คอลัมนิสต์

กองทัพ กับ 'ดาบสองคม' หนุน 'บิ๊กตู่' ??

กองทัพ กับ 'ดาบสองคม' หนุน 'บิ๊กตู่' ??

30 เม.ย. 2561

ขณะที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา การสนับสนุนงานของรัฐบาล จึงเปรียบเหมือน "ดาบสองคม" ด้านหนึ่งอาจได้รับการชื่นชม แต่อีกด้านอาจเป็นที่ครหาว่ากองทัพเอียงเอนหรือไม่

 

              กระทรวงมหาดไทย สั่งขยายเวลา โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ในระยะที่ 3 และ 4 ที่ดำเนินการแล้วเสร็จเกือบ 100% จากกำหนดเดิมคือ เดือน พ.ค.ไปเป็น เดือน มิ.ย.ผ่านการขับเคลื่อนของกองทัพ ในการระดมกำลังทหาร 4 กองทัพภาค จัด 7,663 ทีม ลงพื้นที่ทั่วประเทศ

              ประกอบด้วย 878 อำเภอ และ 50 เขตในกรุงเทพฯ ลงพื้นที่เข้าถึง 73,032 หมู่บ้าน 6,052 ชุมชน/เขต/เทศบาล และ ในกทม. อีก 2,067 ชุมชน รวม 83,151 แห่ง

               ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหู จากฝ่ายการเมืองตั้งแต่เริ่มโครงการว่า กองทัพกำลังเป็นเครื่องมือในการหาเสียงล่วงหน้าให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ปูทางสู่สนามการเมือง เพื่อสืบทอดอำนาจ ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.ปี 2562 หรือไม่ ???

กองทัพ กับ 'ดาบสองคม' หนุน 'บิ๊กตู่' ??

(อ่านต่อ..."เหล่าทัพ"ยันหนุนประยุทธ์ไม่หวั่นถูกใช้เครื่องมือหาเสียง)

                แม้ที่ผ่านมา บรรดาแม่ทัพ นายกอง ต่างตบเท้าออกมาปฏิเสธว่า โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ไม่ใช่การหาเสียง แต่เป็นการลงพื้นที่รับฟังความเดือนร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อรับทราบปัญหา ก่อนนำเสนอรัฐบาลเพื่อดำเนินการแก้ไขให้ตรงจุด ถือเป็นการขับเคลื่อนประเทศ โดยดึงประชาชนเข้ามามีส่วนรวม

                ทั้งนี้เมื่อพิจารณาข้อมูล เนื้อหาจากการลงพื้นที่ของทหาร พบว่าเป็นการสำรวจความต้องการด้านพื้นฐานที่ประชาชนสะท้อนออกมาในหลายด้าน แต่ประเด็นปัญหาสำคัญที่ประชาชนแจ้งมากที่สุด คือ ปัญหายาเสพติด ปัญหาเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาหนี้สิน

               แต่กระนั้น ยังมีการสอดแทรกผลงานของรัฐบาลในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ความจำเป็นในการเข้ามาบริหารประเทศ ของ พล.อ.ประยุทธ์ การแก้ไขความขัดแย้งในบ้านเมือง การจัดระเบียบสังคม การออกนโยบายต่างๆเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตลอดจนถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง การเลือกคนดี มีความซื่อสัตย์สุจริต เข้ามาบริหารประเทศ

                 และที่น่าสนใจโครงการใหม่ ของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ภายใต้ชื่อ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน มณฑลทหารบก (ชป.กร.มทบ.) ที่มีลักษณะของเนื้องานไม่แตกต่างกับ โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” คือ การจัดชุดทหารลงพื้นที่พบประชาชน เพื่อรับฟังปัญหา ความเดือดร้อน และยังคงสอดแทรกผลงานของรัฐบาลไปประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอีกเช่นกัน

               “ถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ผมคิดไว้ อยากให้ทำเป็นห้วงระยะเวลา 5 ปี -10 ปี ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงที่มีโครงการไทยนิยม ยั่งยืน อย่างเดียว แต่จะทำในโครงการที่ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความเข้าใจของคนในชาติ การประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาล รวมถึงงานของกองทัพ ยืนยันไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นเรื่องที่กองทัพต้องทำอยู่แล้ว เพราะเป็นภารกิจสนับสนุนงานของประเทศ ” ผบ.ทบ.ระบุ

                ทั้งนี้ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน มณฑลทหารบก (ชป.กร.มทบ.) ทั้ง 35 ชุด จาก 35 มณฑลทหารบกทั่วประเทศ แบ่งเป็น ชุดขุนศึก และ ชุดขุนภักดี ทยอยลงพื้นที่สร้างการรับรู้ผลงานของรัฐบาลไปแล้วกลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

                 โดยระยะแรกมีกรอบการปฏิบัติงานจนถึงสิ้นปีงบประมาณ ก่อนจะประเมินผล และดำเนินการต่อในระยะที่สองของปีงบประมาณถัดไป

                 นั่นเท่ากับว่า ตลอดทั้งปี 2561 ทหารจะลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ยิ่งเป็นการเพิ่มข้อขังขาให้ฝ่ายการเมืองว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังใช้กลไกต่างๆของรัฐบาลสร้างความได้เปรียบ เพื่อก้าวสู้สนามการเมืองในอนาคต ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้ ในขณะที่กลุ่มการเมืองยังถูกพันธนาการด้วยข้อห้ามต่างๆของ คสช.จะขยับเขยื่อนอะไรก็ไม่คล่องตัว

               “การที่ฝ่ายการเมืองโจมตีทหาร ว่าหาเสียงล่วงหน้าให้นายกรัฐมนตรี ต้องเข้าใจว่า ถ้าไม่พูดถึงผลงานของรัฐบาลและ คสช.เลย กลุ่มเห็นต่าง กลุ่มการเมือง ก็จะโจมตีรัฐบาลต่อว่า ทำรัฐประหารมาแล้ว แต่ไม่มีผลงานอะไร นอกจากนี้ธรรมชาติของคนไม่สนใจงานของรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลต้องหาวิธีสร้างผลงานการรับรู้ให้กับประชาชน ถือเป็นหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลรัฐประหาร หรือ รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองที่โจมตีอยู่ เมื่อมาเป็นรัฐบาล ก็ทำเช่นเดียวกัน ไม่เช่นนั้น ประชาชนจะไม่รู้ว่ารัฐบาลทำอะไร อย่าไปมองว่าเป็นการหาเสียง” แหล่งข่าวจากกองทัพบก ระบุ

               สอดคล้องกับ พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่นำ ผบ.เหล่าทัพ ออกมาให้ประกาศจุดยืนว่า กองทัพพร้อมที่จะสนับสนุนช่วยงานรัฐบาล และผู้นำรัฐบาลในทุกโอกาส โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือดูแลประชาชน ที่ได้จัดทำแผนรองรับมาตลอดอยู่แล้ว

กองทัพ กับ 'ดาบสองคม' หนุน 'บิ๊กตู่' ??

(อ่านต่อ....กองทัพหนุน"บิ๊กตู่"สุดตัว-ไม่สนม็อบ22พ.ค.)

              ทั้งนี้หากมองในมุมกลับกัน กองทัพถือเป็นเครื่องมือและมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสนับสนุนงานรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัย ในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 กองทัพถือเป็นกำลังหลักในการเข้าไปดูแลประชาชน ผ่านกลไกของรัฐบาล

               แต่หากในด้านการเมืองแล้ว กองทัพจะต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่มีความชัดเจนเส้นทางการเมือง 

                ในขณะที่การเลือกตั้งกระชันชิดเข้ามา การสนับสนุนงานของรัฐบาล จึงเปรียบเหมือน “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งอาจได้รับการชื่นชม แต่อีกด้านอาจเป็นที่ครหาว่ากองทัพเอียงเอนหรือไม่