กลายเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้งสำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ม.112) โดยกระแสครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

จากสถานการณ์การชุมนุมในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลและทุกฝ่ายกำลังร่วมกันหาทางออกโดยสงบและสันติ บนพื้นฐานของกระบวนการตามกฎหมาย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่มีท่าทีที่จะบรรเทาลง แม้รัฐบาลได้แสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ใช้ความพยายามปฏิบัติหน้าที่ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ดำเนินการต่างๆ ตามหลักสากล ด้วยความระมัดระวัง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาบรรยากาศของความรักความสามัคคี ปรองดองของทุกคนในชาติ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นสำคัญ

 

ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีนัก และมีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้ง นำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอาจเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ และสถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง รวมทั้งความสงบสุขปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยทั่วไป รัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงจึงจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติ โดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมที่กระทำความผิด ฝ่าฝืนกฎหมาย เพิกเฉยต่อการเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยจะดำเนินคดีต่างๆ ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่สอดคล้องกับหลักการสากล

 

ม.112, มาตรา 112, 112

 

ม.112, มาตรา 112, 112

 

โดยสังคมโลกออนไลน์แพลตฟอร์มทวิตเตอร์ได้มีการผุดแฮชแท็ก #ยกเลิก112 ขึ้นมา ทั้งนี้ กองบรรณาธิการข่าว เนชั่นทีวี 22 (NationTV 22) ได้ตั้งประเด็น ม.112 สมควรเลิกจริงหรือ? เมื่อครั้ง นายกรัฐมนตรีออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีพระเมตตา ไม่ให้ดำเนินคดี 112 กับบุคคลใดเลย แต่กลุ่มที่เคลื่อนไหวหมิ่นเหม่กระทบสถาบันเบื้องสูงกลับฉวยโอกาสออกมาสร้างกระแสใหม่ เรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรานี้เสีย โดยเหตุผลที่นำมาสู่ข้อเรียกร้อง ก็เป็นเรื่องเดิมๆ เช่น เป็นกฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นอกจากนั้น ก็ยังอ้างว่าเป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ใส่ร้ายป้ายสี รวมไปถึงอัตราโทษขั้นต่ำที่สูงเกินไป ทำให้ศาลไม่อาจใช้ดุลยพินิจลดโทษได้

 

แต่จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า เหตุผลที่นำมากล่าวอ้างกันนั้นเกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง หรือหากมีปัญหาอยู่จริงบ้างก็ได้รับการแก้ไขไปเกือบหมดแล้ว เริ่มจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เขียนเอาไว้สั้นๆ ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี"

บทบัญญัตินี้ มีเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อปกป้องคุ้มครองพระมหากษัตริย์ต่อการถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่ใช่การติชมโดยสุจริต หรือวิจารณ์ในแง่วิชาการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการใส่ร้ายป้ายสีมาจากบางกลุ่มมาโดยตลอด จึงต้องมีกฎหมายมาตรานี้ และการมีกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ไม่ใช่การละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากผู้ที่กระทำผิดมาตรานี้ ต้องถือว่าใช้เสรีภาพอย่างไม่สุจริต และจงใจละเมิดบุคคลอื่น (ในที่นี้คือพระมหากษัตริย์)

 

หากยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็จะเกิดความลักลั่นทางกฎหมาย เพราะบุคคลธรรมดายังมีกฎหมายคุ้มครองกรณีหมิ่นประมาท ทั้งหมิ่นประมาททั่วไป (มาตรา 326 มีทั้งโทษจำคุกและปรับ) และดูหมิ่นซึ่งหน้า (มาตรา 393 มีทั้งโทษจำคุกและปรับ) แต่กับพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงมีสถานะเป็นประมุขของรัฐในระบบการปกครองของไทยกลับไม่มีกฎหมายคุ้มครอง

ยิ่งไปกว่านั้นในประมวลกฎหมายอาญา ยังมีบทบัญญัติอีกหลายมาตราที่เป็นกลุ่มความผิดใกล้เคียงกัน เช่น มาตรา 133 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 135 ว่าด้วยการดูหมิ่นธง หรือตราสัญลักษณ์ของรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ฉะนั้้น การจะยกเลิกหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต้องพิจารณาถึงความสอดคล้องกับมาตราอื่นๆ เหล่านี้ด้วย มิฉะนั้นจะกลายเป็นความลักลั่นของกฎหมาย เช่น คุ้มครองประมุขต่างประเทศ แต่ไม่คุ้มครองประมุขประเทศตัวเอง อย่างนี้เป็นต้น
ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีบทลงโทษสูงเกินไป โดยเฉพาะโทษขั้นต่ำ คือ 3 ปี ขณะที่โทษขั้นสูง คือ 15 ปี ทำให้ศาลไม่สามารถใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบากับคนที่กระทำผิดไม่ร้ายแรงได้นั้น

จริงๆ แล้วประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เดิมไม่มีกำหนดโทษขั้นต่ำเอาไว้ มีแต่โทษขั้นสูง คือ เขียนไว้เพียงว่า ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี แต่ต่อมามีการแก้ไขกฎหมายให้มีโทษขั้นต่ำ จำคุก 3 ปี และโทษขั้นสูง คือ จำคุกไม่เกิน 15 ปี ทว่าก็ยังมีกระแสโจมตีว่าโทษขั้นต่ำสูงเกินไปอยู่ดี และศาลไม่สามารถใช้ดุลยพินิจรอลงอาญาได้

 

ทั้งๆ ที่ในปี 2559 มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจในการ รอลงอาญา สำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีได้ ฉะนั้นในปัจจุบัน โทษขั้นต่ำ ที่กำหนดไว้ 3 ปี จึงไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องการใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบาหรือรอลงอาญา (ทั้งรอการกำหนดโทษ และกำหนดโทษแล้ว แต่รอการลงโทษเอาไว้ก่อน)

อีกประเด็นหนึ่งที่พูดกันมาก คือ การใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ประเด็นนี้จะพบว่ามีการกล่าวหากันในทางการเมืองด้วยการอ้างเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูงจริง โดยสถิติคดี 112 จากในอดีตตั้งแต่ปี 2500 ที่เริ่มมีการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาจนถึงปี 2548 มีคดี 112 เกิดขึ้นน้อยมาก บางปีไม่มีเลย / แต่นับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ซึ่งประเทศไทยมีความขัดแย้งทางการเมือง ปรากฏว่า มีคดี 112 มากจนผิดสังเกต และนี่เองที่เป็นเหตุผลให้มีความพยายามกลั่นกรองการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้มาตลอด

 

กระบวนการนี้เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยการออกเป็นนโยบายไม่ให้ ตำรวจโรงพัก ที่รับแจ้งการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 สอบสวนและทำสำนวนคดีเอง แต่ต้องส่งให้ คณะทำงาน ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นเจ้าภาพ ทำหน้าที่สืบสวน สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อความชัดเจน และป้องกันการตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

นอกจากนั้น ยังให้มีคณะทำงานระดับชาติ กลั่นกรองสำนวนคดี 112 อีกชั้นหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่าการสั่งฟ้องคดี จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่ (เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องทางการเมือง อาจมีการนำไปขยายผลจนกระทบกับสถาบันเบื้องสูงมากกว่าเดิมได้)
ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่ามีความพยายามควบคุมและกลั่นกรองการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตลอด