งานวิจัย: จุดเชื่อมต่อชนบทไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เศรษฐกิจ   20 ส.ค. 2561

เมื่อวันที่ 28 -30 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา มูลนิธิมั่นพัฒนา ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมมือจัดงานเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการพื้นที่ชนบทไทย โอกาสและความท้าทายของนักวิจัยรุ่นใหม่ (TSDF –TRF SUSTAINABILITY FORUM 2018)ขึ้น ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาชนบทไทย พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนนักวิจัยให้มีความรู้ ประสบการณ์ และเครื่องมือในการทำงานเชิงพื้นที่ พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการสร้างงานวิจัยที่ช่วยแก้ปัญหาและส่งเสริมให้พื้นที่ชนบทเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนซึ่งภายในงานมีช่วงเสวนา งานวิจัย: จุดเชื่อมต่อชนบทไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยได้รับเกียรติจากนักวิชาการ นักวิจัยระดับอาวุโส ที่มีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ เพื่อเปิดมุมมองให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงการนำเอาความเชี่ยวชาญของตนเองไปเชื่อมต่อ และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

4แนวทาง สู่งานวิจัยและชนบทไทยที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์  อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติถ่ายทอดประสบการณ์จากการทำงานวิจัย และการประเมินผลงานวิจัยทั่วประเทศมากว่าหลายสิบปี โดยชี้ให้เห็นถึงกระบวนการทำงานวิจัยที่จะสามารถเชื่อมต่อชนบทไทยให้เกิดพลังได้นั้น นักวิจัยต้องทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของชนบทในปัจจุบัน พร้อมทั้งต้องอาศัยคอนเซ็ปต์ในการทำงาน เพื่อให้สามารถโฟกัสในสิ่งที่นักวิจัยกำลังศึกษาได้อย่างตรงประเด็น และไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้คอนเซ็ปต์ดังกล่าวประกอบไปด้วย 4 เรื่องสำคัญ ดังนี้พื้นที่ความรู้(เชิงซ้อน) ก่อนอื่นนักวิจัยต้องทำความเข้าใจว่าพื้นที่ความรู้นั้นแตกต่างจากองค์ความรู้ที่เรามักพูดกัน เพราะพื้นที่ความรู้อาจยังไม่มีการรวบรวมหรือถูกสร้างให้เป็นองค์ความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมชนบทที่มีความรู้อยู่หลายชุดด้วยกันเพราะความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่ที่มีอยู่แต่ยังไม่ชัดเจน ความรู้เหล่านี้เป็นความรู้แบบไม่สำเร็จรูป กล่าวคือนักวิจัยต้องเข้าไปทำความเข้าใจความรู้เหล่านั้นว่าความรู้ไหนที่ไปศึกษาแล้วสามารถนำมาใช้ได้หรือส่วนไหนไม่ควรนำมาใช้ เนื่องจากพื้นที่ชนบทถือเป็นจุดปะทะความรู้ มีพื้นที่ช่วงชิงความหมายความรู้ที่แตกต่าง มีการต่อรองและมีความหลากหลาย จึงต้องศึกษาความรู้นั้นๆ และเลือกนำมาใช้ให้เหมาะสม การหาโฟกัสหรือเป้าหมายจะเป็นส่วนช่วยให้นักวิจัยรู้ว่าตนเองควรศึกษาเรื่องเหล่านั้นในพื้นที่ใด อีกสิ่งสำคัญที่นักวิจัยต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาความรู้ก็คือ การไม่ติดกับเรื่องของ “วาทกรรม”ที่มักนิยามความรู้ ความเข้าใจตามศาสตร์ของแต่ละสาขา จนนำไปสู่การครอบงำทางความคิดกลไกการขับเคลื่อนความรู้  นักวิจัยต้องสามารถมองภาพชนบทให้เห็นเป็นเชิงซ้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการเกษตรก็ไม่สามารถใช้เรื่องของอินทรีย์ในการเพาะปลูกได้เพียงอย่างเดียว หรือตลาดของชาวบ้านก็ไม่ใช่แค่ตลาดนัดเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้การมองภาพหรือการตัดสินเรื่องต่าง ๆ ต้องอาศัยการมองเชิงซ้อนตามพื้นที่องค์ความรู้ และนักวิจัยก็มีบทบาทเข้าไปช่วยให้กลไกลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวซึ่งอาจจะมีอยู่แล้วเกิดการเชื่อมต่อ ให้สามารถดำเนินไปได้อย่างบูรณาการร่วมกันปฏิบัติการของการต่อรองความรู้นักวิจัยกับชาวบ้านอาจร่วมกันศึกษาความรู้ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ที่ชัดเจน เมื่อมีการพัฒนาจากหน่วยงานภาครัฐเข้ามา ชาวบ้านก็สามาถใช้ข้อมูลความรู้เหล่านี้เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์กับพื้นที่มากที่สุด การบูรณาการความรู้ข้ามพื้นที่การวิจัยเชิงพื้นที่ชุมชนเริ่มมีข้อจำกัด เพราะบางเรื่องไม่สามารถยึดโยงอยู่กับพื้นที่ของตนเองเพียงอย่างเดียวได้อีกแล้ว ดังนั้นการวิจัยพื้นที่ชนบทต้องทำในหลายระดับ ทั้งระดับพื้นที่ ระดับเครือข่าย และระดับบูรณาการ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมเพราะไม่สามารถทำได้โดยนักวิจัยเพียงคนเดียวอีกทั้งยังต้องสร้างเครือข่ายและบูรณาการข้ามพื้นที่ โดยมีแนวทางดังนี้1) การเสริมความรู้จากโครงการวิจัยขนาดใหญ่ระดับชาติ 2) การเข้าร่วมกับเครือข่ายด้านทรัพยากรต่างๆ3) การอาศัยกลุ่มที่ชาวบ้านรวมตัวในการพัฒนากันอย่างเข้มแข็งอยู่แล้ว 4)การใช้ความรู้ที่ชาวบ้านมีการทดลองหรือจากศูนย์การเรียนรู้ที่มีอยู่ก่อนแล้ว มาช่วยสนับสนุน หากนักวิจัยสามารถทำตามคอนเซ็ปต์ดังกล่าวได้ จะทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนงานและแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างสำเร็จ

คำนึงถึงความเชี่ยวชาญ สร้างงานจากการสร้างสัมพันธ์

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปิยะวัติ บุญ-หลง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า งานวิจัยที่จะทำให้เกิดผลมี 2 ประเภท คือ ทำให้ครบวงจรในครั้งเดียว และ การเข้าไปสังกัดเครือข่ายวิชาการขนาดใหญ่ที่มีการทำวิจัยและมีข้อมูลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างให้ชาวบ้านสามารถจัดการตนเองได้ ซึ่งนั่นไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาตนเองเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการที่ชาวบ้านมีความสามารถในการดึงทรัพยากรจากที่อื่นเข้ามาช่วยงานให้เกิดความสำเร็จได้ จึงเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของนักวิจัยในการเข้าไปทำงานชุมชน

ทั้งนี้ปัญหาที่นักวิจัยรุ่นใหม่มักพบเมื่อเริ่มลงชุมชนก็คือ การเจอโจทย์ที่หลากหลายและไม่รู้ว่าจะเลือกโจทย์เหล่านั้นได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจึงจำเป็นที่จะต้องกลับมามองถึงความถนัดและความเชี่ยวชาญของตนเองเป็นหลัก เพราะถึงแม้ว่าชุมชนจะมีปัญหาหรือสถานการณ์เดียวกันก็ตาม แต่นักวิจัยที่มาจากคนละสาขาวิชาหรือมีความถนัดที่แตกต่างกัน ก็ย่อมที่จะเห็นโจทย์แตกต่างกันเสมอ ยกตัวอย่างเรื่องของการทำมาหากิน หรือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมนักวิจัยที่มาจากสายวิทยาศาสตร์และสายสังคมศาสตร์ ก็มองโจทย์กันคนละประเด็น ด้วยเหตุนี้ตัวนักวิจัยต้องชัดเจนแล้วว่าตนเองจะเลือกสิ่งใดมาทำงานวิจัย และต้องอาศัยความชัดในหลักวิชาการนั้น เพื่อที่จะสามารถเข้าไปเติมเต็มพื้นที่ความรู้ได้อย่างสมเหตุสมผลและเกิดประโยชน์กับชาวบ้านมากที่สุด นอกจากนั้นปัจจัยที่จะนำมาสู่ความสำเร็จของงานวิจัยที่ยั่งยืนคือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนเป็นสิ่งที่นักวิจัยต้องคำนึงถึงและให้ความสำคัญมากกว่าการที่จะคิดเข้าไปแก้ปัญหา หรือไปสร้างความก้าวหน้าทางผลงานวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการเข้าไปทำงานชุมชนเพื่อให้สามารถสร้างงานวิจัยที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา และความสมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เพื่อให้นักวิจัยสามารถเห็นโจทย์ที่ลึกขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นที่จะทำให้ชาวบ้านอยากร่วมทำงานไปกับนักวิจัย

       เราทำงานเพื่อสร้างความสัมพันธ์ไม่ใช่ทำงานเพื่อแก้ปัญหาอย่างเดียว นักวิจัยต้องปรับวิธีคิดก่อนไม่ใช่การเข้าไปแค่หกเดือน หรือปีเดียว พอได้ข้อมูลได้งานแล้วก็กลับออกมาเราก็จะได้ผลงานที่ฉาบฉวยแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์กับพื้นที่ มิหนำซ้ำยังอาจจะเกิดโทษกับชุมชนเสียด้วยซ้ำ”

สร้างระบบพี่เลี้ยง ลดความเสี่ยงในการวิจัย

รองศาสตราจารย์ ดร.อาวรณ์ โอภาสพัฒนกิจ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการและรับใช้สังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้คำแนะนำแก่นักวิจัยรุ่นใหม่ไว้ 3 เรื่อง เรื่องแรกการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่ มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีพี่เลี้ยงในการพาลงไปทำงานเพื่อที่จะทำให้สร้างความสัมพันธ์ และสามารถทำงานกับชุมชนพื้นที่ได้ดีขึ้น โดยในมหาวิทยาลัยเองก็มีนักวิชาการนักวิจัยที่มีประสบการณ์ในการทำงานเชิงพื้นที่อยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงแหล่งทุนส่วนใหญ่ก็มีผู้ประสานงานอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้ว ดังนั้นนักวิจัยรุ่นใหม่ต้องหาคนเหล่านี้ให้เจอ เรื่องที่สอง การลงไปทำงานวิจัยในพื้นที่ นักวิจัยต้องปรับวิธีคิดจากการที่จะลงไปแก้ปัญหา ให้เป็นการลงไปเรียนรู้ชุมชน เพื่อกลับมาวิเคราะห์ว่าเราจะสามารถนำความรู้ความเชี่ยวชาญไปสนับสนุนในเรื่องใดได้บ้าง และเรื่องสุดท้ายคือ การลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอจะทำให้นักวิจัยสามารถค้นพบตัวจริงเสียงจริง ซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ในการทำงานวิจัยได้

“การเข้าพื้นที่ของนักวิจัยส่วนใหญ่อาจเริ่มจากการผ่านผู้นำอย่างเป็นทางการ เช่น อบต. อบจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หากนักวิจัยลงพื้นที่เพียงครั้งเดียว ก็จะทำให้รู้จักแค่ว่าใครเป็นใครแต่สิ่งที่นักวิจัยจะต้องหาให้เจอก็คือในในกรอบปัญหาที่เราจะไปร่วมแก้ไขใครคือตัวจริงเสียงจริงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น”

เพื่อให้นักวิจัยที่เข้าร่วมกิจกรรมได้นำเอาความรู้และแนวคิดที่เป็นประโยชน์ไปประยุกต์ใช้จริง ทางคณะผู้จัดงานจึงนำนักวิจัยลงพื้นที่ตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูนพร้อมทั้งตั้งโจทย์ในการศึกษาพื้นที่ชุมชน ให้นักวิจัยได้เรียนรู้กระบวนการทำงานเชิงพื้นที่ และสามารถบูรณาการองค์ความรู้ในการทำงานร่วมกันได้ สามารถติดตามรายละเอียดและผลการดำเนินงานเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์เวทีมั่นพัฒนาฉบับถัดไป และทางเว็บไซต์ของมูลนิธิมั่นพัฒนา www.tsdf.or.th


เปิดอ่าน 218
Recommended ที่เกี่ยวข้อง