กลับหน้าแรก
ในหลวง-พระราชินีเสด็จฯในการประกาศพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เมื่อเวลา 16.12 น. วันที่ 3 พฤษภาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระราชินี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ โดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจุดเทียนพระมหามงคล 1 คู่ ตั้งอยู่บนธรรมาสน์ศิลา, เทียนเท่าพระองค์ในตู้ข้างธรรมาสน์ศิลา ด้านพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ เทียนเท่าพระองค์ในตู้ข้างธรรมาสน์ศิลา ด้านพระพุทธเลิศหล้านภาไลย จากนั้นทรงจุดธูปเทียนท้ายที่นั่งพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองใหญ่หน้าธรรมาสน์ศิลา และเสด็จออกจากพระอุโบสถไปประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ประทับรอที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พร้อมด้วย คุณพลอยไพลิน เจนเซน คุณเดวิด วีลเลอร์ และคุณสิริกิติยา เจนเซน เฝ้ารับเสด็จ

เวลา 16.36 น. รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ 45 รูป ขึ้นนั่งบนอาสน์สงฆ์ ทรงจุดเทียนและเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูป ประจำพระชนมวารรัชกาลที่ 1-9 ที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ มหาดเล็กเชิญพระแสงดาบคาบค่ายตามเสด็จ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังหอพระธาตุมณเฑียร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิและพระอัฐิสมเด็จพระบรมราชบุพการี ทรงกราบถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ

ต่อมา เสด็จพระราชดำเนินออกจากหอพระธาตุมณเฑียร เข้าพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงประเคนพัดรองที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ แล้วทรงยืนประเคนพัดรองที่ระลึกฯ แด่รองสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะจนครบ 95 รูป จากนั้น ประทับพระอาสน์ ทรงศีล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายศีลจบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณพร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราช ทางพระทวารเทวราชมเหศวรไปที่ตู้เทียนชัย ในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

เวลาพระฤกษ์ 16.19-18.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจิมเทียนชัย ทรงรับเทียนชนวนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทรงจุดไฟจากโคมไฟฟ้า ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน แล้วทรงถวายเทียนชนวนแด่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงรับเทียนชนวนแล้วบริกรรมคาถา แล้วทรงจุดเทียนชัยในตู้เทียนชัย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราช พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพระราชพิธี เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเทียนชนวน ทรงจุดเทียนชนวนจากโคมไฟฟ้า แล้วพระราชทานเทียนชนวนแก่รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพระราชพิธี เชิญไปจุดบูชาพระมหาเศวตฉัตร 10 แห่ง ได้แก่ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย, พระที่นั่งไพศาลทักษิณ, พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท, พระที่นั่งอนันตสมาคม, พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท, พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน 2 องค์, ปราสาทพระเทพบิดร, ห้อง ว.ป.ร.พระที่นั่งอัมพรสถาน, พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเชิญไปจุดบูชาที่ปูชนียสถานสำคัญ 9 แห่ง

จากนั้น เจ้าพนักงานศุภรัต อาราธนาพระปริตร พระพรหมมุนี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม อ่านประกาศพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระสงฆ์ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ 30 รูป และในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย 45 รูปเจริญพระพุทธมนต์

เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ที่พระหัตถ์ด้วยพระมหาสังข์ ทูลเกล้าฯ ถวายใบมะตูมทรงทัด ทูลเกล้าฯ ถวายใบสมิต (ใบมะม่วง 25 ใบ 1 ช่อ ภยันตราย) ทรงรับแล้วทรงปัดพระองค์แล้วพระราชทานคืน ทูลเกล้าฯ ถวายใบสมิต (ใบทอง 32 ใบ 1 ช่อ อุปัทวันตราย) ทรงรับแล้วทรงปัดพระองค์แล้วพระราชทานคืน ทูลเกล้าฯ ถวายใบสมิต (ใบตะขบ 96 ใบ 1 ช่อ โรคันตราย) ทรงรับแล้วทรงปัดพระองค์แล้วพระราชทานคืน

จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประเคนผ้าไตรและย่ามที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แด่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ แล้วทรงยืนประเคนผ้าไตรและย่ามที่ระลึกฯ แก่รองสมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะ จนครบ 95 รูป พระสงฆ์ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

ต่อมาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเงิน เทียนทอง บูชาพระสยามเทวาธิราช เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะเทวดารักษาพระมหาเศวตฉัตร และทรงจุดเทียนที่บัตรเทวดานพเคราะห์ เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะเทวดารักษาพระมหาเศวตฉัตร เสด็จพระราชดำเนินออกจากพระที่นั่งภัทรบิฐไปยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ผู้ที่จะถวายน้ำอภิเษกในวันรุ่งขึ้น และโหรหลวงประจำทิศ เข้าประจำที่รอบพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ระหว่างนั้น ผู้ที่จะถวายน้ำอภิเษกจุดเทียนบูชาพระแท่นอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ โหรหลวงจุดเทียนปักที่ขันสาครแล้วมานั่งสวดบูชาเทวดานพเคราะห์ประจำทิศ กับผู้ที่จะถวายน้ำอภิเษก

เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ 5 รูป ขึ้นนั่งบนพระแท่นราชบรรจถรณ์ ในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเข้าห้องบรรทมในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่บนพระแท่นราชบรรจถรณ์ ประทับพระราชอาสน์ ณ ห้องกลาง ทรงสวมพระมหามงคล ทอดถวายไว้บนโต๊ะ พระสงฆ์ 5 รูป ซึ่งนั่งบนแท่นราชบรรจถรณ์เจริญพระพุทธมนต์ เฉลิมพระราชมณเฑียร จบ ทรงเปลื้องพระมหามงคลแล้ว พระสงฆ์ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ บนพระแท่นราชบรรจถรณ์ เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าพระแท่นมณฑล และที่หน้าพระสยามเทวาธิราช เสด็จลงจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทางพระทวารเทวราชมเหศวร ไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบพระพุทธรูปที่หน้าพระที่นั่งบุษบกมาลา เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดเทียนเงิน เทียนทอง เครื่องบูชากระบะมุก ณ พระแท่นสวดภาณวาร พระสงฆ์นั่งปรกและสวดภาณวารตลอด แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

• พสนิกรปีติ“ทรงพระเจริญ”กึกก้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณข้างพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีพสกนิกรพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองมารอรอรับเสด็จในการพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก พร้อมกับเปล่งเสียงทรงพระเจริญอย่างกึกก้อง

• โปรดเกล้าฯเชิญพระสุพรรณบัฏ
เมื่อเวลา 09.56 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง เชิญพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกรประจำรัชกาล จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาขึ้นพระราชยานกง ที่หน้าประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีขบวนเครื่องสูง กลองชนะและคู่แห่ แห่ไปยังหน้าพระทวารเทเวศรรักษา แล้วเชิญเข้าทางพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อไปประดิษฐาน ณ พระแท่นมณฑล ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ

สำหรับริ้วขบวนแห่พระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และพระราชลัญจกร มีการจัดขบวนประกอบด้วย ส่วนนำริ้ว มี 1 ตอนการเดิน ได้แก่ ตอนเครื่องประโคม เป็นริ้วขบวนเชิญเครื่องดนตรีตามโบราณราชประเพณี ประกอบไปด้วย ริ้วเชิญกลองชนะทอง, กลองชนะเงิน, แตรฝรั่ง, แตรงอน, สังข์ ปี่ และเปิง

ส่วนพระราชยาน ประกอบด้วย 3 ตอนการเดิน ได้แก่ ตอนเครื่องสูงหน้า, ตอนพระราชยาน และตอนเครื่องสูงหลัง โดยตอนเครื่องสูงหน้า เป็นริ้วขบวนเชิญฉัตรเครื่องสูงประกอบพระบรมราชอิสริยยศ ซึ่งเชิญอยู่ด้านหน้าพระราชยานกงทรงพระสุพรรณบัฏ ได้แก่ ฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวด 7 ชั้น 2 องค์, ฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวด 5 ชั้น 6 องค์, บังแทรก เชิญแทรกอยู่ระหว่าง ฉัตร 4 คัน และพระแสงหว่างเครื่องหน้า 6 องค์ โดยจัดตอนการเดิน เป็น 3 สาย ได้แก่ ริ้วเครื่องสูงทองแผ่ลวดหน้าขวา ริ้วเครื่องสูงทองแผ่ลวดหน้าซ้าย และริ้วมหาดเล็กเชิญพระแสงหว่างเครื่องหน้า เดินเป็นสายกลาง ระหว่างริ้วขบวนขวาและซ้าย

• พระราชทานอภัยโทษผู้ต้องราชทัณฑ์
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2562 ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่าในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป

สำหรับผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ ต้องมีตัวอยู่ในความควบคุมของทางราชการหรือถูกกักขังไว้ในสถานที่หรือที่อาศัยที่ศาลหรือทางราชการกำหนดในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับติดต่อกันไปจนถึงวันที่ศาลออกหมายสั่งปล่อยหรือลดโทษ หรือนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปล่อยหรือลดโทษตามท่ี่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ เว้นแต่ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับและผู้ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติ

ทั้งนี้ พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ มีทั้งสิ้น 20 มาตรา อย่างไรก็ตามได้ระบุบัญชีลักษณะความผิดแนบท้ายไว้ 10 กลุ่มความผิด ซึ่งมีผลทำให้ผู้ต้องโทษในความผิดตามบัญชีแนบท้ายจะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษน้อยกว่าผู้ต้องโทษคดีอื่นๆ อาทิ ความผิดตามกฎหมายอาญา เกี่ยวกับการก่อการร้าย ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร

• เผยคัดกรองคุณสมบัติภายใน120วัน
ด้าน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า หลังจากมี พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ทุกเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศได้นำไปประกาศให้ผู้ต้องขังได้รับทราบ โดยอาจจะมีผู้ต้องขังที่ได้รับการลดโทษตามสัดส่วนและปล่อยตัวออกจากเรือนจำ โดยจะเร่งประเมินคุณสมบัติและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อแยกให้ชัดว่านักโทษที่จะได้รับการปล่อยตัวมีจำนวนเท่าไร และได้ลดโทษตามชั้นต่างๆ เป็นจำนวนเท่าใด โดยจะต้องทำให้แล้วภายใน 4 เดือน หรือ 120 วัน ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างรัดกุม มีกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้พิพากษา อัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบรายชื่อว่ามีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ได้รับการอภัยโทษหรือไม่ เมื่อตรวจสอบแล้วเสร็จจึงจะส่งรายชื่อให้ศาลออกหมายปล่อยและต้องทยอยปล่อยเป็นรุ่นๆ

สำหรับการพระราชทานอภัยโทษให้ผู้ต้องขังถือเป็นโบราณราชประเพณีในโอกาสเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยกรมราชทัณฑ์จะจัดพิธีปล่อยตัวพร้อมกับจัดกิจกรรมให้ผู้ที่ได้รับพระทานอภัยโทษแสดงความจงรักภักดีด้วย อย่างไรก็ตาม ในพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ได้มีบัญชีลักษณะความผิดแนบท้ายที่เป็นคดีหลักและนโยบายสำคัญซึ่งผู้ต้องขัง เช่น คดีค้ามนุษย์และค้ายาเสพติด คดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ ทำผิดพ.ร.บ.ป่าไม้ การฮั้วประมูล ก็จะได้ประโยชน์น้อยกว่าผู้ต้องขังคดีอื่น เช่น หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 60 ปี เหลือโทษไม่เกิน 3 ปี แต่ถ้าติดเงื่อนไขในคดีแนบท้ายก็จะไม่ได้รับการปล่อยตัวแต่จะเปลี่ยนเป็นลดวันต้องโทษตามสัดส่วน เว้นแต่เมื่อลดโทษแล้วไม่เหลือเวลาต้องโทษก็ต้องปล่อยตัวไป มีรายงานข่าวแจ้งว่า เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ต้องขังที่จะได้รับพระราชอภัยโทษประมาณ 4-5 หมื่นคน

• รัฐบาลชวนชาวไทยรวมใจเป็นหนึ่ง
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคมนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยรวมใจเป็นหนึ่งเพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และร่วมกิจกรรมที่แต่ละจังหวัดจัดขึ้น โดยทุกคนจะร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทยอย่างพร้อมเพรียงกัน

“นายกฯ ย้ำว่า ขณะนี้การเตรียมการพระราชพิธีทุกอย่างพร้อมแล้ว และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายดูแลอำนวยความสะดวกประชาชนจำนวนมากที่จะเดินทางไปร่วมถวายพระพรชัยมงคล ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การจราจร การแพทย์ อาหาร น้ำดื่ม และห้องสุขา ให้ดีที่สุดและเพียงพอต่อความต้องการ ส่วนผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางก็สามารถรับชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีสำคัญนี้ได้ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย” พล.ท.วีรชนกล่าว

พล.ท.วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีปลาบปลื้มใจที่เห็นทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และจิตอาสา พร้อมใจกันจัดโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยทุกหมู่เหล่ารู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของชาติ ในนามของรัฐบาลและพสกนิกรชาวไทยขอถวายพระพรแด่องค์พระประมุขของชาติให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญของแผ่นดินไทยสืบไป

• กทม.ย้ำความพร้อมงานพระราชพิธี
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตรวจเยี่ยมศูนย์ติดตามสถานการณ์กรุงเทพมหานคร (ศตส.กทม.) ซึ่งมีภารกิจในการติดตามสถานการณ์และการดำเนินงานของกรุงเทพมหานครในส่วนที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยมีหน่วยงานและส่วนราชการของกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้อง จัดเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(เสาชิงช้า) ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน - 7 พฤษภาคม ระหว่างเวลา 08.30-22.00 น. ทุกวัน