จากกรณีที่ อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทธุรกิจเครือกระทิงแดง ในทุกข้อกล่าวหา และพนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติศาลเพิกถอนหมายจับในคดีขับรถชนตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อปี 2555 

และยิ่งปรากฏเอกสาร สำนวน และเอกสารจากภาควิชาพยาธิวิทยา ที่ระบุข้อมูล สารเสพติดที่อยู่ในร่างกายของนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทั้งสารอัลพาโซแลม , โคเคน และรวมถึงสำนวนในคดีที่ระบุ พยานที่เห็นเหตุการณ์รถจักรยานยนต์ ของตำรวจ เลี้ยวตัดหน้า และความเร็วของรถยนต์นายบอส อยู่วิทยา ยิ่งก่อนหน้านี้ อัยการได้เคยสั่งฟ้องคดีแล้ว แต่มาทำสั่งให้ตำรวจสอบเพิ่ม จนอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกระแสสังคมพุ่งเป้าไปที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ และสำนักงานอัยการ ซึ่งล่าสุดทั้ง 2 หน่วยงาน ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว หากพบความผิดปกติ ก็สามารถเอาผิด อัยการที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ และได้รื้อเรื่องนี้มาพิจารณาใหม่ได้ แต่ถ้าผลสอบแล้วไม่พบความผิดปกติ ก็จะเป็นการประทับตราความถูกต้องชอบธรรม ให้กับ ขบวนการสั่งไม่ฟ้อง ในคดีนี้ต่อไป

วันนี้ ทางคมชัดลึก จึงได้ขอนำหน่วยงาน ใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับ “กระบวนการยุติธรรม” ที่ประชาชน อย่างเราๆจะได้เข้าใจ ถ้าหากวันหนึ่งเป็นคดีความขึ้นมาจะได้รู้ว่า หน่วยงานแต่ละหน่วยทำอะไร อย่างไร

 

หน่วยงาน ที่ 1. ตำรวจ   ซึ่งถือเป็นหน่วยงานแรกของกระบวนการยุติธรรม เมื่อมีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดต้องรีบไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ ณ สถานีตำรวจท้องที่ ที่การกระทำผิดนั้นเกิดขึ้น เช่น เหตุเกิดที่ อ.เมือง จ.นนทบุรี  ต้องไปแจ้งที่ สภ.อ.เมืองนนทบุรี  ในการแจ้งความนี้ ผู้เสียหายต้องเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ ขั้นตอนการกระทำผิด ให้พนักงานสอบสวนฟังโดยกล่าวหาว่า เมื่อวัน เดือน ปี เวลาใด มีการกระทำผิดอะไรเกิดขึ้น เหตุเกิดที่ไหน และต้องการจะให้ผู้กระทำผิดนั้นได้รับโทษ พนักงานสอบสวนก็จะบันทึกหลักฐานการแจ้งความ รับคำร้องทุกข์ ไว้ในสมุดประจำวันเกี่ยวกับคดี และดำเนินการสอบสวนติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป หากมีพยานบุคคลคนรู้เห็นเหตุการณ์ ให้นำพยาน ไปด้วย

 

เมื่อ ตำรวจสืบสวนจันกุมผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องหาได้แล้ว ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะแจ้งให้ญาติหรือผู้ที่ไว้วางใจทราบว่าตนถูกจับและถูกควบคุมตัวอยู่ ณ ที่ใด , สิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความสองต่อสอง , สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมตามสมควร, สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลทันทีเมื่อเจ็บป่วย ในระหว่างสอบสวนผู้ต้องหาจะถูกควบคุมที่โรงพัก 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ถ้าไม่ขอประกันตัว พนักงานสอบสวนก็จะส่งผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาล ญาติของผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถติดต่อขอประกันตัวผู้ต้องหาได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ของศาล

 

เมื่อ พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้น ก็จะส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทำความเห็น ควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ กรณีผู้ต้องหาประกันตัวในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนฯส่งพนักงานอัยการ ผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้องสามารถขอประกันตัวต่อได้ที่สำนักงานอัยการ คล้ายกับการประกันตัวที่ตำรวจ ( ผู้ต้องหา คือ บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดอาญา แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล, จำเลย คือ ผู้ต้องหา ที่ถูกฟ้องต่อศาลแล้ว )

 

หน่วยงานที่ 2. อัยการ หรือ ทนายแผ่นดิน

อัยการ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๘ ให้อำนาจ พนักงานอัยการ และ ผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยถือหลักของประเทศอังกฤษว่า .. ใครก็เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้ .. ( Anyone may prosecute )

กรณี ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาล ( ผู้เสียหายฟ้องศาลเอง ไม่แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ ) ศาลจะไต่สวนมูลฟ้องก่อนว่าเรื่องที่ฟ้องนั้นมีมูลความจริงหรือไม่ เมื่อไต่สวนแล้วศาลเห็นว่า น่าจะมีความผิดเกิดขึ้นจริง และ จำเลยเป็นผู้กระทำผิด ศาลก็จะประทับฟ้องไว้พิจารณา หากศาลเห็นว่าไม่มีมูลความผิด หรือมีมูลความผิด แต่จำเลยไม่ใช่ผู้กระทำผิด หรือเป็นการกลั่นแกล้งฟ้องกันเอง ศาลก็จะพิพากษายกฟ้อง

 

กรณี พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาล ( ผู้เสียหาย แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ) เมื่อพนักงานสอบสวนรับแจ้งความและทำสำนวนการสอบสวนเสร็จแล้ว ก็จะส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ พนักงานอัยการก็จะพิจารณากลั่นกรองคดีจากสำนวนการสอบสวน แล้วจะมีคำสั่งในคดี ฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหา เมื่อพนักงานอัยการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ศาลจะประทับฟ้องโดยจะไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ก็ได้ (ในทางปฏิบัติศาลมักจะไม่ไต่สวน เพราะถือว่ามีการสอบสวนกลั่นกรอง ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน และชั้นอัยการ กันมาก่อนแล้ว) เมื่อพนักงานอัยการฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลแล้ว ฐานะของผู้ต้องหาจะเปลี่ยนไปเป็น จำเลย

หน่วยงานที่ 3. ศาล ศาลยุติธรรม การพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของศาลไทย ใช้ระบบกล่าวหา (Accusatorail System) ซึ่งมีลักษณะเป็นการต่อสู้คดีกันระหว่าง โจทก์ กับ จำเลย โดยโจทก์มีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย ส่วนจำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีว่าตนเองไม่ได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง และมีสิทธินำสืบพยานหลักฐาน เพื่อหักล้างข้อกล่าวหานั้นได้

 

การพิจารณาพิพากษาคดีอาญาของศาล เริ่มตั้งแต่ โจทก์ไปยื่นฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งอาจจะเป็นอัยการหรือผู้เสียหายฟ้องเอง เมื่อศาลประทับฟ้องแล้ว ศาลจะนัดจำเลยมาสอบคำให้การ เรียกว่า วันนัดชี้ เมื่อถึงวันนัดชี้ คู่ความจะต้องมาศาล ถ้าเป็นคดีที่พนักงานอัยการฟ้อง ต้องนำผู้ต้องหามาด้วยในตอนฟ้อง ( ถือว่าวันที่พนักงานอัยการฟ้อง เป็นวันชี้สองสถานด้วย ) ในวันนัดชี้ดังกล่าว ศาลท่านจะอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟัง แล้วจะถามจำเลยว่า รับสารภาพ หรือ ปฏิเสธ

 

กรณี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะตัดสินในวันนั้นและจะปราณีลดโทษให้จำเลยไม่เกินครึ่งหนึ่ง และศาลจะสั่งงดสืบพยาน เว้นแต่คดีที่มีโทษจำคุกอย่างต่ำ ตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไป แม้จำเลยจะรับสารภาพศาลก็ยังต้องสืบพยานประกอบ เพื่อฟังให้แน่ชัดว่าจำเลยกระทำผิดจริง

กรณี จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจะนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยต่อไป โดยจะสืบพยานโจทก์ก่อน โดยทั่วไปแล้วผู้เสียหายจะเป็นพยานโจทก์ปากแรก เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจึงจะสืบพยานจำเลย และเมื่อศาลได้สืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยเสร็จแล้ว ศาลก็จะพิจารณาพิพากษาตัดสินไปตามรูปคดี ตามความหนักเบาแห่งการกระทำผิด และอ่านคำพิพากษาให้ทั้ง โจทก์ - จำเลย ฟังในศาล

 

หน่วยงานที่ 4. ราชทัณฑ์ (เรือนจำ) เมื่อคดีถึงที่สุด ( ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วคู่ความไม่ อุทธรณ์ - ฎีกา ) ก็ต้องบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้น เช่นพิพากษาให้ยกฟ้อง ถ้าจำเลยถูกขังอยู่ที่เรือนจำ ศาลก็จะออกหมายปล่อยจำเลยให้พ้นข้อหาได้รับอิสรภาพไป ถ้าพิพากษาลงโทษจำคุกก็จะจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาของศาล (ฐานะของจำเลยจะเปลี่ยนเป็น ผู้ต้องขัง) ระหว่างที่ถูกจำคุก ผู้ต้องขังจะได้รับการแก้ไขปรับปรุงความประพฤติ เพื่อให้สามารถกลับสู่สังคมได้ตามปกติหลังจากพ้นโทษแล้ว และไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก

 

หน่วยงานที่ 5. คุมประพฤติ  การคุมประพฤติ เป็นมาตรการทางกฎหมายที่ ใช้แทน การลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำผิด เพื่อให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้เช่นเดิม ภายใต้การสอดส่องดูแลของเจ้าพนักงาน ที่เรียกว่า พนักงานคุมประพฤติ การคุมประพฤติมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ปรับปรุงแก้ไขผู้กระทำผิดในคดีเล็กๆน้อยๆ ให้กลับตนเป็นพลเมืองดี โดยให้ผู้กระทำผิดซึ่งเรียกว่า ผู้ถูกคุมความประพฤติ นั้น ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ถ้าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่ปรับปรุงแก้ไขตนเองให้เป็นพลเมืองดี ศาลอาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นลงโทษในสถานหนักต่อไปได้

ลักษณะงานและบทบาทหน้าที่ของสำนักงานคุมประพฤติ โดยสรุป ดังนี้.-

 

- การสืบเสาะและพินิจ... เป็นขั้นตอนก่อนศาลพิพากษา โดยศาลจะมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับจำเลย ตลอดจนสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี นำมาประมวลแล้วรายงานต่อศาล เพื่อศาลจะได้ใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบดุลพินิจในการพิจารณาพิพากษาว่า จะลงโทษจำเลยในสถานใด หรือสมควรให้ใช้วิธีการคุมประพฤติหรือไม่ อย่างไร

 

- การควบคุมและสอดส่อง... เป็นขั้นตอนภายหลังศาลพิพากษาให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ และกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลยไว้ โดยให้พนักงานคุมประพฤติเป็นผู้คอยช่วยเหลือ แนะนำ ตักเตือนในเรื่องนิสัยและความประพฤติ การประกอบอาชีพและอื่นๆ เพื่อให้ผู้ถูกคุมความประพฤติมีโอกาสได้แก้ไขปรับปรุงตนเองให้เป็นพลเมืองดีต่อไป (โทษทางอาญา คือ ประหารชีวิต - จำคุก - กักขัง - ปรับ - และริบทรัพย์สิน)

 

หน่วยงานที่ 6. ทนายความ

ทนายความ กับ ผู้ต้องหา

จำเลย ในระบบกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งเป็นการต่อสู้คดีกันระหว่าง โจทก์ กับ จำเลย นั้น ทนายความได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือให้ ผู้ต้องหา และจำเลย ได้ใช้สิทธิต่อสู้คดีอย่างถูกต้องและเป็นธรรมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจจะว่าจ้างทนายความโดยจ่ายค่าตอบแทนให้ตามแต่จะตกลงกันเอง หากจำเลยไม่มีทนายความ ศาลจะจัดหาให้ (รัฐจัดหาทนายความให้โดยรัฐเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด)

 

ทนายความ กับ ผู้เสียหาย

- ในชั้นสอบสวนของตำรวจ ผู้เสียหาย สามารถปรึกษาทนายความ เพื่อแนะนำการให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน หรือ อ้างพยานหลักฐานต่างๆให้รัดกุมมากขึ้น

- ในชั้นอัยการและศาล ผู้เสียหาย สามารถแต่งตั้งทนายความ เพื่อยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ฟ้องคดีอาญาต่อศาลจนกว่าคดีจะเสร็จเด็ดขาดได้

กรณี ผู้เสียหายฟ้องศาลด้วยตนเอง ( ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม คือ ตำรวจ และอัยการ ) ผู้เสียหาย สามารถแต่งตั้งทนายความให้เป็นผู้ช่วยเหลือ ในการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาล ได้

 

กรมราชทัณฑ์