
"กำนันสุเทพ" ร่วมตั้งพรรค จุดขายมุมกลับ ??
ทำไมพรรครวมพลังประชาชาติไทยต้องเปิดตัว "สุเทพ" ออกมา? ทำไมไม่เก็บไว้เบื้องหลัง?
“จบงานนี้ผมไม่เป็นนักการเมืองอีกแล้วชีวิตนี้เคยคิดจะเป็นนักการเมืองของประชาชนสู้มาในระบบทั้งชีวิต 35 ปี เมื่อการต่อสู้ในระบอบไม่สามารถเอาชนะทุนสามานย์ได้จึงลาออกจากผู้แทนออกมาสู้กับประชาชน แพ้ชนะก็ให้รู้กันคราวนี้ จะไม่ลงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกแล้ว...ผมหัวหงอกหมดแล้ว ไม่มีโกหกพี่น้อง ไม่มีหลอกลวงพี่น้อง ไม่มีทำให้พี่น้องเสียหาย” คำประกาศจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 บนเวที กปปส.ที่แจ้งวัฒนะ
นั่นเป็นคำประกาศชัด ๆ ครั้งแรกของสุเทพ ที่แสดงท่าทีว่าจะไม่กลับมาเล่นการเมืองอีก
นั่นก็ไม่ใช่ครั้งเดียวที่ “สุเทพ” พูดเรื่องนี้ เขาย้ำจุดยืนนี้อีกหลายครั้งหลายครา ทั้งช่วงที่ยังชุมนุมในนาม กปปส. รวมไปถึงช่วงที่เขาไปบวชเป็นพระอยู่ 1 ปีหลังจาก คสช.เข้ามายึดอำนาจ
“จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกแล้ว ไม่กลับไปบนถนนการเมืองอีกแล้ว แต่ไม่ทิ้งประเทศนะ ยังจะทำงานอยู่กับประชาชน มวลมหาประชาชน ประชาชนต้องรักใคร่สามัคคี เฝ้าดูแลรักษาบ้านรักษาเมือง อย่าให้คนไม่ดีเข้ามายึดครองบ้านเมือง” คำพูดของพระสุเทพ ปภากโร เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2558
หลังจากสึกมาสุเทพ ยังคงย้ำจุดยืนเดิมในอีกหลายครั้ง
จนกระทั่งเริ่มมีข่าวว่าเขาจะตั้งพรรคการเมืองเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่ง “สุเทพ” ก็ยังคงยืนยันว่าเขาจะไม่เล่นการเมือง
(อ่านต่อ...ฟังชัดๆ!! "สุเทพ" ร่วมตั้งพรรค แต่ไม่รับตำแหน่งการเมือง)
“ผมจะไม่กลับไปเป็นนักการเมือง จะไม่ลงสมัคร ส.ส. ไม่ต้องการมีตำแหน่งทางการเมืองใดๆทั้งนั้น จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลกับใคร ไม่ไปเป็นนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรี ไม่เป็นแม้ ส.ส. ไม่เป็นแม้กรรมการบริหารพรรค” คำประกาศของสุเทพ เมื่อ 27 กุมภาพันธ์
ด้วยคำยืนยันของสุเทพในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ “น้ำตา” ของ “สุเทพ” ที่หลั่งออกมาในงานวันเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทยเมื่อ 3 มิถุนายน ยิ่งเหมือนเป็น “น้ำมัน” ที่เพิ่มความร้อนแรงของกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบที่มีต่อตัวเขา
แต่สำหรับ “คนใน” พรรครวมพลังประชาชาติไทย มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทางตรงข้าม
ประเด็นแรก ที่มีการโจมตี “สุเทพ” คำว่า “ตระบัดสัตย์” นั้น คนในพรรคมองว่าความจริงไม่ใช่ เพราะสิ่งที่สุเทพ พูดมาตลอด คือ ยืนยันว่าจะไม่ลงสมัคร ส.ส. และไม่รับตำแหน่งทางการเมือง รวมถึงไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค ซึ่งวันนี้ก็ยังยืนเหมือนเดิม เพียงแต่คนทั่วไปจะมองว่า การมาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง คือการเล่นการเมืองแล้ว
“ความจริงการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ควรจะเป็นหน้าที่ของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ เพียงแต่คนไทยส่วนใหญ่จะมีความคิดอีกแบบ” มุมมองของคนในพรรครวมพลังประชาชาติไทย
อย่างไรก็ตามทางพรรคได้มีการประเมินกันแล้ว ชั่งน้ำหนักกันแล้ว เชื่อว่าการเปิดตัว “สุเทพ” จะเป็นประโยชน์กับทางพรรคมากกว่า โดยมีการมองว่าสำหรับผู้ที่มาโจมตีนั้นมี 2 กลุ่มหลักๆ คือ คนฝ่าย “ทักษิณ” ที่ได้รับความเสียหายจากการออกมาเคลื่อนไหวของสุเทพ และ กลุ่มมวลชนที่ยึดมั่นกับพรรคประชาธิปัตย์
“เราไม่ได้กังวลกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น เรามองว่ายิ่งมีกระแสแบบนี้ ยิ่งทำให้พรรคเราเป็นที่สนใจ เป็นการขยายผลข่าวการตั้งพรรคของเราออกไปอีกจะยิ่งทำให้คนกลุ่มกลางๆหันมาสนใจพรรคเรามากขึ้น” แหล่งข่าวจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าว
ประเด็นต่อมา หากถามถึงเหตุผลลึกๆ ทำไมพรรคนี้จะต้องเปิดตัว “สุเทพ” ออกมา ทำไมไม่เลือกเก็บสุเทพไว้เบื้องหลังเงียบๆ ก็คงต้องถามกลับว่า หากพรรคนี้ไม่มีสุเทพ “ราคา” จะเป็นอย่างไร จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง
หากดูเฉพาะ “ศักยภาพ” ของผู้ที่เปิดตัวมา ไม่เฉพาะโอกาสที่พรรคจะได้ ส.ส. แต่การระดมคน ระดมทุนเข้าพรรคก็น้อยลงไปด้วย
“ศักยภาพของพวกเราไม่สามารถระดมความร่วมมือ และดึงคนเข้ามาได้ เราจึงตัดสินใจให้ลุงกำนันมายืนแถวหน้าเหมือนกัน แทนที่จะเก็บตัวไว้ด้านหลัง”
ในเบื้องต้นทางพรรคตั้งเป้าให้ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอย่างน้อย 500 คน ออกแรงสนับสนุนพรรคคนละ 5 หมื่นบาท ซึ่งการจะได้ตามเป้านั้นต้องอาศัยแรงดึดดูดของสุเทพเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ทางพรรคซึ่งผู้ร่วมก่อตั้งส่วนหนึ่งมาจากภาคประชาชน ตั้งความหวังไว้ว่าพรรคนี้จะเป็นพรรคของประชาชนอย่างแท้จริง ถึงแม้ “สุเทพ” จะมีภาพของนักการเมืองอาชีพติดตัวอยู่ แต่ทางกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งปีกนี้ยังเชื่อว่า การที่สุเทพผ่านสนามรบร่วมกับประชาชนในช่วง กปปส. เชื่อว่าแนวคิดของ “สุเทพ” เปลี่ยนไปแล้ว และคงจะไม่มาครอบงำพรรค ซึ่งประเด็นนี้ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป
“ชีวิตผมเจ็บมาเยอะแล้ว การที่ผมมาช่วยพรรค ไม่คิดว่าเป็นการตระบัดสัตย์ แต่คิดว่าเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมือง แต่ไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง” คำพูดของสุเทพ ที่บอกคนในพรรค
ส่วนนี่คือ คำพูดของสุเทพที่ประกาศต่อที่ประชุมพรรคและสาธารณะเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา
"ผมระวังตัวมาก เพราะว่าเมื่อผมตัดสินใจลาออกจาก ส.ส.มาร่วมต่อสู้กับพี่น้องปชช ผมได้ประกาศชัดเจนว่าจะไม่กลับไปเป็นนักการเมืองอีกแล้ว แต่เมื่อพี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์มาบอกว่าจะต้องตั้งพรรคการเมือง ผมรู้เลยว่าผมต้องเข้าร่วมกับพรรคนี้ และผมรู้ว่า ผมอาจจะเป็นจุดด้อย จุดอ่อนของพรรคนี้ให้คนโจมตี ว่าผมตระบัดสัตย์ ไหนว่าไม่ยุ่งกับการเมือง
วันนี้ขอประกาศที่นี่ว่า ผมไม่ใช่คนที่จะอยู่เบื้องหลังพรรคนี้ แต่ผมจะยืนเคียงข้างกับพี่น้องประชาชนผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน และผมไม่สนใจคำวิจารณ์ ผมไม่สนใจคำด่าใดๆทั้งสิ้น เพราะผมจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้ง หรือบัญชีรายชื่อ ผมขออาสาเป็นขี้ข้าของประชาชน เป็นผู้รับใช้ประชาชน ผมจะเอาความรู้ประสบการณ์นักการเมืองกว่า 40 ปี ทุ่มเท ยืนเคียงข้างพี่น้องร่วมอุดมการณ์ ตั้งพรรคการเมืองของประชาชนพรรคเดียวในประเทศนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้"
สุเทพ ประกาศด้วยว่าเมื่อพรรคได้รับอนุญาตจาก คสช.ให้ออกไปรณรงค์เชิญชวนประชาชนมาเป็นสมาชิก เขาจะใช้ “รองเท้าคู่เก่า” สมัย กปปส. จะเดินไปหาประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ
ทั้งนี้มีรายงานว่า ทางพรรคจะจัด “Long March” เดินทางไกลไปหาประชาชนทั่วประเทศเพื่อหาสมาชิก และมีการถ่ายทอดสดด้วย
อีกประเด็นที่มีการมอง หลังจาก “สุเทพ” ประกาศร่วมตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยอย่างเป็นทางการเมือง คือ จุดยืนในการสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” ที่เขายืนยันมาตลอด
ล่าสุด “สุเทพ” ให้สัมภาษณ์ว่า นั่นคือจุดยืนของเขา แต่ตอนนี้เมื่อเข้ามาอยู่ในพรรคแล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะเห็นเรื่องนี้อย่างไร
มีการถามถึงผู้ที่พรรครวมพลังประชาชาติไทยจะสนับสนุนเป็นนายกฯ สุเทพ บอกว่า ยังไม่ได้มีการคุยกัน และบอกว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับว่าจะต้องส่ง บอกเพียงว่าแต่ละพรรคสามารถส่งรายชื่อผู้ที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯได้ไม่เกิน 3 คน ดังนั้นอาจจะไม่ต้องส่งก็ได้
พรรคนี้ถูกมองว่าจะเป็นอีกเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของ “พล.อ.ประยุทธ์” ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นประเด็นหนึ่งที่พิสูจน์ว่า พรรคนี้เป็นพรรคของประชาชน หรือพรรคของ “สุเทพ”
ขณะเดียวกัน ก็จะได้พิสูจน์ด้วยว่า "สุเทพ" เป็นจุดแข็ง หรือ จุดอ่อน ของพรรครวมพลังประชาชาติไทย !!
++++++
เรื่องโดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์



