การถอยของสุสต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน มีขึ้นหลังบรูไนเพิ่งส่งจดหมายถึงรัฐสภายุโรปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรียกร้องให้นักการเมือง แสดงความอดกลั้นและเข้าใจ 

 


ขณะเผชิญกระแสต่อต้านรุนแรง นำโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมทั้งเอลตัน จอห์น และจอร์จ คลูนีย์ และสหประชาชาติประนามว่า "โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม" แต่ในการตอบสนองคำวิจารณ์ที่ไม่ปรากฎขึ้นบ่อยนัก สุลต่านตรัส ทรงมีพระราชดำรัสครั้งแรกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า บทลงโทษนี้จะไม่ปรากฎ ในประมวลกฎหมายอาญาชารีอะฮ์

 

 

สุลต่านตรัสเมื่อวันอาทิตย์ว่า ทรงทราบดีว่า มีคำถามและการตีความผิดๆ มากมาย เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายชารีอะฮ์ และแม้พระองค์ตัดสินพระทัยระงับการใช้โทษประหารตามกฎหมายนี้ แต่เชื่อว่า เมื่อมีการเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ข้อดีของกฎหมายนี้ จะเป็นที่ประจักษ์

บรูไนเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ใช้กฎหมายอาญาชารีอะห์ เมื่อปี 2557 โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยสุลต่านทรงประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 เมษายน โดยมีบทลงโทษประหารชีวิตต่อผู้ที่คบชู้ รักร่วมเพศและข่มขืน ด้วยการปาหิน จนเกิดเสียงประท้วงทั่วโลก และปลุกกระแสต่อต้านด้วยการเรียกร้องให้บอยคอตโรงแรม 5 ดาว ที่บรูไนถือหุ้นอยู่ 

 

แมททิว วูลเฟอ ผู้ก่อตั้งกลุ่มสิทธิมนุษยชน บรูไน โปรเจค กล่าวว่า พระราชดำรัสของกษัตริย์บรูไนไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร และยังต้องการให้ยกเลิกทั้งหมด

ทั้งนี้ โทษสูงสุดจากความผิดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย ตามกฎหมายชารีอะฮ์ คือประหารด้วยการปาหิน ที่ถูกระงับไว้ก่อนแล้ว แต่รสนิยมเช่นนี้ยังถือเป็นความผิดมีโทษจำคุกยาวหลายปีหรือโบยอยู่ ส่วนผู้หญิงที่ถูกตัดสินมีความผิด มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง ก็อาจเจอโบย 40 ครั้ง หรือจำคุก 10 ปี

โทษจำคุกยาวหลายปีกับโบยข้อหามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ตลอดจนโทษตัดมือฐานขโมย ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  กระนั้นก็ไม่ชัดเจนว่าเมื่อถึงขั้นปฏิบัติ จะบังคับใช้โทษตามกฎหมายชารีอะฮ์อย่างเข้มข้นแค่ไหน

อย่างไรก็ดี สุลต่านบรูไน ทรงให้คำมั่นระหว่างมีพระราชดำรัสเมื่อวันเสาร์ว่า บรูไนจะให้สัตยาบันอนุสัญญาห้ามทรมาน ที่ลงนามไว้เมื่อหลายปีก่อน