ข่าว

DSI ยกข้อกฎหมายโต้ศูนย์ลูกหนี้ฟ้องศาลทุจริต

DSI ยกข้อกฎหมายโต้ศูนย์ลูกหนี้ฟ้องศาลทุจริต

23 ส.ค. 2561

โฆษกดีเอสไอแจงยิบทุกขั้นตอนการทำงาน. หลังศูนย์ลูกหนี้ฯ ฟ้อง157 ละเว้นไม่สอบสวนเอาผิดสถาบันการเงินบังคับชำระหนี้ไม่เป็นธรรมจากวิกฤตค่าเงินต้มยำกุ้ง


           กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) -23 ส.ค.61 -โฆษกดีเอสไอแจงยิบทุกขั้นตอนการทำงาน. หลังศูนย์ลูกหนี้ฯ ฟ้อง157 ละเว้นไม่สอบสวนเอาผิดสถาบันการเงินบังคับชำระหนี้ไม่เป็นธรรมจากวิกฤตค่าเงินต้มยำกุ้ง ระบุการตรวจสอบไม่พบมูลความผิดอาญา-ฟอกเงิน การขายทรัพย์สินมีพรก.รองรับ. ส่วนกรณีกล่าวหาจนท.รัฐส่งเรื่องไปให้ป.ป.ช.แล้ว.
         ทีมโฆษกดีเอสไอ ชี้แจงกรณีน.ส.กัลยาณี รุทระกาญจน์ เลขาธิการองค์กรสาธารณประโยชน์ ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ และกลุ่มผู้เสียหาย จำนวน 12 คน  ยื่นฟ้องอธิบดีดีเอสไอและพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ว่า เพื่อให้สาธารณชนทราบข้อเท็จจริงและกระบวนการดำเนินการของดีเอสไอในเรื่องดังกล่าว และป้องกันการบิดเบือนข้อมูล จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงโดยสรุปเป็นลำดับ ดังนี้. 1. ดีเอสไอมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวน และสอบสวนคดีพิเศษตามที่ กพหนดไว้ในพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ซึ่งคดีพิเศษมี 2 ประเภทหลัก คือ (1) คดีความผิด ทางอาญาตามบัญชีท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และคดีความผิดทางอาญาที่กำหนดเพิ่มเติม โดยกฎกระทรวงกำหนดคดีพิเศษ ซึ่งคดีดังกล่าวต้องมีลักษณะของการกระทำความผิดความที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) (ก) - (จ) และเฉพาะตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษประกาศรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดไว้เท่านั้น และ (2) คดีอาญาอื่นนอกจากคดีพิเศษตาม (1) จะเป็นอำนาจของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ที่จะมีมติให้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นคดีพิเศษเฉพาะเรื่อง

 

ข่าวเกี่ยวข้อง ผู้เสียหาย 12 ราย ฟ้อง "อธิบดี-จนท.ดีเอสไอ" ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ 


     

 

        DSI ยกข้อกฎหมายโต้ศูนย์ลูกหนี้ฟ้องศาลทุจริต

   2. ดีเอสไอได้ตรวจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับน.ส.กัลยาณี และศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ พบว่าช่วง พ.ศ.2559 – 2560 น.ส.กัลยาณีทั้งในฐานะส่วนตัว และในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ ได้ยื่นเรื่องต่อดีเอสไอขอให้ดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์ และกรรมการที่เกี่ยวข้อง ในความผิดอาญาฐานต่างๆ รวม 7 เรื่อง และมอบเรื่องทั้งหมดให้สำนักคดีการเงินการธนาคาร (ขณะนั้น) ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อแสวงหา พยานหลักฐานว่าเป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยรับเป็นสำนวนตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ 89/2559 , 90/2559 , 109/2559 , 199/2559 ,226/2559 , 239/2559 , 270/2559 และ 7/2560 รวม 8 สำนวน

         3. จากการตรวจสอบของสำนักคดีการเงินการธนาคาร พบว่าที่มาของเรื่องสืบเนื่องจากผู้ร้องกับพวก ได้ทำสัญญาขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินโดยใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ขายทรัพย์สินด้อยคุณภาพ (ลูกหนี้ที่มีการผิดนัดชาระหนี้) ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ โดยได้โอนทั้งสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อนำไป เรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้นต่อไป ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ต่อมาผู้ร้องกับพวก ถูกบังคับชำระหนี้ซึ่งเห็นว่าไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้ผู้ร้องเห็นว่าตนได้รับความเสียหาย จึงมีการร้องทุกข์/กล่าวโทษ ให้ดำเนินคดีอาญากับสถาบันการเงินต่างๆ และกรรมการผู้มีอำนาจในความผิดทางอาญาและความผิดฐานฟอกเงิน รวมถึงได้กล่าวโทษเจ้าพนักงานของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

                 DSI ยกข้อกฎหมายโต้ศูนย์ลูกหนี้ฟ้องศาลทุจริต

         4.คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักคดีการเงินการธนาคาร ได้ตรวจสอบข้อมูลตามคำร้องและ มีหนังสือประสานงานและส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับประเด็นที่ผู้ร้องร้องทุกข์/กล่าวโทษ ดังนี้ (1) กรณีกล่าวโทษเจ้าหน้าที่รัฐ ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดีเอสไอได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการให้ดีเอสไอทราบ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือ พยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการไต่สวนต่อไปได้ จึงมีมติไม่รับเรื่องไว้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง สำหรับในส่วนของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าพนักงานที่ดิน และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือเมื่อ วันที่ 9 ตุลาคม 2560 แจ้งว่าเรื่องยังอยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
         (2) กรณีกล่าวหาว่าสถาบันการเงินผู้ถูกกล่าวหา ชำระภาษีอากรไม่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร ดีเอสไอได้ส่งเรื่องไปยังกรมสรรพากรเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งต่อมากรมสรรพากรมีหนังสือ ลงวันที่ 20 กันยายน 2560 แจ้งผลการตรวจสอบการชำระภาษีอากร สรุปได้ความว่า สถาบันการเงินต่างๆ (ผู้ถูกกล่าวหา) ได้ดำเนินการไปตามกฎหมายและระเบียบแล้ว และมีพระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติ เกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2558 บังคับใช้ จึงได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมิน หรือ สั่งให้เสียภาษีอากรและความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากร       
         (3) คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง สานักคดีการเงินการธนาคาร ได้เชิญผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ตลอดจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสภาวิชาชีพการบัญชี กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลเพื่อประกอบการ พิจารณาดำเนินการ โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นพบว่ายังไม่มีมูลกรณีหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะ กล่าวหาดำเนินคดีอาญากับสถาบันการเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้องในความผิดทางอาญาและความผิดฐานฟอกเงินตาม ที่ผู้กล่าวหาทาการร้องเรียน
         ต่อมาน.ส.กัลยาณี ได้มีหนังสือร้องเรียนและขอความเป็นธรรมเพื่อให้ตรวจสอบการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยมีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ร้องกับผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอซึ่งที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่าเห็นควรมอบหมายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ กรณีดังกล่าวต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ และได้กำชับและเร่งรัดโดยเร็ว
         ทีมโฆษกดีเอสไอ ระบุด้วยว่า ส่วนกรณีที่น.ส.กัลยาณียื่นฟ้องอธิบดีดีเอสไอต่อศาลคดีทุจริตฯ นั้น ได้มอบหมายให้กองกฎหมายวิเคราะห์คำฟ้องว่าเป็นไปตามข้อเท็จจริงและ เป็นเหตุให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือผู้ใดผู้หนึ่งเสียหายหรือไม่ และพิจารณาดำเนินการต่อไป
         สำหรับกรณีดังกล่าว น.ส.กัลยาณีได้ระบุสาเหตุแห่ง การฟ้องคดีว่ากลุ่มผู้เสียหายได้ร้องทุกข์กล่าวโทษขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาตามพระราชกำหนด บริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 จำนวน 6 เรื่อง แต่ดีเอสไอไม่สืบสวนสอบสวน กลับใช้การตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน เป็นการบิดเบือนการปฏิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ขัดขวางไม่ให้ผู้ร้องทุกข์เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ตัดตอนไม่ให้มีการดำเนินคดีอาญากับขบวนการฟอกเงิน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรง รวมทั้งกล่าวหาเจ้าหน้าที่ว่าภายหลังที่รับเรื่องไปแล้วไม่มีการใส่วันที่ และเลขที่รับหนังสือ เท่ากับผู้เสียหายไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย