และที่น่าสนใจโครงการใหม่ ของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ภายใต้ชื่อ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน มณฑลทหารบก (ชป.กร.มทบ.) ที่มีลักษณะของเนื้องานไม่แตกต่างกับ โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” คือ การจัดชุดทหารลงพื้นที่พบประชาชน เพื่อรับฟังปัญหา ความเดือดร้อน และยังคงสอดแทรกผลงานของรัฐบาลไปประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอีกเช่นกัน
“ถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ผมคิดไว้ อยากให้ทำเป็นห้วงระยะเวลา 5 ปี -10 ปี ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงที่มีโครงการไทยนิยม ยั่งยืน อย่างเดียว แต่จะทำในโครงการที่ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความเข้าใจของคนในชาติ การประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาล รวมถึงงานของกองทัพ ยืนยันไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นเรื่องที่กองทัพต้องทำอยู่แล้ว เพราะเป็นภารกิจสนับสนุนงานของประเทศ ” ผบ.ทบ.ระบุ
ทั้งนี้ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน มณฑลทหารบก (ชป.กร.มทบ.) ทั้ง 35 ชุด จาก 35 มณฑลทหารบกทั่วประเทศ แบ่งเป็น ชุดขุนศึก และ ชุดขุนภักดี ทยอยลงพื้นที่สร้างการรับรู้ผลงานของรัฐบาลไปแล้วกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
โดยระยะแรกมีกรอบการปฏิบัติงานจนถึงสิ้นปีงบประมาณ ก่อนจะประเมินผล และดำเนินการต่อในระยะที่สองของปีงบประมาณถัดไป
นั่นเท่ากับว่า ตลอดทั้งปี 2561 ทหารจะลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ยิ่งเป็นการเพิ่มข้อขังขาให้ฝ่ายการเมืองว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังใช้กลไกต่างๆของรัฐบาลสร้างความได้เปรียบ เพื่อก้าวสู้สนามการเมืองในอนาคต ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้ ในขณะที่กลุ่มการเมืองยังถูกพันธนาการด้วยข้อห้ามต่างๆของ คสช.จะขยับเขยื่อนอะไรก็ไม่คล่องตัว
“การที่ฝ่ายการเมืองโจมตีทหาร ว่าหาเสียงล่วงหน้าให้นายกรัฐมนตรี ต้องเข้าใจว่า ถ้าไม่พูดถึงผลงานของรัฐบาลและ คสช.เลย กลุ่มเห็นต่าง กลุ่มการเมือง ก็จะโจมตีรัฐบาลต่อว่า ทำรัฐประหารมาแล้ว แต่ไม่มีผลงานอะไร นอกจากนี้ธรรมชาติของคนไม่สนใจงานของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลต้องหาวิธีสร้างผลงานการรับรู้ให้กับประชาชน ถือเป็นหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลรัฐประหาร หรือ รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองที่โจมตีอยู่ เมื่อมาเป็นรัฐบาล ก็ทำเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้น ประชาชนจะไม่รู้ว่ารัฐบาลทำอะไร อย่าไปมองว่าเป็นการหาเสียง” แหล่งข่าวจากกองทัพบก ระบุ
สอดคล้องกับ พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่นำ ผบ.เหล่าทัพ ออกมาให้ประกาศจุดยืนว่า กองทัพพร้อมที่จะสนับสนุนช่วยงานรัฐบาล และผู้นำรัฐบาลในทุกโอกาส โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือดูแลประชาชน ที่ได้จัดทำแผนรองรับมาตลอดอยู่แล้ว
(อ่านต่อ....กองทัพหนุน"บิ๊กตู่"สุดตัว-ไม่สนม็อบ22พ.ค.)
ทั้งนี้หากมองในมุมกลับกัน กองทัพถือเป็นเครื่องมือและมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนงานรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย ในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 กองทัพถือเป็นกำลังหลักในการเข้าไปดูแลประชาชน ผ่านกลไกของรัฐบาล
แต่หากในด้านการเมืองแล้ว กองทัพจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่มีความชัดเจนเส้นทางการเมือง
ในขณะที่การเลือกตั้งกระชันชิดเข้ามา การสนับสนุนงานของรัฐบาล จึงเปรียบเหมือน “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งอาจได้รับการชื่นชม แต่อีกด้านอาจเป็นที่ครหาว่ากองทัพเอียงเอนหรือไม่