เด่นโซเชียล

"ไฟเซอร์" และ "แอสตร้า" ประสิทธิภาพลดลงสู้โควิดสายพันธุ์เดลต้าไม่ไหว

"ไฟเซอร์" และ "แอสตร้า" ประสิทธิภาพลดลงสู้โควิดสายพันธุ์เดลต้าไม่ไหว
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

หมอเฉลิมชัย ระบุ ประสิทธิภาพของวัคซีน "ไฟเซอร์" ลดลง 69.7% และ "แอสตร้า" ลดลง 47.3% ต้านไวรัสสายพันธุ์เดลต้าไม่ไหว

นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความลง blockdit ส่วนตัว ชื่อ “ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย”  โดยระบุว่า 
ชาวอังกฤษกว่า 3.3 ล้านคน ฉีดวัคซีนครบสองเข็ม มีประสิทธิผลในการป้องกันไวรัสเดลต้าลดลง ฉีด Pfizer เหลือ 69.7%  AstraZeneca เหลือ 47.3%

 

การเปรียบเทียบประสิทธิผลของวัคซีนในการป้องกันโรคโควิด แบ่งได้ออกเป็นสองช่วงระยะเวลา ได้แก่
1.ประสิทธิผลที่เกิดขึ้นในระหว่างการทดลองในอาสาสมัครโดยเฉพาะเฟสสาม เรียกว่า Efficacy
2.ประสิทธิผลในการฉีดวัคซีนหลังได้จดทะเบียนอนุมัติให้ฉีดในโลกแห่งความเป็นจริง( Real World ) เรียกว่า Effectiveness
โดยประสิทธิผลที่น่าเชื่อถือมากกว่าคือ Effectiveness หรือประสิทธิผลของการฉีดในโลกแห่งความเป็นจริง
วัคซีนป้องกันโควิด 2 ตัวหลัก จาก 2 เทคโนโลยี คือ
1.AstraZeneca ใช้เทคโนโลยีไวรัสเป็นตัวนำ (Viral vector)
2.Pfizer ใช้เทคโนโลยีเอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA)
Efficacy หรือประสิทธิผลการป้องกันโรคในอาสาสมัคร มีความแตกต่างกับ Effectiveness หรือประสิทธิผลการป้องกันโรคในโลกแห่งความเป็นจริงมาก
และเมื่อเริ่มมีการฉีดวัคซีนในโลกแห่งความเป็นจริง ก็มีหลากหลายรายงาน ที่มีประสิทธิผลแตกต่างกันเช่น

 

"ไฟเซอร์" และ "แอสตร้า" ประสิทธิภาพลดลงสู้โควิดสายพันธุ์เดลต้าไม่ไหว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

ที่สกอตแลนด์ จากการฉีดประชาชนกว่า 1 ล้านคน พบว่าวัคซีน AstraZeneca และ Pfizer มีประสิทธิผลในการป้องกันโรคในโลกแห่งความจริงจริงเท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้า พบว่าไวรัสดังกล่าว ทำให้ประสิทธิผลในการป้องกันโรคของวัคซีนทุกชนิดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แตกต่างไปจากไวรัสสายพันธุ์อัลฟ่า

ประเทศอังกฤษ จึงได้เก็บข้อมูลและทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบตั้งแต่ช่วง 8 ธค.63 ถึง 3 กย.64
ซึ่งมีทั้งช่วงไวรัสอัลฟ่าคือ ก่อนพฤษภาคม 2564 และช่วงไวรัสเดลต้าคือ หลัง 12 เมษายน 2564
ในที่นี้จะนำข้อมูลมาเปรียบเทียบในช่วงเฉพาะไวรัสสายพันธุ์เดลต้า เป็นสายพันธุ์หลัก
พบว่าในคนอังกฤษ 3.3 ล้านคน มีการตรวจหาเชื้อทั้งสิ้น 3.76 ล้านตัวอย่าง
แยกเป็นฉีดวัคซีน AstraZeneca 2 ล้าน และ Pfizer 1.7 ล้าน มี Moderna เข้ามาแทรกเล็กน้อย 1.2 แสน

โดยแยกวิเคราะห์ออกเป็นสามกรณีคือ
1. ประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ
Pfizer ได้ 69.7% 
AstraZeneca ได้ 47.3%
2.ประสิทธิผลในการป้องกันการป่วยหนักจนเข้าโรงพยาบาล
Pfizer ได้ 92.7% 
AstraZeneca ได้ 77.0%
3.ประสิทธิผลในการป้องกันการเสียชีวิต
Pfizer ได้ 90.4% 
AstraZeneca ได้ 78.7%
โดยการดูประสิทธิผลนั้น ดูที่ห้าเดือนหรือ 20 สัปดาห์ หลังจากฉีดวัคซีนครบสองเข็ม
ทำให้สรุปได้ดังนี้

1.ไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ทำให้ประสิทธิผลในการป้องกันโรคของวัคซีนทั้ง Pfizer และ AstraZeneca ลดลงอย่างมาก
2.ประสิทธิผลต่อการติดเชื้อชนิดแสดงอาการ ลดลงมากที่สุด
3.ประสิทธิผลในการป้องกันการป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล และการเสียชีวิต ลดลงน้อยกว่า
4. Pfizer มีประสิทธิผลในภาพรวมสูงกว่า AstraZeneca
5. ประสิทธิผลดังกล่าว กระทบกับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี  มากกว่าคนที่อายุตั้งแต่ 64 ปีลงมา
คงจะต้องดูรายงานอื่นๆประกอบไปด้วยในอนาคต แต่ในเบื้องต้น รายงานฉบับนี้ซึ่งฉีดในคน 3.3 ล้านคน ก็มีน้ำหนักที่น่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง

 

ที่มา: blockdit ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด