จากกรณีที่ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการดำเนินการวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย คณะกรรมการวิชาการเห็นชอบให้ดำเนินการเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 จัดหาวัคซีนไว้ 2 ล้านโดส แบ่งเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2 แสนโดส มีนาคม 800,000 โดส และเมษายน 1,000,000 โดส โดยฉีดคนละ 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ กลุ่มที่จะดำเนินการฉีดก่อน คือ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์, ระยะที่ 2 ช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564 จำนวน 26,000,000 โดส ฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ ระยะที่ 3 ช่วงปลายปี 2564 ถึงต้นปี 2565 จะฉีดให้ประชาชนทั่วไป

ล่าสุด อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์อธิบายระละเอียดเรื่องของการฉีดวัคซีน ถึงคนที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อนแล้วนั้น จำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิดด้วยหรือไม่ 

1. ถ้าเคยเป็นโรคโควิด-19 แล้ว ยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนหรือไม่ ?
- ดังนั้น ถึงแม้คุณจะเคยเป็นโรคโควิด-19 จนหายดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบมีอาการน้อยๆ หรือเป็นแบบรุนแรง คุณก็ยังได้ประโยชน์จากการฉีดวัคซีนเพื่อเสริมให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันโรคขึ้น
- มีรายงาน (https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32425950/) จากผู้ป่วยโรคโควิด-19 ระดับที่ต้องเข้าโรงพยาบาลว่าติดเชื้อค่อนข้างหนักมาก จนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันนั้นทำงานไม่ไหว และทำให้สร้างเมโมรี่เซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีต่อไวรัสได้ไม่มากพอ ... และถึงคุณจะมีอาการป่วยแบบน้อยๆ ระบบภูมิคุ้มกันของคุณก็อาจจะไม่ได้ทำงานเพียงพอถึงจุดที่จะสร้างเมมโมรีเซลล์ภูมิคุ้มกันได้

2. ถ้าฉีดวัคซีนไปแล้ว จะยังแพร่เชื้อโรคได้อยู่หรือเปล่า ?
- ถึงแม้ว่าวัคซีนที่เริ่มมีการฉีดกันทั่วโลกนั้น จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่ถูกฉีดมีอาการป่วยจากโรคโควิด-19 โดยวัคซีนที่ได้รับอนุญาตแล้วนั้นจะต้องป้องกันได้มากกว่า 50% (ซึ่งกรณีของวัคซีนที่ฉีดในประเทศอเมริกาแล้ว อย่างของ Pfizer-BioNTech และ Moderna นั้นป้องกันได้ 90%) แต่เรายังไม่สามารถบอกได้ว่ามันจะสามารถป้องกันไม่ได้เกิดการแพร่เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ได้จริงหรือไม่
- เหตุผลหนึ่งที่เราไม่อาจตอบคำถามนั้นได้ คือ วัคซีนและการทดสอบประสิทธิภาพของมันนั้น ถูกออกแบบมาสำหรับศึกษาถึงอัตราการป้องกันไม่ให้คนที่ถูกฉีดเกิดอาการป่วย ไม่ใช่เพื่อดูเรื่องการแพร่ระบาดของโรค