คมชัดลึกออนไลน์ 23 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
วันนี้ในอดีต

5 มี.ค.2496 ฉากชีวิตสุดพีค ของผู้นำสุดโหด!

5 มีนาคม 2562 - 03:00 น.
โจเซฟ สตาลิน,ผู้นำหมีขาว,สหภาพโซเวียต,โซเวียต,วันนี้ในอดีต
วันนี้ในอดีต

Shares :
เปิดอ่าน 4,742 ครั้ง

  เด็กน้อยโซซา โตมากับสภาพแวดล้อมสังคมและความรุนแรง โดยเฉพาะจากคนในครอบครัว อย่างบิดาที่มีส่วนบ่มนิสัยสตาลินให้เป็นคนก้าวร้าว!


 

 

*********************       

 

 

          เชื่อว่าคนไทยจะคุ้ยเคยกับผู้นำชื่อก้องโลกคนนี้กันดี “โจเซฟ สตาลิน” และหลายคนน่าจะเคยผ่านตาเมื่อพบว่าเขาคือหนึ่งในสุดยอดผู้นำโคตรโหดของโลกใบนี้

 

          และวันนี้เมื่อ 66 ปีก่อน หรือตรงกับวันที่ 5 มีนาคม 2496 (ค.ศ. 1953) คือวันที่เขาจากโลกนี้ไปด้วยอายุ 75 ปี ณ เมืองดาซา สหภาพโซเวียต

 

          วันนี้จึงมีเรื่องราวของชายหนวดเหล็ก แห่งแดนรัสเซียคนนี้มาเล่าสู่กันฟังในบางแง่มุม เพื่อยืนยันว่าคนจะยิ่งใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีเบื้องหลังฉากชีวิตไม่ธรรมดาทั้งสิ้น

 

         มีคำกล่าวหนึ่งในภาพยนต์ Split ที่ตัวละครหลากบุคลิกกล่าวว่า ว่า "The broken are the more evolved." ผู้แหลกสลายจะมีวิวัฒนาการที่ดีกว่า ก็น่าจะเทียบเคียงกับเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ได้

 

 

 

 

 

 

          หากจำกันได้ คอลัมน์วันนี้ในอดีต เคยนำเสนอฉากชีวิตของ จอมโหด “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ไปแล้ว ว่าฉากชีวิตวัยเด็กของเขาล้วนเต็มไปด้วยปมเงื่อนที่มีส่วนทำให้เขาโตขึ้นมาเป็นอย่างที่เรารู้กัน เขาคือผู้แหลกสลายมาก่อนคนหนึ่ง (อ่าน 3 ม.ค.2446 ทำไมฮิตเลอร์ต้องเกลียด…? http://www.komchadluek.net/news/today-in-history/308006)

 

 

 

 

 

 

          ส่วน โจเซฟ สตาลิน อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต ผู้ซึ่งมีชีวิตในช่วงเดียวกันกับฮิตเลอร์ อดีตผู้นำเยอรมัน โดยสตาลินเกิดก่อนฮิตเลอร์ 11 ปี แต่ฮิตเลอร์เสียชีวิตก่อนเขา 8 ปี ทั้งคู่มีฉากชีวิตแทบไม่แตกต่างกันเลย

 

          เพราะสตาลินเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องใช้คำว่า “the broken one” ผู้ซึ่งในที่สุด ก็ได้เติบโตขึ้นมาเป็นดังจอมคนและปีศาจในร่างเดียวกัน และต่อไปนี้คือเรื่องราวความสุดพีคของชีวิตอดีตผู้นำดินแดนหลังม่านเหล็กที่ขอนำเสนอ 4  เรื่องด้วยกัน

 

 

 

ความยากจนและความรุนแรง

 

 

          โจเซฟ สตาลิน เกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2421 (ค.ศ. 1878) ที่เมือง โกรี (Gori) แคว้นทิพลิส (Tiflis) ประเทศจอร์เจีย (Georgia) เมืองเกิดของเขานั้นตั้งอยู่บนเนินสูงของเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐของจักรวรรดิรัสเซียสมัยนั้น

 

 

 

สตาลินขณะอายุ 16 ปี 

 

 

          เขาก็เป็นชาวจอร์เจียนโดยกำเนิด โดยชื่อ สตาลิน นี้เขาตั้งขึ้นมาเองขณะทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์ (stalin ในภาษารัสเซียแปลว่า เหล็กกล้า)

 

          ก่อนที่สตาลินจะเติบโตขึ้นมาและสืบทอดอำนาจจาก “วลาดิมีร์ เลนิน” และนำโซเวียตก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก สตาลินมีวัยเด็กที่ต้องไฮไลท์

 

           สตาลิน มีชื่อเดิมว่า “โยเซบ เบซาริโอนิส ดเซ จูกาชวิลลี” เกิดมาในครอบครัวยากจน โดยก่อนหน้าที่เขาจะถือกำเนิดมานั้น บิดาและมารดาของเขาได้ให้กำเนิดบุตรมาแล้วถึง 2 คน แต่ก็เสียชีวิตหลังจากเกิดได้ไม่นาน

 

           จนมาถึงสตาลิน ที่เป็นบุตรคนที่ 3 ว่ากันว่า ภายหลังการเกิดนั้นมารดาของสตาลินได้สวดอ้อนวอนอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้าไม่ให้พรากชีวิตบุตรชายของเธอไป พร้อมกับอธิษฐานว่าเธอและบุตรชาย จะอุทิศตนเองเพื่อพระผู้เป็นเจ้าตลอดไป

 

          สตาลิน มีชื่อเล่นในวัยเด็กคือ “โซซา” เป็นลูกของช่างทำรองเท้า ชื่อ “วิซซรีออน” (Vissarion Jughashvili) แต่ก็ยังเป็นช่างเมาด้วย นั่นคือติดสุราอย่างหนัก แต่น่าเศร้าที่เมื่อเขาเมา เขาก็มักทุบตีคนในครอบครัวเสมอ

 

          ต่อมาพ่อของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองทิฟลิส ทำให้สตาลินต้องอาศัยอยู่กับมารดาเพียงคนเดียวในจอร์เจีย

 

           ด้วยสภาพของโซเวียตที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาแต่ไหนแต่ไร เมืองที่เขาอยู่จึงเต็มไปด้วยอาชญากรรม การเอารัดเอาเปรียบ ความรุนแรงตามท้องถนน

 

          เด็กน้อยโซซา จึงโตมากับสภาพแวดล้อมสังคมและความรุนแรง ไม่เพียงจากคนในครอบครัวอย่างบิดา ที่มีส่วนบ่มนิสัยสตาลินให้เป็นคนก้าวร้าว

 

           แต่ยังส่งต่อไปถึงความเกลียดชังชาวยิวอีกด้วย ทั้งๆ ที่เมืองที่เขาอยู่ ไม่มีใครต่อต้านชาวยิวเลย ชาวยิวอยู่ร่วมกับคนพื้นเมืองมานานอย่างสันติ นิยมประกอบอาชีพนายทุนเงินกู้ พ่อค้า ช่างตัดเสื้อ ช่างตัดรองเท้า เป็นต้น

 

          หลายคนวิเคราะห์ว่า เหตุผลหลักที่สตาลินจงเกลียดชาวยิว นั่นก็ความยากจนของครอบครัว ทำให้มารดาของเขาต้องไปกู้เงินจากนายทุนชาวยิวซึ่งเรียกดอกเบี้ยราคาแพง และจะเข้ามายึดสิ่งของในบ้านเป็นค่าปรับเมื่อผิดนัดชำระดอกเบี้ยนั่นเอง

 

 

 

 

บุรุษมากความสามารถ

 

 

          ดังที่เล่าไปข้างต้นว่า มารดาของเขาเคยอธิษฐานอุทิศดวงวิญญาณให้แก่พระเจ้า ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจให้สตาลินบวชเป็นพระ และเข้าเรียนในโรงเรียนสามเณรกอรี ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1888

 

          เวลานั้น มารดาของเขาทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านกับเศรษฐีใจบุญคนหนึ่ง ซึ่งสตาลินเป็นคนที่สำนึกในบุญคุณคน เมื่อเขามีบุตรชายคนแรก เขาได้ตั้งชื่อว่ายาคอฟตั้งตามชื่อผู้ที่อุปการะเขา

 

          สตาลินเป็นคนขยัน และมีความจำดี หัวไว ทำให้มีผลการเียนดีมาก และยังได้รับทุนการศึกษาของโรงเรียน พร้อมได้รับเลือกให้เป็นนักเรียนตัวอย่าง

 

 

 

สตาลินขณะอายุ 24 ปี

 

 

 

          ขณะเดียวกันเขายังมีพรสวรรค์ด้านการขับร้องเพลง และดนตรีอีกด้วย เชื่อหรือไม่ว่าเขาเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยคอนดักเตอร์ พร้อมกับเป็นหัวหน้าคณะนักร้อง โดยสตาลินเองมักถูกจ้างไปร้องเพลงในงานแต่งงานเสมอ

 

          ใช่แล้ว เราอ่านมา ดูเหมือนสตาลินน่าจะมีชีวิตที่โลกสวยในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่อีกมุมหนึ่ง เขากลับชื่นชอบในการเล่นและกีฬาแบบตะลุมบอนซึ่งเป็นการละเล่นพื้นเมือง ฟังๆดูแล้ว สตาลินก็เหมือนคนหลายบุคลิก?

 

          สำหรับกีฬานี้ เป็นการแบ่งสองทีม โดยการเข้าตะลุมบอนกันแบบไม่มีความปรานี สตาลินขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มได้ทั้งที่อายุน้อยและแข็งแกร่งน้อยกว่าลูกน้องในทีมของตัวเอง 3 คน ที่เป็นเพื่อนสนิท ที่สตาลินเรียกว่า "สามทหารเสือ" อีกด้วย

 

          แต่แล้วโชคชะตากลั่นแกล้ง การร้องเพลงได้นำพาเขามาซึ่งความโชคร้าย เมื่อวันหนึ่ง ในวันคริสต์มาสอีฟ ของนิกายออโธดอกซ์ กลุ่มนักร้องประสานเสียงของโรงเรียนสามเณรกอรี่

 

          โดยหนึ่งในนั้นมีสตาลินรวมอยู่ด้วย ได้มายืนร้องเพลงสวดที่ริมสะพานข้ามแม่น้ำคูร์ ก็ได้เกิดอุบัติเหตุมีรถม้าวื่งพุ่งเข้าชนกลุ่มนักร้องประสานเสียง ซึ่งสตาลินโชคร้ายที่ม้าได้ชนสตาลินและล้อรถทับข้อมือซ้ายของเขาหัก และด้วยความยากจนทำให้มารดาของสตาลินไม่สามารถพาเขาไปรักษาข้อมือซ้ายได้ เขามือซ้ายของเขาจึงพิการตั้งแต่นั้นมา

 

           และในปี พ.ศ.2437 (1894) สตาลินก็จบการศึกษาด้วยคะแนนยอดเยี่ยม และได้รับทุนศึกษาต่อที่วิทยาลัยสงฆ์แห่งทิฟลิส ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขา

 

 

เติบโตสูงสุด

 

 

          สตาลินปฏิเสธความต้องการของมารดาที่ต้องการให้บวชเป็นพระ เขามีความทะเยอทะยานมากกว่านั้น ดังที่ในวัยเด็กเขาฉายแววความเป็นนักปฏิวัติมาตั้งแต่อายุ 15 ปี

 

          หลังจบการศึกษา เขาได้เข้าร่วมกลุ่มกับชาวรัสเซีย ที่นิยมลัทธิ “มาร์คซิส” และเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ

 

          จนปี พ.ศ.2439 สตาลินได้เข้าเป็นสมาชิกของพรรค “Social Democratic Labour Party” 

 

          ต่อมาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2448 เขาได้รับเลือกโดยชาวคณะบอลเชวิค ให้เป็นผู้แทนของกลุ่ม ในการไปประชุมใหญ่ ณ เมือง เท็มเมอร์ฟอร์ช ในฟินแลนด์

 

          ที่นั่นทำให้เขาได้พบกับ หัวหน้าพรรค “บอลเชวิค” (Bolshevik) วลาดิมิร์ เลนิน ผู้เปรียบเสมือนปรมาจารย์ทางการเมืองของเขา ในที่สุดสตาลินเริ่มมีบทบาทสำคัญในพรรคบอลเชวิค

 

 

 

วลาดิมิร์ เลนิน

 

 

          หลังจากที่พรรคบอลเชวิคทำการปฏิวัติโค่นล้มระบอบกษัตริย์ลงได้ ซึ่งหมายถึง เหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซียช่วงปี พ.ศ. 2460 ซึ่งทำลายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพโซเวียต สตาลินก็ได้รับตำแหน่งคอมมิสซาร์ประชาชนเพื่อกิจการชนชาติต่างๆ

 

          จนเมื่อเลนินล้มป่วย สตาลินก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นไปอีก จนได้เป็นเลขาธิการพรรคใน 2465 (ค.ศ. 1922) จนกระทั่งเมื่อเลนินเสียชีวิตในปี 2467 (ค.ศ. 1924) ก็ได้เกิดการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างสตาลินกับลีออน ทรอตสกี สุดท้ายสตาลินก็ชนะ จึงได้เป็นผู้นำต่อจากเลนิน

 

 

 

 

 บทส่งท้ายที่ข้างกำแพง

 

 

          ที่สุด เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 สตาลินได้มีการทำสนธิสัญญาไม่รุกรานกับพรรคนาซีเยอรมนี ทำให้เกิดการแบ่งแยกอำนาจในยุโรปตะวันออก

 

          เวลานั้น เขาถูกเรียกว่า บิดาแห่งชาวสหภาพโซเวียตทั้งปวง และน่าสนใจที่จากนักเรียนที่โตมากับพระ แต่ศาสนาได้กลับกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายในรัฐคอมมิวนิสต์ บทบาทของพระเจ้าก็ถูกสตาลินลบล้าง

 

          ทั้งยัง นำเอาสมบัติเก่าๆ อันล้ำค่าของประเทศ ขายให้แก่พิพิธภัณฑ์ต่างชาติมากมาย แม้แต่ศิลปทางศาสนา ก็ถูกสตาลินยึดไปขายเสียสิ้น จากนั้นใช้วิธีบังคับ รีดไถเงินจากราษฏร

 

          และเขายังนำระบบ “คอมมูน” มาใช้ คือทุกคนถูกห้ามมีทรัพย์สินส่วนตัว ทุกอย่างรวมทั้งตัวบุคคลเป็นของพรรคหรือคอมมูน

 

          ใครที่ทำการต่อต้าน จะถูกส่งไปค่ายกักกัน ข้อมูลระบุ คาดการณ์ว่าช่วงนั้นมีผู้เสียชีวิตราว 10 ล้านคน แม้จะไม่มีการสำรวจประชากรว่าระหว่างเขาเป็นผู้นำประชากรโซเวียตเสียชีวิตไปเท่าไรในช่วงที่มีการปฏิวัติระบบนารวม

 

          โดยสตาลินได้ประกาศ คำขวัญว่า “จงทำลายชนชั้นคูลักให้หมดไป” ซึ่ง “คูลัก” คือ “พวกชาวนา ที่คอมมิวนิสต์ถือว่ามีฐานะดี มีที่นาเป็นของตนเอง แม้จะแปลงเล็กๆ แต่ก็ถือว่าร่ำรวยเสียแล้ว

 

          ว่ากันว่า สตาลินโหดร้ายจนลูกสาวของตนเอง ยังต้องหนีไปอยู่สหรัฐอเมริกา เพราะทนอยู่ภายใต้ระบอบการปกครอง ของคอมมิวนิสต์ไม่ไหว

 

          หรือแม้แต่ลูกชายของเขา ยังต้องไปสิ้นใจในค่ายกักกัน ด้วยความช้ำใจจากผู้เป็นพ่อ ( "วันนี้ในอดีต" จักนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปเร็วๆ นี้)

 

 

 

ภาพที่ถูกระบุว่าเป็นจุดจบของบุตรชายของสตาลิน

 

 

          ช่วงปี 2484 นาซีเยอรมนี โดยฮิตเลอร์ก็ฉีกสัญญาใจที่ว่าจะแบ่งกันใหญ่คนละซีก แต่กลับทำสงครามกับสตาลิน แต่สตาลินก็ต้านกองทัพนาซีไว้ได้ แถมยังเข้าทำการโจมตีและยึดกรุงเบอร์ลินเมืองหลวงของเยอรมนีได้สำเร็จ

 

          อย่างไรก็ดี ผลงานของสตาลิน แม้จะมีประสิทธิภาพ แต่ประชาชนของเขาเสียชีวิต 20 ล้านคน ทหารเสียชีวิต 10 ล้านคน!! นับเป็นจำนวนมหาศาล

 

          แน่นอนหลังจากนั้น สตาลินก็ได้พัฒนาประเทศให้เจริญเป็นอย่างมาก และนำสหภาพโซเวียตก้าวขึ้นสู่เป็นประเทศมหาอำนาจของโลกปกครองแบบคอมมิวนิสต์

 

          แต่วันหนึ่ง สตาลิก็หนีความตายไปไม่พ้น เขาเสียชีวิตในปี 2496 ว่ากันว่าการตายของเขาไม่่มีข้อมูลแน่ชัด นอกจากสันนิษฐานกันว่า เขาด้วยหัวใจล้มเหลว บางแหล่งระบุว่าเขาเป็นอัมพาต ก่อนจะเสียชีวิต บ้างะบุว่าเขามีอาการทางจิต เช่น คลุ้มคลั่ง หวาดระแวง

 

 

 

 

 

          บางแหล่งระบุว่า เขามีโรคประจำตัว คือ หลอดเลือดแดงแข็งเพราะสูบบุหรี่จัด สุดท้ายก็มาตายด้วยโรคหัวใจ

 

          แต่ที่พีคคือ เมื่อ นีกีตา ครุชชอฟ ผู้นำคนใหม่ขึ้นแทน เขายังประณามขุดคุ้ยความโหดร้ายของเจ้านายคนเก่าของเขาอีกด้วย

 

          ถึงขนาดไล่ทุบทำลายรูปปั้นสตาลินทุกแห่ง ลบชื่อออกจากเพลงชาติ แถมยังย้ายศพของเขาจากข้าง ๆ เลนิน ไปฝังอยู่ในกำแพงวังเครมลินนั่นเอง!

 

 

***********************

 

 


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ