หลายวันที่ผ่านมากับหลากเรื่องราวในสังคม จะพบว่าบางความเห็นของผู้แทนราษฎรที่สะท้อนออกมากับกระแสข่าวนั้น "บางคนก็เวิร์ก แต่หลายคนกลับหลุดวาทะสร้างความชังให้บังเกิดใหม่ขึ้นเรื่อยๆ”

 

 

          และคล้ายว่าใครคนนั้นยังเมามันในอารมณ์จนถึงขีดสุดเมื่อได้แสดงอาการตอกกลับขั้วตรงข้ามแบบใส่เกียร์ห้าหน้าเดิน จนเสพติดความสะใจด้านความรุนแรงที่แสดงออกไปในหลากวาระ


          พื้นที่ส่วนตัวบนโลกออนไลน์ที่บางคนสะท้อนแนวคิดชังขั้วตรงข้ามออกมาแบบไม่มีเม้มนั้น คล้ายว่าเจ้าของพื้นที่จะสมอารมณ์หมายเสียด้วยซ้ำกับสิ่งที่แสดงออกไป และยินดียิ่งนักหากมีใครนำมากระจายต่อในสังคมไร้พรมแดนแบบแชร์ไปเรื่อยๆ แม้จะโดนก่นด่าก็ตาม


          ...แต่คล้ายว่าเจ้าของโพสต์จะยักไหล่...แล้วรำพึงว่า "แล้วไง ใครแคร์?”


          ยามนี้กับแทบทุกกรณีที่คนการเมืองสองขั้วออกมาเปิดศึกสงครามน้ำลาย หลายเรื่องไร้สาระที่ควรติดตาม และยังสร้างรอยหมางบนพื้นที่กระดานข่าวสารให้สังคมรับรู้ จนการแบ่งฝ่ายทางการเมืองในสังคมออนไลน์ชัดขึ้นและแรงขึ้นทุกวี่วัน


          แน่นอนว่าคำพูดหรือความเห็นใดๆ ผู้ที่แสดงและสื่อออกมาย่อมต้องรับผิดชอบสิ่งนั้นๆ ตามตัวบทกฎหมายในผลที่ตัวเองกระทำลงไป หากไปกระทบสิทธิของคนอื่นๆ


          ภาวะแบบนี้ถูกส่งออกมาจาก ส.ส.และทีมกระบอกเสียง รวมทั้งบุคลากรในขั้วรัฐบาลและขั้วฝ่ายค้านที่คำนึงเพียงความสะใจและหวังตอกขั้วตรงข้ามแบบดื้อๆ ทื่อๆ และยังแถมเปิดหน้าท้าทายกันชนิดที่เรียกว่า เย้ยฟ้าท้าดิน


          เห็นแล้วก็อ่อนใจกับบรรดาคนการเมืองเหล่านี้ที่แทบไม่ติดตั้งสติในระบบความคิดทางปัญญาเลย


          แต่ที่น่าอ่อนใจคือ วาทะชังของอีกขั้วที่ไปกระตุ้นกองเชียร์ให้แสดงออกด้วยความยินดีในสิ่งที่สื่อออกมาจนคล้ายว่าจะนิยมการสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น

 



          ...เอาเข้าจริงแล้วหากมองไปลึกๆ จะพบว่า 7 พรรคต้านลุงตู่ มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและเสนอแนวทางของตัวเองให้สังคมแเละขั้วตรงข้ามนำไปพินิจ หากมองว่ารัฐบาลดำเนินการแบบผิดฝาผิดตัว แต่หลายจังหวะขั้วฝ่ายค้านโหนกระแสเกินควร คอลัมน์นี้หวังเตือนใจคนฝ่ายค้านว่าการแสดงความเห็นและตำหนิติเตียนลุงตู่นั้น อย่าลืมอดีตที่ผ่านมาของบางคนในบางพรรคด้วยว่าเคยทำอะไรไว้ ไม่ใช่ ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง


          ส่วนผู้แทนราษฎรและทีมกระบอกเสียงบางคนในขั้วหนุนเรือเหล็ก...ขอเน้นไปยังพรรคหลักของขั้วเรือเหล็กคือพปชร. คล้ายจะดำเนินการแบบเฮทสปีช เพราะการตอบโต้ขั้วตรงข้ามแบบปะ-ฉะ-ดะในทุกกรณี จนสังคมระอาใจ แต่แว่วว่าระดับบิ๊กในพรรคนี้ชอบใจที่มีใครบางคนอาสาทำหน้าที่หน่วยกล้าตายออกไปบอมบ์ขั้วตรงข้าม แต่มิได้มองภาพรวมของพรรคเลยว่า บวกหรือลบ สิ่งใดมีมากกว่ากันแน่ ?


          บทสรุปที่ออกมาคือแต้มเทน้ำหมดสำหรับหลายกรณีของขั้วหนุนลุงตู่


          หากคนการเมืองทั้งสองขั้วเสนอความคิดเชิงสร้างสรรค์และประหยัดคำพูดที่ชวนให้เกิดแรงปะทะกันลงไปได้บ้าง...จะเกิดผลดีมิใช่น้อย แม้มันจะไม่เป็นข่าวฮอตตูมตาม แต่ในภาพรวมก็ย่อมดีกว่าการแสดงออกที่เสมือนราดน้ำมันบนกองไฟทำให้สังคมแตกแยกขึ้น


          สติคือเครื่องเจริญปัญญา สติจะสร้างวาทกรรมการเมือง คนการเมืองวันนี้จะสร้างประเทศให้ดีขึ้นได้ หากหยุดและประหยัดวาทกรรมที่สร้างรอยแยกได้ก็จะนับเป็นความดีข้อหนึ่งของคนการเมืองวันนี้...สาธุ