royal coronation
15 ธันวาคม 2562
ภูมิภาค

สาวเจ้าของสวนปาล์มแจ้ง 157 เอาผิดนายอำเภอและพวกรวม 7 คน

4 ธันวาคม 2562 - 11:23 น.
สาวเจ้าของสวนปาล์มแจ้ง157เอาผิดนายอำเภอและพวกรวม7คนหลังถูกเจ้าหน้าที่เล่นไม่เลิกทั้งที่ศาลตัดสินคดีถึงที่สุดแล้ว,,จสุราษฎร์ธานี
Shares :
เปิดอ่าน 7,750 ครั้ง

สาวเจ้าของสวนปาล์มแจ้ง 157 เอาผิดนายอำเภอและพวกรวม 7 คน หลังถูก จนท. เล่นไม่เลิกทั้งที่ศาลตัดสินคดีถึงที่สุดแล้ว

 

 

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 นางสาวสุภาวดี ประกอบแก้ว อายุ 36 ปี อาชีพเกษตรกรชาวสวนมปาล์มน้ำมันอยู่บ้านเลขที่ 48/3 หมู่ที่ 10 ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ร้องเรียนผ่านสื่อถึงกรณีเมื่อเวลา 15.24 น.วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 นายชาญวิทย์ สิรภักดี นายอำเภอคีรีรัฐนิคมได้สั่งการให้นายพิเชษฐ ศักดา ปลัดอำเภอพร้อมพวกเข้าทำการจับกุมคนงานจำนวน 5 คนที่กำลังดำเนินการปลูกต้นไม้ระหว่างร่องกลางสวนปาล์ม หมู่ที่ 1 ต.บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม พร้อมนำตัวไปส่งพนักงานสวบสวน สภ.คีรีรัฐนิคมเพื่อดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกที่สาธารณะ

 

ซึ่งนางสาวสุภาวดีได้ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวได้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเมื่อปี 2557 และถูกพนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตนกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้ายึด ครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง ในที่ดินบริเวณป่าสาธารประโยชน์ทุ่งเบื้องแบบ หมู่ที่ 1ตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนและพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจำเลยกับพวกร่วมกันปลูกสร้างบ้านพัก ปลูกต้นปาล์มน้ำมัน และพืชผลอาสินอื่นๆ ในป่าดังกล่าว เนื้อที่ทั้งหมด 30 ไร่ คิดค่าเสียหายต่อรัฐเป็นเงิน 1,200,000 บาท อันเป็นการทำลายและทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าและที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาต    ต่อมาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีคำพิพากษายกฟ้อง และทางอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ต่อมา โดยศาลอุทธรณ์ภาค8 ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ สวอ.115/2561 คดีหมายเลขแดงที่ 3268/2561 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 โดยมีใจความในตอนท้ายคำพิพากษาว่า ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ถือว่าจำเลย (นางสาวสุภาวดี ประกอบแก้ว ) มีมูลเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายได้ จึงไม่อาจมีคำสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากที่ดินที่เกิดเหตุได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

นางสาวสุภาวดีได้ย้ำว่าตลอดเวลาตนได้เสียค่าใช้จ่ายไปจำนวนมากที่จะได้เอกสารภาพถ่ายแผนที่ทางอากาศจากกรมแผนที่ทางทหารตั้งแต่ปี 2510 นำมาประกอบเพื่อให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวนายประดิษฐ์ ศรีปาน ซึ่งมีศักดิ์เป็นตาของตนเป็นผู้ครอบครองทำกินมาก่อนปี 2497 ก่อนที่จะมีการประกาศเขตพื้นที่ นสล. หลังจากคดีก็ถึงที่สุดแล้ว ตนจึงได้เข้ามาดูแลและปรับปรุงพืชผลหสินในพื้นที่ ต่อมา  นายชาญวิทย์ สิรภักดี นายอำเภอคีรีรัฐนิคม ได้ออกหนังสือที่ สฎ 0518/672 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2562  ขอรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง อาคาร รั้ว ต้นปาล์มน้ำมัน ออกจากพื้นที่ที่ตนครอบครอง ตนจึงได้ทำหนังสือชี้แจงให้นายอำเภอคีรีรัฐนิคมทราบว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องและคดีเป็นที่สิ้นสุดแล้ว พร้อมกับแนบเอกสารคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แจ้งกลับไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 โดยเจ้าหน้าที่อำเภอคีรีรัฐนิคมเซ็นชื่อลงรับเอกสารเป็นที่เรียบร้อย

หลังจากนั้นตนก็ให้คนงานลงปลุกพืชแซมในร่องต้นปาล์มน้ำมัน แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ชุดของอำเภอคีรีรัฐเข้าจับกุมอีก ซึ่งตนไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นคดีสิ้นสุดและศาลไม่ได้สั่งให้ตนและบริวารออกจากพื้นที่ ทางอำเภออาศัยอำนาจอะไรที่อยู่เหนือคำพิพากษาของศาลมาบังคับให้ตนและบริวารออกจากพื้นที่ ประกอบพื้นที่สาธารณประโยชน์บ้านเบื้องแบบที่ระบุว่ามีพื้นที่ 6,000 กว่าไร่นั้นมีราษฎรอาศัยอยู่กว่า 1,000 ครัวเรือนรวมทั้งวัด โรงพยาบาลชุมชน อาคารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทำเนียบ รวมไปถึงผู้ใหญ่บ้านต่างก็เข้ามาอยู่อย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทุกๆรายก็เป็นการบุกรุกทั้งหมด  แต่มีตนรายเดียวที่ทางเจ้าหน้าที่บุกเข้าจับกุมในข้อหาบุกรุก เมื่อตนต่อสู้คดีจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วทางเจ้าหน้าที่ยังติดตามมาจับกุมซ้ำซาก จนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครจึงขอร้องผ่านสื่อ เพื่อให้สื่อนำข้อเท็จจริงนำออกสู่สาธารณะเพื่อให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมองเห็นถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ 

ต่อมาใน 15.00 น.ของวันเดียวกัน นางสาวสุภาวดี ได้นำเอกสารเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ต.ปุณณภพ ไชยโย พนักงานสอบสวน สภ.คีรีรัฐนิคมเพื่อดำเนินคดีต่อนายอำเภอคีรีรัฐนิคมพร้อมพวกอีก 6 คน ในความผิดปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความลงบันทึกประจำวันและเตรียมดำเนินการต่อไป ในขณะที่นางสาวสุภาวดีได้เปิดเผยว่าการแจ้งความเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาตนถูกกระทำมาอย่างต่อเนื่องจนคิดว่าเป็นการกลั่นแกล้งของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่ต้องการที่เอาตนออกจากพื้นที่เพื่อที่จะเข้ามาครอบครองพื้นที่เสียเองเนื่องจากพื้นที่ของตนนั้นเป็นพื้นที่ที่สวยอยู่ติดกับสำนักงาน อบ.บ้านทำเนียบด้านหน้าติดถนนใหญ่ จึงเป็นที่หมายตาของกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นและกลุ่มผู้มีอิทธิพล

ผู้สื่อข่าวติดต่อขอรายระเอียดปัญหาที่เกิดขึ้นกับ  นายชาญวิทย์   สิรภักดี นายอำเภอคีรีรัฐนิคม ซึ่งนายอำเภอได้เปิดเผยว่าในเบื้องต้นได้รับรายงานจากนิติกรประจำ อบต.บ้านทำเนียบว่ามีการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ จึงสั่งการให้ปลัดอำเภอนำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดมา 5 คน ส่วนคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์นั้นตนยอมรับว่าไม่เคยทราบมาก่อน และผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดี 157 ต่อตนและชุดจับกุมก็เป็นสิทธิของผู้เสียหายที่จะดำเนินการได้ และยังไม่ขอให้รายเอียดมากกว่านี้เนื่องจากเป็นคดีเข้าสู่ขบวนการสอบสวน ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะได้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีทราบต่อไป

ภาพข่าว   ณัฐธิดา  เริ่มฤกษ์  ผู้สื่อข่าว จ.สุราษฎร์ธานี

 

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ