ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดพะเยา เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัดพะเยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดพะเยา สนธิกำลังเข้าจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมเกินราคาที่กำหนด นอกจากนั้นยังเข้าตรวจยึด แหล่งกักตุนหน้ากากอนามัย โดยสามารถยึดของกลางได้ 34,250 ชิ้น นำส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองพะเยา ดำเนินคดีในข้อหาจำหน่ายสินค้าควบคุมเกินราคาที่กำหนด และกักตุนสินค้าโดยจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

 

 

 

                  เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.พะเยา ฝ่ายปกครองพะเยา และพาณิชย์จังหวัดพะเยา ต้องเข้าทำการตรวจยึดหน้ากากอนามัย รวมแล้วมากกว่า 34,250 ชิ้น หลังเจ้าหน้าที่มีการสืบทราบว่ามีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยดังกล่าว ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คโดยใช้ Facebook ในนาม Peemai Nitiporn ในการเสนอขายสินค้า หน้ากากอนามัย โดยเสนอขายราคา 10 ชิ้น 200 บาท (20 บาทต่อหนึ่งชิ้น) และ 1กล่องจำนวน 50 ชิ้น ในราคา 890 บาท (17 บาทต่อหนึ่งชิ้น) และหากเสนอซื้อจำนวนสองกล่องผู้ขายก็จะลดราคาให้ในราคา 830 บาท (16 บาทต่อหนึ่งชิ้น) จึงได้ดำเนินการวางแผนจับกุมโดยใช้วิธีการอำพรางล่อซื้อ

                  โดยผู้ขายได้นัดหมายให้มาทำการซื้อสินค้ากันที่ร้านอนุรักษ์ออโตเซอร์วิสเลขที่ 20 ถนนรอบเวียงประตูชัยตำบลเวียงอำเภอเมืองจังหวัดพะเยา หลังจากนั้นผู้ขายคือนายอนุรักษ์หรือบาส ทองนิ่ม อายุ 37 ปี บ้านเลขที่ 20 ถนนรอบเวียงประตูชัย ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งได้นำหน้ากากอนามัยมาส่งมอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเข้า และขอทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบธนบัตรล่อซื้อ จำนวน 1,700 บาท พบอยู่ในกระเป๋าผ้าคาดเอวสีดำที่นายอนุรักษ์ หรือบาส ใส่อยู่ขณะถูกจับกุม

 

 

งามหน้า จับพยาบาลกักตุนหน้ากากอนามัย 3 หมื่นชิ้น ขายโก่งราคา

 

 

                  จากการสอบถาม นายอนุรักษ์ หรือบาส ให้การสารภาพว่า เป็นเงินที่ได้มาจากการจำหน่ายหน้ากากอนามัยก่อนหน้านี้จริง จากนั้นตำรวจได้นำหน้ากากอนามั้ยที่สายลับล่อซื้อมาให้นายอนุรักษ์ดูให้การรับว่าเป็นหน้ากากอนามัยที่เจ้าตัวจำหน่ายให้จริง จากการตรวจค้นยังพบหน้ากากอนามัย ยี่ห้อ FAMAPRO จำนวน 2 กล่อง วางอยู่บนโต๊ะ และหน้ากากอนามัยยี่ห้อ FAMAPRO อีกจำนวน 13 กล่อง หน้ากากอนามัยยี่ห้อ ILT จำนวน 7 กล่อง พบอยู่ในห้องเก็บของด้านหลังร้านดังกล่าว

                  นายอนุรักษ์ ให้การต่อว่า ของกลางทั้งหมดตนได้รับมาจาก น.ส.นิติภรณ์ วงค์ฟู ซึ่งเป็นภรรยา ต่อมา น.ส.นิติภรณ์ ได้เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ กก.สส.ภ.จว.พะเยา จากการสอบถาม น.ส.นิติภรณ์ ยืนยันว่าตนได้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Peemai Nitiporn" ทำการติดต่อขายหน้ากากอนามัยจริง และตนเป็นผู้สั่งให้นายอนุรักษ์เป็นผู้ขายให้กับลูกค้า ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา นายอนุรักษ์ และ น.ส.นิติภรณ์ ทราบและควบคุมตัวทั้ง 2 พร้อมของกลางส่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

 

 

 

                  จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผล เข้าทำการตรวจค้น บริเวณบ้านของ นางณภาภัช หรือกิ๊บ เดินแปง บ้านเลขที่ 101 ม.12 ต.บ้านต๊ำ อ.เมืองพะเยา จว.พะเยา ซึ่งทั้งสองผู้ต้องหายืนยันว่าได้ซื้อหน้ากากอนามัยมาจากนางนภาภัทร ดังกล่าว โดยได้ติดต่อซื้อขายกันทางแอพพลิเคชั่นแมสเซนเจอร์เฟซบุ๊ค ในชื่อ "Kib Naphaphat" โดยซื้อขายกันในราคากล่องละ 750 บาท โดยครั้งสุดท้ายได้ซื้อมาจำนวน 50 กล่อง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 โดยมีเหตุอันควรสงสัยว่าที่บ้านพักของ นางณภาภัช หรือกิ๊บฯ ที่บ้านพักเลขที่ 101 ม.12 ต.บ้านต๊ำ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา จะมีหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุมซุกซ่อนอยู่

                  เจ้าพนักงานตำรวจชุด ชปส.ภ.จว.พะเยา พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จว.พะเยา เจ้าหน้าที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพะเยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.เมืองพะเยา และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จังหวัดพะเยา จึงได้ร่วมกันบูรณาการเพื่อตรวจค้นบ้านพักของ นางณภาภัช เพื่อตรวจสอบและค้นหาหน้ากากอนามัยซึ่งเป็นสินค้าควบคุม จึงได้ร่วมการเดินทางไปเชิญตัว ไปที่บ้านพักของ นางณภาภัช หรือกิ๊บฯ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้แจ้งความประสงค์ขอตรวจค้นให้ นางณภาภัช หรือกิ๊บฯ ทราบ และเป็นผู้นำการตรวจค้นในครั้งนี้ ผลการตรวจค้นพบ 1. หน้ากากอนามัย ยี่ห้อ SMP จำนวน 411 กล่อง (จำนวน 20,550 ชิ้น), 2. หน้ากากอนามัย ยี่ห้อ LIWORLDCO จำนวน 152 กล่อง (จำนวน 7,600 ชิ้น), 3. หน้ากากอนามัย ยี่ห้อ FAMAPRO จำนวน 122 กล่อง (จำนวน 6,100 ชิ้น) รวมของกลางทั้งหมด จำนวน 685 กล่อง จำนวนประมาณ 34,250 ชิ้น จึงได้ตรวจยึด โดย นางณภาภัช หรือกิ๊บฯ ได้ยินยอมให้ตรวจยึดแต่โดยดี และได้นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป

 

 

 

 

 ข่าวโดย ปัญญา เพชรแก้ว ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดพะเยา