คมชัดลึกออนไลน์ 24 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
ข่าวทั่วไป

เปิดเหตุผล พิพากษายกฟ้อง "4 กปปส."

25 กรกฎาคม 2562 - 14:21 น.
เปิดเหตุผล,พากษายกฟ้อง 4 กปปส,คมชัดลึก
ข่าวทั่วไป

Shares :
เปิดอ่าน 4,064 ครั้ง

ศาลชี้แม้เป็นแกนนำพากลุ่มไปปิดล้อมที่ต่างๆ แต่ไม่ได้ปราศรัยสั่งการ ขณะที่ "โฆษกอัยการ" ระบุ อัยการสูงสุดทราบผลคดีแล้ว รอดูลุ้นอุทธรณ์


 

              25 ก.ค.62-ศาลชี้แม้เป็นแกนนำพากลุ่มไปปิดล้อมที่ต่างๆ แต่ไม่ได้ปราศรัยสั่งการ ขณะที่ "โฆษกอัยการ" ระบุ อัยการสูงสุดทราบผลคดีแล้ว รอดูลุ้นอุทธรณ์ ส่วนกลุ่ม กปปส. รอตัวฟ้องอีก 14 คน – ชุดสุเทพ 32 คนที่สืบพยานยังเดินหน้าต่อไม่หยุด จนกว่าผลคดีแรกถึงที่สุด  

           25 ก.ค.62 ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.30 น. ศาลอ่านพิพากษาคดีชุมนุม กปปส.สำนวนแรก ที่รวมพิจารณาคดีหมายเลขดำ อ.1191/2557 , อ.1298/2557 , อ.1328/2557 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง "นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม" อายุ 57 ปี หนึ่งในผู้บริหารสื่อเครือเนชั่นกรุ๊ป , "นายสกลธี ภัททิยกุล" อายุ 42 ปี อดีต ส.ส.กทม. ร่วมชุมนุม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. , "นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์" อายุ 68 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) , "นายเสรี วงศ์มณฑา" อายุ 70 ปี นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ , กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ , อั้งยี่ , ซ่องโจร , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ , เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำนั้นแต่ไม่เลิก, ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างเพื่อบังคับรัฐบาล , ร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 , 116, 117, 209, 210, 215, 362, 364, 365 และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง , ร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต. ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มา ซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 76 ,152 รวม 8 ข้อหา

             

           โดยคดีสำนวนแรกนี้ อัยการยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2557 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย.56 จนถึงวันฟ้อง (เดือน พ.ค.57) ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ฟ้องกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้มั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและเกินกว่า 10 คนสมคบกันเป็นอั้งยี่-ซ่องโจร ซึ่งร่วมกันและแบ่งหน้าที่กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ โดยมีการจัดตั้งเป็นคณะบุคคลชื่อ " คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส."  ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณประกาศตัวเป็นเลขาธิการ กปปส. โดยจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกและเป็นกรรมการผู้มีหน้าที่สั่งการ ร่วมกันปลุกระดม ยุยง ชักชวนให้ประชาชน เข้าร่วมการชุมนุมและร่วมกิจกรรมในการก่อความไม่สงบ มุ่งขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี รวมทั้งดำเนินการคัดค้านและขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อไม่ให้มีนายกรัฐมนตรี และครม.ชุดใหม่ เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยปราศรัยชักชวนประชาชนให้ออกมาขับไล่รัฐบาล อีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็นกองกำลังทั้งที่มีอาวุธและไม่มีอาวุธ บุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีการใช้กำลังขัดขวางต่อสู้ทำร้ายร่างกาย โดยวันที่ 16 ม.ค. 57 เวลากลางคืน ได้มีการจัดตั้งสะสมกองกำลังอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกบฏ และประกาศรับสมัครชายฉกรรจ์ 500 คน เพื่อทำการขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และจับตัวรัฐมนตรีคนอื่นๆ บีบบังคำให้ลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งจัดตั้งศาลประชาชนขึ้นพิจารณาลงโทษและริบยึดทรัพย์ อันเป็นการล้มล้างอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ นอกจากนี้วันที่ 13 ม.ค. - 2 มี.ค.57 จำเลย , นายสุเทพ พร้อมพวก ยังได้ปิด กทม. มีการตั้งเวทีปราศรัย 7 แห่ง ปิดกั้นการจราจรและได้ยึดครองไม่ให้ประชาชนใช้เส้นทางดังกล่าว โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต รัฐบาลมอบหมายให้ศูนย์รักษาความสงบและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกคำสั่ง ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้จำเลยและพวก เลิกชุมนุมและบุกรุกสถานที่ราชการ หยุดปิดกั้นการจราจร แต่จำเลยกับพวกไม่เลิกกระทำการดังกล่าว  เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ขณะที่ท้ายคำฟ้องอัยการ ไม่ได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราวจำเลยแต่อย่างใด

           ขณะที่จำเลยทั้ง 4 รายให้การปฏิเสธทุกข้อหาพร้อมตั้งทนายความสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยทั้งสี่ก็ได้รับการปล่อยชั่วคราว ซึ่งคดีเริ่มสืบพยานตั้งแต่ปี 2558-2562

           และวันนี้ จำเลยทั้งสี่มาศาลพร้อมฟังคำพิพากษา โดยมี "นายสุเทพ" อดีตเลขาธิการ กปปส. , กลุ่มแกนนำ กปปส. ที่ถูกฟ้องอีกสำนวน และพระพุทธอิสระที่วันนี้ห่มจีวรนั่งรถเข็นมา รวมทั้งคนใกล้ชิดกว่า 60 คน มาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษาด้วย

           โดย "นายสุเทพ" อดีตเลขาธิการ กปปส. ที่เดินทางมาให้กำลังใจ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ซึ่งพวกเราถูกฟ้องเนื่องจากการชุมนุมต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมและรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556-2557 จำเลยชุดแรกมีจำนวน 4 คน คือ นายสนธิญาณ , นายสกลธี, นายสมบัติ และ นายเสรี ซึ่งอัยการยื่นฟ้องคดีก่อน ก็แยกเป็นคนละสำนวนคดีกับที่ฟ้องพวกตนอีก 30 กว่าคน และคดีนี้ได้ต่อสู้คดีกันมานานกว่า 4 ปีแล้วในฐานะผู้ร่วมอุดมการณ์ ตนจึงเดินทางมาเป็นกำลังใจให้แกนนำทั้ง 4 คน

           ขณะที่ "ศาล" พิเคราะห์พยานหลักฐานตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่นำสืบแล้ว เห็นว่า จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแม้ฟังข้อเท็จจริงได้ว่านายสนธิญาณ จำเลยที่ 1 , นายสกลธี จำเลยที่ 2 และ นายเสรี ที่ 4 เป็นแกนนำเคยพากลุ่มผู้ชุมนุมไปสถานที่ต่างๆ และมีเหตุการณ์นำโซ่คล้องประตู ล็อคกุญแจ ตัดไฟฟ้า ปิดล้อมยังสถานที่ต่างๆตามฟ้อง หรือขัดขวางเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

           แต่กลับปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์อีกว่า จำเลยทั้งสี่ไม่เคยปราศรัยในลักษณะเป็นผู้สั่งการ หรือร่วมกับผู้เข้าร่วมชุมนุมกระทำการใดๆ ที่เป็นความผิดอาญาตามฟ้อง การที่มีเหตุการณ์ใช้โซ่คล้องประตู ล็อคกุญแจ ตัดไฟฟ้า ปิดล้อมยังสถานที่ต่างๆตามฟ้อง หรือขัดขวางเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงเป็นการกระทำที่ถือเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มบุคคลที่กระทำการนั้นๆ โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดนั้นด้วย

           ประกอบกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ 54/2556 , ที่ 58/2556 , ที่ 59/2556 และที่ 21/2557 ก็มีคำวินิจฉัยว่า การที่กลุ่มของนายสุเทพ และ กปปส. ออกมาชุมนุมคัดค้านเป็นการชุมนุมของประชาชนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน โดยมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม , ความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล จึงเป็นการใช้สิทธิขอบธรรมตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 61 วรรคหนึ่ง และมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ให้การรับรองไว้ การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. จึงเป็นการประชุมทางการเมือง อันเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสี่ เช่นเดียวกับประชาชนที่มาเข้าร่วมกับการชุมนุมกับจำเลยทั้งสี่ ถือเป็นการแสดงออกทางเสรีภาพของผู้ชุมนุมที่มีความเห็นตรงกันทางการเมือง ย่อมมีสิทธิที่จะมาร่วมชุมนุมกันได้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การชุมนุมเพื่อการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

           ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว "นายสกลธี ภัททิยกุล" รองผู้ว่าฯ กทม. จำเลยที่ 2 ซึ่งศาลยกฟ้อง กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่สนับสนุน ส่วนจำเลยทั้ง 4 คนก็รู้สึกดีใจเพราะเราต่อสู้คดีขึ้นศาลมาเกือบ 5 ปีและค่อนข้างลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่พวกเราทุกคนยึดถือเหมือนกันคือเคารพกระบวนการยุติธรรม โดยมาศาลทุกครั้งไม่เคยขาด เมื่อใครเดินทางไปต่างประเทศก็กลับมาตามกำหนดนัดทุกครั้ง คดีนี้ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลมองว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ในช่วงปี 2556-2557 เป็นการชุมนุมที่อยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยไว้ด้วยค่อนข้างชัดเจนแล้ว ประกอบกับการเดินทางไปชุมนุมตามในที่ต่างๆ ของกลุ่มผู้ชุมนุมเองก็เป็นไปโดยสงบ อหิงสาและสันติ ไม่ได้มีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาลท่านมองเห็นและวินิจฉัยในวันนี้

           ขณะที่ "นายสุเทพ" อดีตเลขาธิการ กปปส. จำเลยอีกสำนวน ซึ่งวันนี้เดินทางมาให้กำลังใจ กปปส. ชุดแรก ก็กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นเลขาธิการ กปปส.ได้ร่วมกันต่อสู้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนั้น ตนมีความรู้สึกกังวลในการต่อสู้คดีมาโดยตลอด เพราะว่าจำเลยทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำ บ้างก็เป็นอาจารย์หรือทำงานด้านสื่อมวลชน แต่ว่าทุกคนก็ต่อสู้คดีด้วยความเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดที่จะนำความจริง ข้อเท็จจริงทั้งหลายมาพิสูจน์กันในศาลยุติธรรม ท่ามกลางความเป็นห่วงของมวลมหาประชาชน กปปส.ทั้งหลาย ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ศาลพิพากษายกฟ้องคดี คิดว่าคงจะทำให้พี่น้องประชาชนที่รักชาติรักแผ่นดินมีความสุขใจขึ้น ได้เห็นว่าสิ่งที่ได้ทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมืองแม้จะต้องเหนื่อยยากลำบาก และได้รับผลกระทบจากที่ร่วมชุมนุมมานาน 4-5 ปีนั้น วันนี้กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามระบบ และเป็นสิ่งที่พวกเราประชาชนคนไทยช่วยกันดูแลรักษากันต่อไป

           เมื่อถามว่าคำพิพากษาจะเป็นแนวทางให้กับ กปปส.ชุดใหญ่ที่คดีอยู่ในกระบวนการศาลหรือไม่ "นายสุเทพ" กล่าวว่า เป็นเรื่องของการต่อสู้คดีของ แกนนำ กปปส.ชุดใหญ่ เห็นว่าศาลชั้นต้นจะต่อสู้คดีในแนวทางไหน  ซึ่งศาลอาญาได้อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยไว้หลายครั้งหลายหนในปี 2556-2557  แต่ว่าหากการกระทำของผู้ชุมนุมใด เป็นความผิดกฎหมายอาญาอื่นก็ต้องรับผิดไป อย่างไรก็ตามหลังจากนี้เราจะได้นำคำพิพากษาฉบับเต็มมาศึกษาต่อไปด้วย

           ด้าน "นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวว่า ภายหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดี กปปส. ชุดแรกดังกล่าว คณะทำงานอัยการที่รับผิดชอบการดำเนินคดี ของสำนักงานคดีพิเศษได้รายงานผลคดีให้อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษและนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ทราบแล้ว ขั้นตอนกฎหมายต่อจากนี้คณะทำงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินคดี จะดำเนินการขอคัดคำพิพากษาฉบับเต็มพร้อมถ้อยคำสำนวนศาล จากนั้นก็จะเสนอคำพิพากษาพร้อมสำนวนและความเห็นว่าควรอุทธรณ์หรือไม่ไปยังอธิบดีอัยการศาลสูงเพื่อพิจารณาต่อไป โดยคดีนี้เป็นคดีสำคัญตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด ดังนั้นอธิบดีอัยการศาลสูง จะเป็นผู้รับผิดชอบและกำกำกับดูแลการพิจารณา คดีในชั้นอุทธรณ์ว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ ขณะนี้ต้องถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุดตามกฎหมาย ดังนั้นส่วนของคดีการชุมนุม กปปส. ที่ยังอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ (ชุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. รวม 32 ราย) และผู้ต้องหาที่เหลืออีก 14 รายซึ่งร่วมชุมนุมกับ กปปส. ที่อัยการมีคำสั่งฟ้องแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งตัวฟ้องนั้นต้องถือเป็นเหตุลักษณะคดีกับคดีที่ยกฟ้องในครั้งนี้ซึ่งขณะนี้ถือว่าคำสั่งฟ้องและการดำเนินคดียังมีผลตามกฎหมายทุกประการ แต่เมื่อทั้งหมดเป็นเหตุลักษณะคดีดังกล่าวก็คงต้องรอผลการพิจารณาของอธิบดีอัยการศาลสูงและคณะทำงานของสำนักงานคดีพิเศษก่อน ผลคืบหน้าคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดจะได้แถลงให้ทราบต่อไป

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีชุมนุม กปปส.ชุดนายสุเทพ อายุ 70 ปี อดีตเลขาธิการ กปปส. และประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กับอดีตแกนนำ กปปส. และแนวร่วม รวมทั้งสิ้น 32 คน ที่รวมพิจารณา 5 สำนวน ในคดีหมายเลขดำ อ.247/2561 , อ.832/2561, อ.1185/2561, อ.491/2562 , อ.791/2562 นั้น พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ก็ได้ยื่นฟ้อง 8 ข้อหาเช่นเดียวกัน โดย "นายสุเทพ" อดีตเลขาธิการ กปปส. กับ "นายชุมพล จุลใส" ถูกฟ้องเพิ่มอีกข้อหาฐานก่อการร้าย ตามมาตรา 135/1 นั้น โดยท้ายคำฟ้องอัยการโจทก์ยังได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของจำเลยด้วยมีกำหนด 5 ปี ซึ่งจำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวคนละ 600,000 บาท พร้อมมีเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล โดยคดีแกนนำ กปปส.ชุดนี้ อยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์โดยเริ่มนัดแรกเมื่อวันที่ 14 พ.ค.62 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลให้สืบพยานต่อเนื่องทุกสัปดาห์

           ส่วนคดีชุมนุม กปปส. ที่ยังรอส่งตัวให้อัยการยื่นฟ้องอีก 10 กว่าคน ก็มีผู้ต้องหา อาทิ นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำ พธม. , นายนิติธร ล้ำเหลือ , น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร  ปัจจุบันเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

 


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended