บันเทิง

"ต้อม ไกรวิทย์" เผยวิกฤตโควิด กระทบร้านทำผมหนักสุดในชีวิต ซ้ำโดนหมอดูทักถึงชะตาขาด

"ต้อม ไกรวิทย์" เผยวิกฤตโควิด กระทบร้านทำผมหนักสุดในชีวิต ซ้ำโดนหมอดูทักถึงชะตาขาด
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

"ต้อม ไกรวิทย์" เผยวิกฤตโควิด-19 กระทบธุรกิจร้านทำผมอ่วมหนักสุดตั้งแต่ทำผมมา 10 ปี เผยถูกหมอดูทักแรงถึงชะตาขาด

เป็นอีกคนคุณภาพในวงการบันเทิงที่มีความสามารถทั้งในด้านการร้องเพลงและการแสดง สำหรับ “ต้อม ไกรวิทย์” ที่มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561

 

"ต้อม ไกรวิทย์" เผยวิกฤตโควิด กระทบร้านทำผมหนักสุดในชีวิต ซ้ำโดนหมอดูทักถึงชะตาขาด

โดย “ต้อม ไกรวิทย์” เปิดใจ 10 ปีที่ห่างหายจากวงการบันเทิงไปนาน เพราะได้ย้ายไปอยู่กับคู่ชีวิตที่ แคนาดา แต่เพราะด้วยเหตุของครอบครัวจึงได้ย้ายกลับมาอยู่ที่ไทย และปักหลักทำอาชีพในฝันเปิดร้านทำผมมากว่า 10 ปี แต่เพราะวิกฤตโควิดร้านทำผมที่เปิด ได้รับผลกระทบอย่างหนักสุดๆ และเผยถูกทักเรื่องดวงแรงถึงขนาดชะตาขาด

ตอนนั้นทำไมถึงคิดหันหลังให้กับวงการบันเทิงไปต่างประเทศ แล้วก็มาเปิดร้านทำผม? 

“ตอนนั้นงานของเราน้อยลง เราก็ต้องยอมรับด้วย ตอนหลังต้อมไปทำเพลง ร้องเพลงกับ เจี๊ยบ นนทิยา ด้วยเราทำวงกันมีโชว์ทุกวันทุกคืนไม่มีวันหยุด ถามว่าเรามีความสุขกับงานแสดงไหม เราก็มีความสุขนะคะ แต่ว่าพอถึงจุดหนึ่งดารารุ่นต้อมก็มีเยอะ งานของเราตรงนั้นก็ลดลง ยิ่งพอเราไปร้องเพลงอีกแล้วงานเพลงเยอะ งานทางด้านการแสดงการหายไปอีก ก็เลยคิดว่าเบรกตัวเองไหม แล้วเราก็คุยกับแฟนว่า ต้องคิดต้องมองแล้วว่าอนาคตเราจะอยู่ตรงไหนเพราะแฟนของเราไม่ใช่คนไทย เราเลยหยุดพักทุกอย่างแล้วไปอยู่ที่แคนาดากันก่อน ก็ไปอยู่ที่นั่นมาประมาณ 10 ปี ไปเรียนทำผมที่นั่นเลย

ตอนแรกคิดว่าจะไปร้องเพลง แต่ปรากฎว่าธุรกิจอุตสาหกรรมเอ็นเตอร์เทนที่นั่นเขาไม่เหมือนเรา เราเลยคิดว่ามันยากเกินไปในความพยายามของเรา มันเหนื่อยมาก ไม่สนุกเลย พอเราไปเห็นโปรแกรมตัดผม เราเลยคิดไปเรียนไว้ก่อนดีกว่ายังไงก็สามารถมาตัดให้กับแฟนได้ แต่เรายิ่งเรียนเรายิ่งชอบเพราะเราก็รู้สึกตัวตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ชอบทำผมแต่มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น แต่พอเราได้ไปเรียนได้ไปลงมือทำ เราก็เจอทางเราเลยเปิดร้านเลยตอนนั้น ซึ่งเมืองนอกจะเปิดร้านเขาก็บอกว่าต้องสะสมลูกค้าให้โอเคก่อนถึงจะเปิดร้านได้ แต่เราไม่ได้คิดแบบนั้นเราคิดในทางของคนเอเชียเป็นแล้วเปิดเลย แต่จริงๆ ก็เป็นดวงของเรา เปิดแล้วเราดูแลลูกค้าดี ลูกค้าเลยติดเร็วมากๆ แล้วมาถึงจุดหักเหคือ เราต้องมาเมืองไทยเพราะว่าเราคุยโทรศัพท์กับคุณแม่แล้วรู้สึกแปลกๆ แล้วด้วยความที่เราคิดถึงเมืองไทย คิดถึงการร้องเพลงอยู่เลยคิดว่าถ้าเรายังช้ากว่านี้เราก็จะแก่ลงกว่านี้เราเลยกลับมาที่เมืองไทย”

ธุรกิจหลักนอกจากการร้องเพลงที่ก่อนหน้านี้ยังเห็นมีอยู่คือ คอนเสิร์ตที่มีเรื่อยๆ และร้านทำผม Sukho Salon? 

“ร้านทำผมเปิดมาแล้ว 10 ปีค่ะ แต่พอมาเจอโควิดรอบที่หนึ่งถึงหนักแต่ว่าเราก็ยังพอไปได้ยังดูแลลูกน้อง ยังไปได้เพราะว่ามันเป็นช่วงสั้นๆ ไม่นานมากเพราะว่าช่วงนั้นมันมีการปิดล็อกดาวน์ด้วย เราไม่ต้องเสียค่าเช่าด้วย เราก็ดูแลแค่ลูกน้อง ซึ่งเราก็ดูแลเรื่องอาหารการกินแต่อาจจะไม่ได้มีเงินทองให้ พอมารอบที่สองเราก็พอที่จะช่วยค่าใช้จ่ายได้บ้าง แต่เด็กบางคนก็ถอยกลับไปอยู่ต่างจังหวัดเหมือนเราก็ลดภาระไปโดยปริยาย แต่รอบที่สาม คือรอบนี้เลยเราถูกบังคับให้เปิดต้องใช้คำนี้เลยเพราะเป็นคำสั่งที่เราปิดไม่ได้ คือ เราอยากปิด ซึ่งเราคุยกับห้างคือเราสามารถปิดก็ได้แต่ต้องจ่ายค่าเช่า เพราะรัฐบาลเขาให้ปิดและเขาไม่ให้เราทำพวกที่ใช้สารเคมี ห้ามทำสีผมตรงนั้นคือไม่ได้ แต่ตรงนั้นคือรายได้หลัก ให้เราทำได้แค่สระไดร์ ผู้หญิงช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมาสระเพราะว่าเขาไม่ได้ไปไหน ส่วนผู้ชายเขาก็สามารถตัดผมของเขาได้ด้วยตัวเขาเองแต่ก็มีผู้ชายที่มาตัดผมอยู่บ้างนะคะ แต่เขาก็กลัวอีกที่จะมาห้างเขาเลยตัดใกล้ๆ บ้านเขาก่อน”

ตอนนี้ทำยังไงกับร้านที่เปิดอยู่? 

“ทำค่ะ เราก็ทำไปตามปกติแล้วก็ใช้วิธีการทำงานแบบออนเซลล์มากขึ้น คือการโทรศัพท์หาลูกค้าว่าตอนนี้ที่ร้านเรามีมาตรการยังไงบ้าง ปลอดภัยนะคะ ให้ลูกค้าได้สบายใจและกล้าที่จะมาทำผมที่ร้านสามารถจองได้ เราสามารถจัดเวลาให้มาทำโดยที่ไม่ทับซ้อนกัน ซึ่งต้องบอกเลยว่าจะว่าโชคดีก็โชคดี จะโชคร้ายก็มีเข้ามาเพราะว่าที่เราเปิดมาทั้ง 3 สาขา สัญญาคือหมดไล่เลี่ยกัน ซึ่งบางที่ก็หมดแล้ว ทางห้างเขาก็อยากให้เราต่อแต่เราดูจากสถานการณ์แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ส่วนที่เอสพลานาดยังเหลืออีก 2 เดือน เขาก็เรียกเราคุยแต่เราก็รู้สึกว่ามันจะเรื่องยาว เพราะว่าค่าเช่าในห้างมันก็จะประมาณหกหลัก ตอนนี้ความตั้งใจของเราเลยตั้งใจว่าจะหยุดทุกอย่าง หมดก็หยุดไม่ได้ไปต่อเพราะเราไม่อยากเครียด พูดง่ายๆ คือ เราอยากกลับมาตั้งหลักก่อน แต่ก็มีเพื่อนที่เขาเปิดร้านอยู่แล้วเขาก็ให้เราเข้าไปทำร่วมกับเขาแต่เราด้วยเรื่องการทำธุรกิจเราก็ต้องคิดมากๆ เพราะเราไม่อยากทะเลาะ แต่ก็มีอีกที่ที่เรากำลังดูอยู่เพราะว่าเป็นของเพื่อนที่มาจากแคนาดาแล้วเขาก็มาเปิดธุรกิจแล้วบังเอิญในส่วนของผมไม่มีคนทำ เพราะเขาเคยทำแล้วจ้างคนมาทำแล้วไม่รอดอาจจะแบ่งกันคือ เขาทำในส่วนของสปา ส่วนของเราคือทำให้ส่วนของผม”

 

"ต้อม ไกรวิทย์" เผยวิกฤตโควิด กระทบร้านทำผมหนักสุดในชีวิต ซ้ำโดนหมอดูทักถึงชะตาขาด

ต้องบอกว่าต้อมไม่ได้มีบ้านที่เมืองไทยอย่างเดียว แต่มีบ้านอยู่ที่แคนาดาด้วยคิดจะกลับไปที่โน้นไหม? 

“คิดค่ะ เพราะว่ามิตรภาพของเพื่อนๆ เราที่เจอตอนที่ไปอยู่ที่แคนาดามา 10 ปี คือ มิตรภาพที่ดีมากๆ เพราะทุกคนที่เรารู้จักที่แคนาดา ทุกคนไปใช้ชีวิตที่ดิ้นรนที่นั่นเหมือนกับเรา มันเลยเป็นการรู้จักกับเขาที่แท้จริง ด้วยใจกันจริงๆ เป็นอะไรที่ผูกพันกันจริงๆ เราคิดว่าถ้าเรากลับไปที่โน้นเราเริ่มต้นไม่ยาก เพราะทุกวันนี้ที่เราอยู่ตรงนี้เพราะว่าคุณพ่อสุขภาพเขาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ซึ่งต้องบอกเลยว่าโควิดครั้งนี้มันกลับมาสอนอะไรในชีวิตของเราเยอะมากว่า สุขภาพของเราคือเรื่องใหญ่ แล้วดูสิคนที่เป็นภาพหดหู่มากเลย จากคนสนิทที่ใกล้ตัวนะคะ สามีเขาเป็นโควิด แล้วภรรยาก็ต้องถูกกักตัวไปเผาศพไม่ได้ เราเห็นแล้วรู้สึกพูดไม่ออกเลย แล้วเรามองย้อนมาถ้าเป็นตัวเราจะทำยัง เป็นยังไง”

แล้วที่ทำให้เราวิตกกังวลไปอีก เพราะมีคนเข้ามาทักเราอีกว่า ช่วงนี้จะเจอวิบากชีวิต? 

“หมอดูเขาทักเราว่า เราจะชะตาขาด ซึ่งคนนี้เขาคือคนที่พี่ต้อมคอยปรึกษา เขาจะไม่ได้เหมือนหมอดูทั่วไป เขาจะเปิดตำราโหราศาสตร์โบราณ ซึ่งจริงๆ ที่เราโทรหาเขาคือ เราจะปรึกษาเรื่องธุรกิจเปิดดีไหมปิดดีไหม แล้วเขาก็ทักขึ้นมาว่าปี 2564 ระวังด้วยนะครับ จะล้มหมอนนอนเสื่อหนักมาก เราก็ถามหนักมากยังไง เราจะตายไหม เขาก็บอกมาว่าหนักมากครับ อาจจะต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษา เขาก็บอกเราแค่ว่าดูแลตัวเองเยอะๆ นะครับ”

แล้วเขาบอกถึงวิธีการแก้เคล็ดไหม? 

“เขาพูดแบบนี้ มนุษย์เราก็จะมีวงจรกรรมของตัวเองอยู่แล้ว แต่พี่ต้อมจำไว้นะครับ ถ้าสัญชาตญาณของตัวเองบอกให้ทำอะไรก็ไปทำอย่างนั้น เราพอได้ฟังก็เครียดมากจนไม่ไหวชนิดที่ว่าเอาเถอะตายก็ตายแล้วกัน แต่ว่าขอให้ตายดีๆ ทำในสิ่งดีๆ ก็เลยเอาข้าวกล่องไปให้บุคลากรทางการแพทย์เมื่อโควิดรอบสองแล้วทางคุณหมอเขาก็พาเราไปดูตึกมูลนิธิของโรงพยาบาลเด็ก ก็ปรากฏว่าเด็กที่คลอดออกมาแล้วไม่สมประกอบรอการรักษาเยอะมาก เราก็ทำบุญทำคอนเสิร์ตเพื่อช่วยเหลือเลย จนล่าสุดเราก็โทรกลับไปถามที่โรงพยาบาลอีกครั้ง อยู่ดีๆ เราก็นึกขึ้นมาว่าอยากจะโทรว่าอยากได้ความช่วยเหลืออะไรบ้างไหม เขาบอกว่าดีจังเลยที่เราโทรมาเพราะเตียงคนไข้เต็มหมดแล้วกำลังจะดัดแปลง ห้องประชุมมาใส่เต็นท์ความดันลบ แล้วก็ซื้อชุด PPE เราก็เลยยกหูหาเพื่อนๆ เขาต้องการเพียงสองแสนบาทเท่านั้นเองและการทำบุญกับต้อม คือสบายใจได้เลยนะ เพราะว่าทุกอย่างมีใบเสร็จจากทางโรงพยาบาลทุกอย่าง เราเป็นเพียงแค่คนกลางที่ช่วย เราก็ทำสำเร็จพอได้ครบตามจำนวน อย่างหนึ่งเลยเรารู้สึกดี โดยที่เราก็ไม่ได้อะไรแล้วสักพักน้องคนนี้ที่ดูดวงให้เราก็โทรมาอีก ไม่รู้ว่าพี่ทำอะไรแต่สิ่งที่พี่ทำดีมากแล้ว ต่อไปนี้อะไรที่หนักจะกลายเป็นเบาหมดแล้วนะครับ ทำต่อไปถ้ารู้สึกแบบนี้ก็ให้เราทำต่อไป”

คอนเสิร์ตจัดไม่ได้เลย คิดว่าจะจัดคอนเสิร์ตเป็นแบบออนไลน์? 

“ใช่ คือ ตอนนี้เป็นโปรเจ็กต์ที่เราวางเอาไว้มีศิลปินหลายท่านเลยค่ะ ตอนแรกจะมีวันที่ 6 มิถุนายน ก็ต้องเลื่อนเป็นวันที่ 28 มิถุนายน เป็นคอนเสิร์ตการกุศลนะคะ ดูทางออนไลน์และใครที่จะบริจาคตามแรงกำลังของเราเลยค่ะ เราก็ตั้งใจที่จะทำตรงนี้ช่วยเหลือไปเรื่อย และอีกอย่างหนึ่งคือเราได้กลับมาร้องเพลงด้วย เป็นการร้องเพลงที่สร้างบุญบารมีให้กับทุกคนด้วย ไม่ขออะไรมากขอแค่ทุกคนไม่ป่วย ไม่เสียคนที่เรารักไป เพราะมันเป็นอะไรที่สุดในชีวิตแล้ว”

 

"ต้อม ไกรวิทย์" เผยวิกฤตโควิด กระทบร้านทำผมหนักสุดในชีวิต ซ้ำโดนหมอดูทักถึงชะตาขาด

logoline