เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวในการเสวนาผ่าน วิดิโอคอนเฟอเร้นซ์ ของพรรคเพื่อไทยว่า  ในภาวะวิกฤตการระบาดไวรัสโควิดรอบใหม่ รัฐบาลต้องตั้งหลักคิดให้ดี อย่าสับสนหรือร้อนรน โดยที่ผ่านมาได้ออกมาตรการผิดๆถูกๆ ซึ่งรัฐบาลเองต้องออกมาแก้ไขกันตลอด ยิ่งทำให้ประชาชนสับสนและยิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก อีกทั้งจำเป็นอย่างมากที่รัฐบาลต้องคิดแผนฟื้นเศรษฐกิจ หารายได้ ควบคู่ไปกับการเยี่ยวยาและการแก้ไขปัญหาการระบาดไวรัส ในภาวะวิกฤตรัฐบาลต้องคิดมาตรการที่เฉียบพลันเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงเสนอ มาตรการเยียวยาพร้อมมาตรการฟื้นฟูประเทศดังนี้

1. กลุ่มแรงงานนอกระบบที่ไม่มีประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอิสระ ลูกจ้าง กลุ่มเปราะบาง และเกษตรกร (กลุ่มเดิมจากการเยียวยาครั้งก่อน) ให้ได้รับเงินสนับสนุนคนละ 15,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เท่ากับการเยียวยาให้ครั้งแรก) สำหรับนอกพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามประกาศของรัฐ และเงินสนับสนุนคนละ 18,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 6,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับในพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามประกาศของรัฐ

2. มาตรการลดภาระของประชาชน อุดหนุนภาระดอกเบี้ย สำหรับผู้ที่ผ่อนรถยนต์ คอนโดมิเนียม และบ้านอยู่อาศัย ผู้ได้รับผลกระทบเป็นระยะเวลา 6 เดือน

3. ขยายระยะเวลายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมวันที่ 31 มีนาคม 2564 เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2564

4. ลดภาระประชาชนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ โดยภาครัฐสนับสนุนบางส่วน เป็นระยะเวลา 3 เดือน

มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

1. มาตรการหารายได้เข้ารัฐ ที่ไม่ใช่เพียงภาษี เช่น เจรจาแหล่งก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา การทำแลนบริดจ์ ในพื้นที่ภาคใต้ รัฐบาลเคยรับคำแนะนำว่าจะไปดำเนินการแต่ก็หายเงียบไป 

2. การลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มระบบราชการของไทยทั้งหมด โดยเริ่มจาก แพลตฟอร์มทางการคลัง และ ระบบภาษี เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ลดขนาดราชการ และ ป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น รวมถึงการใช้ระบบบล็อกเชน 

3. การแก้ไขระบบศุลกากรที่เป็นปัญหา และ 10 ข้อแนะนำจากที่ทูตจาก 5 ประเทศ สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมัน และ ออสเตรเลีย เสนอมา 

4. ปรับปรุงระบบภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรม รวมถึงการเก็บภาษีกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของต่างประเทศด้วย

5. ควบคุมแพลตฟอร์มต่างชาติไม่ให้มีอิทธิพลกับเศรษฐกิจไทยมากนัก แลเฝะส่งเสริมและพัฒนาแพลตฟอร์มของไทย

6. จัดงบประมาณใหม่ โดยต้องเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยต้องปรับลดการใช้จ่ายทางทหาร และ ความมั่นคง

7. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 5 บาท/ลิตร จากที่เก็บอยู่ปัจจุบันที่ 5.99 บาท/ลิตร 

8. กระตุ้นเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่าการแจกเงิน 

ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้พิจารณามาตรการเยียวยา เร่งทำเพื่อจะได้บรรเทาภาระของประชาชน อีกทั้งกำหนดทิศทางประเทศและสร้างความหวังให้กับประชาชนได้ อย่าได้ปล่อยเหมือนประเทศบริหารไปตามยถากรรมเหมือนในปัจจุบัน