่งกันบนทางด่วนจริงๆ ประมาณ 20 กว่าคัน อยู่ระหว่างออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี 

ในวันนี้ (14 มกราคม 2564) ตำรวจได้ติดตามตัวผู้ที่ร่วมกระทำความผิดจาก 11 ราย ที่มีข้อมูลจากการสืบสวน มาดำเนินคดีได้แล้ว จำนวน 1 ราย โดยได้แจ้งข้อหา “แข่งรถในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน  ขับรถไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และขับรถประมาทหวาดเสียว” ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ร่วมกระทำผิดทั้งหมดนอกจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบแล้ว จำนวน 11 ราย

ตำรวจมั่นใจปรามแก๊งซิ่งอยู่มือ ชี้กรณีด่วนเฉลิมมหานคร กระทำผิดแค่ 11 รายไม่ใช่หลักร้อย

รวมถึงการดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 9(2) ซึ่งห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย    มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะทำการยึดรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำผิด เพื่อเสนอให้ศาลสั่งริบรถยนต์ของกลางทั้งหมด และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน

นอกจากนี้แอดมินเพจที่โพสต์ชักชวน และผู้ที่มารวมกลุ่มมาดูการแข่งขัน จะมีความผิดฐานสนับสนุน ส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทางด้วย ซึ่งมีอัตราโทษเท่ากับผู้ที่ทำการแข่งรถในทาง และหากผู้กระทำผิดเป็นเด็กหรือเยาวชน บิดามารดาหรือผู้ปกครองจะถูกเรียกตัวมาเพื่อว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บนและวางข้อกำหนด หากเด็กหรือเยาวชนมากระทำผิดซ้ำบิดามารดา หรือผู้ปกครองจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2556 มาตรา 26(3),78 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งรัดติดตามตัวมาดำเนินคดีทั้งหมด

ซึ่งขอให้ประชาชนมั่นใจว่าผู้ที่ร่วมกันกระทำผิดในครั้งนี้จะถูกเรียกมาดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้สั่งการให้ บช.น. รับไปดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางมาตรการป้องกันเหตุแบบนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความพยายาม ให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปจากสังคมไทย จึงยังต้องการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว คนใกล้ชิด และสถาบันการศึกษา ต้องค่อยเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจในการแจ้งข้อมูลเบาะแสเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสได้ทางสายด่วน 1599 ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 และส่งคลิปวิดีโอแจ้งข้อมูลเบาะแสที่เกี่ยวข้องให้ตำรวจทราบ ในช่องทางเพจ เฟซบุ๊ก ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.