นครราชสีมา วันนี้ (9 ก.พ. 2562) นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ว่า ภายหลังจากที่ ก.ก.ต.เปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เสร็จสิ้นไปแล้ว ตนเองก็มองว่าหลังจากนี้ไปบรรยากาศทางการเมืองไทยจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการใช้เงินในการซื้อเสียงจะเริ่มดุเดือด ซึ่งก่อนหน้านั้นนักวิชาการหลายฝ่ายคาดว่าจะมีการใช้เงินในการซื้อเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ประมาณ 50,000 ล้านบาท แต่โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะมากถึง 1 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

 

 

 

อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  วิเคราะห์อีกว่า เพราะเดิมทีนักวิชาการคาดว่าแต่ละคะแนนเสียงต้องใช้เงินประมาณ 500 บาท ขณะที่ปัจจุบันนี้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น แรงจูงใจจึงสูงตาม จึงคาดว่าน่าจะเพิ่มเป็น 1,000 บาทแล้ว แม้แต่พรรคเล็กๆ ซึ่งตนได้ข่าวจากวงในผู้สมัครพรรคเล็กว่าใช้เงินหาเสียงไปวันละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เฉพาะรถแห่ก็วันละ 3,000-4,000 บาทไปแล้ว คนที่มาเดินช่วยหาเสียง ต้องจ่ายให้คนละ 350 บาทต่อวัน ไม่รวมเลี้ยงอาหารด้วย

"ดังนั้นถ้าพรรคใหญ่ๆ ซึ่งต้องใช้ทั้งคนและรถแห่จำนวนมาก รวมถึงยังต้องเคลียร์พื้นที่จัดเวทีปราศรัยหาเสียง เครื่องกระจายเสียง ค่าน้ำ ค่าไฟ อีกจิปาถะ รวมแล้วไม่ต่ำกว่าวันละ 100,000 บาทเลยทีเดียว แม้จะไม่มีหลักฐานแต่คนในพื้นที่ก็เห็นอยู่แล้ว ดังนั้นเราเป็นคนไทยถ้าไม่ยอมรับความจริงในเรื่องนี้ก่อน ก็จะแก้ปัญหาได้ยาก ซึ่ง ก.ก.ต.ก็ต้องยอมรับว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้จริง ส่วนวิธีการใช้เงิน หรือการซื้อเสียง ก.ก.ต.ก็ต้องมีสายข่าวแฝงตัวไปค้นหาข้อมูลอย่างเข้มงวด ซึ่งตนมั่นใจว่าถ้าแฝงตัวเข้าไปก็ต้องเจอแน่นอน"อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  กล่าว

 

 

 


 

 

 

อดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  กล่าวอีกว่า ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนมั่นใจว่าจะต้องได้รัฐบาลผสมแน่นอน เพราะรัฐธรรมนูญถูกออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้น แต่ทั้งนี้ก็น่าเป็นห่วงรัฐบาลผสมมากคือจะมีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อหลายพรรคมารวมกันจัดตั้งรัฐบาล จะมีการต่อรองตำแหน่งและผลประโยชน์ขึ้นอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันถ้าหากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย์แล้ว พาวเวอร์จะลดน้อยลงกว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการยึดอำนาจมาก ถ้าเปรียบเทียบเป็นตัวเลข พาวเวอร์จาก 100 ก็จะลดลงเหลือ 50 เท่านั้นเอง เพราะถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาตามระบอบประชาธิปไตย จะไม่สามารถใช้ ม.44 ได้เลย การจะใช้อำนาจอะไรต้องผ่านระบบรัฐสภาเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้การจะแก้ปัญหาต่างๆ ก็จะทำได้ไม่เต็มที่นัก

"โดยเฉพาะช่วงนี้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามาก อยู่ที่ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อ 31.45 บาทเท่านั้น จึงทำให้การส่งออกฝืดเคือง ต่างชาติไม่ซื้อของไทย ล่าสุดประเทศญี่ปุ่น ก็ประกาศชะลอการลงทุนในประเทศไทยแล้ว ถ้าหลังเลือกตั้งก็จะมีประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบเศรษฐกิจออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาให้จำนวนมากแน่นอน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดฝีมือของรัฐบาลชุดใหม่ ตนเชื่อว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องหนักใจทุกพรรค" นายทวิสันต์ กล่าวในที่สุด