เช้าวันใหม่ เวลลิงตันสว่างเวลาใกล้เคียงประเทศไทย หากสามารถตื่นเร็วสักหน่อย รีบไปขึ้นรถเคเบิลคาร์สุดคลาสสิกเที่ยวแรกเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ผ่านทะลุตึกไต่ขึ้นยอดเขาที่ความสูง 119 เมตร ยังพอทันเห็นวิวดวงอาทิตย์ขึ้นจากโดยมีฉากหน้าเป็นเวิ้งอ่าวและเวลลิงตันทั้งเมือง แต่ถ้าฟิตกว่านั้น อาศัยกางแผนที่แล้วเดินลัดเลาะขึ้นตามเนินเขาตั้งแต่ตีห้าก็จะทันเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบแผ่นดินเกาะเหนือฝั่งตรงตะวันออก ข้อดีที่ยิ่งใหญ่อีกอย่างคือ การขึ้นเขาก่อน 9 โมงเช้า จะตัดปัญหากลุ่มทัวร์หลายคันรถบัสที่ทยอยเวียนมาส่งนักท่องเที่ยว จนแถวคิวขึ้นเคเบิ้ลคาร์ยาวเหยียดล้นออกไปยันถนนใหญ่ได้ด้วย

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

เคเบิลคาร์อายุเกินร้อย สัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง

          บนยอดเขามีเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถเดินวนรอบยังจุดแวะต่างๆ ตั้งแต่ระยะเดินสั้นๆ เช่น จุดชมวิว พิพิธภัณฑ์เคเบิลคาร์ ป้อมปืนครุปป์ และท้องฟ้าจำลอง (Space Place) หรือจะเดินยาวลงกลับเมืองไปเลย ซึ่งใช้เวลาเดินแบบไม่แวะเที่ยวราว 20 นาที จะผ่าน สวนพฤกษศาสตร์ (Batonic garden), สวนบีโกเนีย, สวนกุหลาบ ซึ่งสองข้างทางก็ไม่วายเรียงรายไปด้วยประติมากรรมเป็นระยะ แวะที่ไหนนานเท่าไรก็บวกลบเวลากันไป กระทั่งพ้นเนินเขาลงมาจะถึงกลุ่มอาคารที่ทำการรัฐสภาพอดิบพอดี ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งรัฐบาลนิวซีแลนด์ภูมิใจนำเสนอ สามารถเดินชมภายนอกได้ด้วยตัวเอง หรือจะลงชื่อจองไกด์ทัวร์ภายในล่วงหน้าก็มี ใช้เวลาตั้งแต่ 30-60 นาที

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

เก่าใหม่ อยู่รวมกันอย่างลงตัว

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

สำนักงานนายกรัฐมนตรี ได้แรงบันดาลใจจากรังผึ้ง         

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

ห้องน้ำสาธารณะ ยังเป็นจิตรกรรม

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

มหาตมะ คานธี เดินอหิงสาอยู่หน้าสถานีรถไฟ

          แต่ก่อนจะตัดสินใจลงมาจากยอดเขา บริเวณลานจอดรถสถานีเคเบิลคาร์จะมีรถชัตเติิลบัสบริการสู่ เขตสัตว์ป่าซีแลนด์เดีย (Zealand Wildlife Sanctuary) จากชื่อ ดูเหมือนว่าจะเป็นการเดินทางไกล แต่ที่จริงนั่งรถไปไม่เกิน 15 นาที จะเข้าสู่พื้นที่ล้อมรั้ว 1,400 ไร่ ซึ่งรักษาสภาพป่าให้เป็นไปตามธรรมชาติ ทั้งพืชพรรณและสรรพสัตว์ โดยเฉพาะนกท้องถิ่นที่ยังอยู่ครบถ้วนมานานและไม่สูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

สวนพฤกษศาสตร์เวลลิงตัน

          เที่ยงๆ บ่ายๆ ออกจากรัฐสภา หันหลังให้เงาตัวเองแล้วมุ่งหน้าไป สถานีรถไฟเวลลิงตัน อาคารป้องกันแผ่นดินไหวขนาดใหญ่แห่งแรกๆ ของโลก ด้านหน้าเป็นสวนสาธารณะเล็กๆ มีรูปปั้นชายชราผอมแห้งสวมแว่นกลมโตดูอ่อนน้อมแต่ก้าวเดินอย่างเข้มแข็งอยู่ในที ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งอหิงสา “มหาตมะ คานธี” เป็นของกำนัลเพื่อแสดงมิตรภาพจาก อินเดีย

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

จุดชมวิวยอดเขาวิคตอเรีย ส่วนข้างล่าง The Naked Man ยืนแอ่นอยู่ริมทะเล

          เลยไปอีกหน่อยแค่ถึงมุมถนนวอเทอร์ลู มองไปทางซ้ายลิบๆ จะเห็น “The Cake Tin” กระทะอบเค้กขนาดยักษ์สีเทาหม่น ซึ่งที่จริงคือ สกาย สเตเดี้ยม สนามกีฬาอเนกประสงค์รูปทรงไข่ ใช้ได้ทั้งการแข่งขันและจัดกิจกรรมอันหลากหลาย ซึ่งจังหวะที่เราไปเป็นคิวการแสดงสดของวงดนตรีร็อกระดับตำนาน “วงควีน” ได้มาร่ายมนต์ดนตรีแก่ผู้ชื่นชอบ แต่ที่สำคัญผืนหญ้าเขียวแห่งนี้ยังเป็นสนามเหย้าของทีมรักบี้ทีมชาตินิวซีแลนด์ หรือ “ออล แบล็ค” อันลือนามด้วย

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

นาฬิกาแดด อยู่ข้างๆ ท้องฟ้าจำลอง

          เลาะชายฝั่งลงใต้ ผ่านใจกลางย่านธุรกิจอีกครั้ง หาของกินอร่อยๆ เติมพลังกันก่อน หรือจะนั่งชิลตามร้านริมทะเลก็แล้วแต่สะดวก ราคาก็จะแพงกว่ากันบ้างตามสมควร บ่ายแก่ๆ ถ้ายังไหว กะเวลาให้ดี เดินเท้าแบบเรียกเหงื่อจริงจังขึ้นสู่จุดชมวิวยอดเขาวิคตอเรีย นั่งจิบกาแฟให้หายเหนื่อย แล้วเดินต่ออีกนิด รอชมดวงทิตย์ตกลับเมืองกันแบบ 360 องศา จากจุดนี้ยังมองเห็นสนามบินและคาบสมุทรมิรามาร์ได้อีกด้วย

เดินตัวปลิว ที่ เวลลิงตัน (ตอนที่2)

ทางขึ้นรถเคเบิลคาร์ อยู่ในตรอกเล็กๆ

          เดินกลับลงทางเดิมแบบชิลๆ ผ่านย่านร้านอาหารร้านกาแฟ แต่สังเกตดีๆ อีกนิด บางทีอาจเจอป้ายที่เขียนว่า “coffee beans from Doi Saket” มาแนวนี้ ก็คงได้จิบลิ้มรสกาแฟไทยในบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง   

          ณ​ เวลาปัจจุบัน แทบทุกสถานที่ที่กล่าวถึงนั้น ถูก “ล็อกดาวน์” ไปเรียบร้อยแล้ว ผ่านพ้นเรื่องไวรัสหน้าใหม่ตัวร้ายระบาดเมื่อไร คงต้องหาโอกาสกลับไปเยือนอีกสักครั้ง