royal coronation
วันที่ 17 ตุลาคม 2562
บันเทิง

'นนกุล' มุ่งมั่น ฝ่าฟันทำตามฝันไปฮอลลีวู้ด

วันที่ 14 กันยายน 2562 - 14:59 น.
นนกุล,บันเทิงคมชัดลึก
Shares :
เปิดอ่าน 6 ครั้ง

"นนกุล" ชานน  สันตินธรกุล หนุ่มน้อยผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ ที่เขาคาดหวังและตั้งใจมากว่าต้องไปถึง      


    ทีมบันเทิง คมชัดลึก -  เรียกว่าเป็นนักแสดงหนุ่มมากความสามารถที่มีอนาคตไกล สำหรับ “นน” ชานน สันตินธรกุล หรือที่แฟนๆ เรียกกันว่า “นนกุล” ฝีมือการแสดงของพระเอกหนุ่มคนนี้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตา ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย เพราะนนกุลก้าวไกลไปยังประเทศจีนอีกด้วย และทุกวันนี้เขายังคงพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนักแสดงหนุ่มกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์เรื่อง “มิสเตอร์ดื้อ กันท่าเหรียญทอง” จากค่าย “รฤก โปรดักชั่น” ผลงานการกำกับของ “เค” ไชยณรงค์ แต้มพงษ์ ที่ประกบสาวฮอตอย่าง “เก้า” สุภัสสรา ธนชาต วันนี้ “บันเทิง คมชัดลึก” ได้โอกาสเหมาะมาพูดคุยทำความรู้จักกับ “นนกุล” กันให้มากยิ่งขึ้น 
 

 
    ***มิสเตอร์ดื้อ*** 
    @@ พูดถึงภาพยนตร์เรื่องล่าสุด

    สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “มิสเตอร์ดื้อ กันท่าเหรียญทอง” จะเข้าโรงภาพยนตร์วันที่ 18 กันยายนนี้ เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับแฟมิลี่ คอมเมดี้ ในเรื่องผมจะคอยกันท่าน้าสาวตัวเอง เพราะว่าน้าเราสวย น่ารัก นิสัยดีมาก เราก็จะหวงมาก ไม่อยากให้ผู้ชายที่ไม่ดีเข้ามา จะพยายามกันท่าทุกวิถีทาง ซึ่งตัวจริงของผมไม่มีมุมความหวงมาก่อนเลย ไม่เคยปกป้องผู้หญิงขนาดนี้มาก่อน แล้วก็จะยากในแง่จังหวะคอมเมดี้ของพี่ยอร์ช (ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์) และพี่เค (ไชยณรงค์ แต้มพงษ์) จะค่อนข้างคม ซึ่งผมจะไม่ค่อยชิน แต่เราก็พยายามเสนอขายมุกไป มีผ่านบ้างไม่ผ่านบ้าง 

 


    @@ เคยร่วมงานกับ “เก้า” สุภัสสรา มาก่อนไหม 
    เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกที่ผมได้ร่วมงานกับพี่เก้า จริงๆ แล้วสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมเล่นเรื่องนี้ เพราะทราบว่าพี่เก้าจะเล่นด้วย (ยิ้มเขิน) เพราะเรารู้สึกว่าเขาเป็นคนสวย น่ารัก และเก่งมากๆ ถ้าเรามองนักแสดงในวัยเดียวกันที่มีผีมือและมีชื่อเสียง รู้สึกว่าการได้ร่วมงานกับเขามันเป็นการที่ทำให้เราสามารถต่อยอดได้ ซึ่งพอได้ร่วมงานกันจริงๆ เขาเป็นคนน่ารักมากจริงๆ สวยมากๆ แต่เขาไม่ได้เป็นคนทำตัวสวย การแต่งกายก็จะสบายๆ นิสัยก็ง่ายๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพี่สาวอีกคนหนึ่งของผมเลย ตอนที่เราเล่นซีนอารมณ์ เขารู้ว่าเราทำไม่ได้ เขาก็จะกอดให้กำลังใจเรา ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นตรงนั้น ในเรื่องของการสอนการแสดง เขาไม่ได้สอนตรงๆ แต่เราสามารถรู้ได้เองจากการที่ได้แสดงร่วมกับเขา รู้สึกว่าพอเป็นนักแสดง การที่โดนสอนตรงๆ ว่าควรเล่นแบบนี้ นักแสดงบางคนอาจจะไม่โอเค เขาก็จะสอนผมผ่านการแสดงของเขา คือเล่นให้เราดูแล้วเราก็ลองทำตาม คือถ้าเราลองแล้วเวิร์กก็คือมันโอเค  

 

    @@ กดดันไหมที่มาเล่นหนังเรื่องนี้ หลังจากเรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” ประสบความสำเร็จมาก
    กดดันในแง่ซีนดราม่า คือผู้กำกับจะให้โอกาสและรับฟังความคิดเห็นนักแสดงค่อนข้างมาก เรื่องนี้ผมได้มีโอกาสเสนอบทพูด ซึ่งเป็นช็อตที่สนามบิน มันกดดันตรงที่ผมเสนอผ่าน พอเราต้องมาแสดงจริงๆ จะกดดันตัวเองว่าต้องทำให้ได้ เพราะบทนี้เราเป็นคนคิดเอง พอกดดัน เราก็ต้องซ้อมเยอะๆ เพืิ่อให้ฉากนั้นสมบูรณ์ที่สุด นอกจากการนำเสนอมุกต่างๆ แล้ว ยังมีเรื่องของสำเนียงภาษาเข้ามาด้วย คือเราก็พูดภาษาไทยนี่แหละแต่ใช้สำเนียงราชบุรี คือมันจะไม่เหน่อเหมือนสุพรรณ ผมก็จะมีพูดสำเนียงนี้บ้างช่วงต้นเรื่องและท้ายเรื่อง ส่วนสาเหตุที่ใช้สำเนียงราชบุรี เพราะว่าเราดีไซน์ตัวละครไว้ว่ามาจากต่างจังหวัด เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ตัวละครสามารถฝึกภาษากรุงเทพฯ ได้ และมันจะมีปมเล็กๆ ว่าตัวละครพี่เก้าเคยล้อว่า ทำไมเชยจังที่ติดสำเนียงมา พอเราได้มาทำงานที่กรุงเทพฯ เราก็รู้สึกว่าต้องฝึกสำเนียงคนกรุง

 

 

 

 

 

    *** ก้าวไกลที่จีน ***
    @@ ทำงานที่ประเทศจีนเป็นยังไงบ้าง

    ยังไม่ได้ไปเต็มตัว ถือว่า 50/50 มีบินไปๆ-กลับๆ ตอนนี้ก็ได้คุณแม่และพี่สาวเป็นคนดูคิวงานทั้งหมด คนที่ดูคิวตลอดเวลาคือพี่สาวก็ค่อนข้างเต็มเวลา ถามว่ามีอะไรที่ลำบากไหม ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์มากกว่า เพราะครอบครัวผมไม่มีแบ็กกราวด์หรือรู้จักเกี่ยวกับวงการนี้เลย เรียกว่ามั่วๆ เข้ามาก็ได้ เริ่มจากศูนย์และค่อยๆ เริ่มเรียนรู้ ส่วนวิธีการเลือกงาน ส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านคุณแม่ ซึ่งท่านก็จะเอาบทมาถามว่าเราสนใจไหม ซึ่งบทนั้นจะสำคัญที่สุดสำหรับผม ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่จะเป็นคนคอยเช็กว่าบริษัทที่ส่งงานมานั้นมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน พอมารับงานเอง บ่อยครั้งมากที่ไม่เป็นไปตามแพลนที่วางไว้ มีเหนื่อยบ้างแต่ไม่ท้อเพราะเราเป็นคนเลือก เป็นคนที่ตัดสินใจมาทางนี้เอง จะไปให้ไกลในอาชีพนี้ มันเป็นหนทางที่เราต้องเจออยู่แล้ว คือผมไม่ได้มองแค่ว่าเป็นงานที่ประเทศจีน แต่ผมมองว่ามันเป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะทำให้คนเห็นผมได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่ประเทศจีน คือผมอยากไปให้ได้ถึงตลาดสากล ที่มองไว้คือฮอลลีวู้ด แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่มองไว้อีก 10 ปีข้างหน้าที่ไหนจะเป็นท็อปหนึ่งของโลก เพราะอย่างที่ทราบกันว่าตลาดของจีนนั้นก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นานอาจจะเท่าฮอลลีวู้ดก็ได้

 


    @@ กระแสตอบรับที่จีนเป็นไงบ้าง
    อาจจะเป็นเพราะผมมีผลงานที่นั่นไม่เยอะมาก เรื่องแรกก็ประมาณหนึ่ง ตอนนี้ก็กำลังรอเรื่องที่ 2 ออนแอร์ และที่ประเทศจีนก็จะเป็นประเทศที่เคร่งเรื่องระบบเซ็นเซอร์ ซึ่งบางเรื่องถ่ายเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ฉายก็มี เพราะฉะนั้นเรื่องที่ 2 เลยยังไม่ทราบกำหนดวันที่จะฉาย กับเรื่องต่อๆ ไปก็มีติดต่อเข้ามาบ้าง แต่ก็จะอยู่ในช่วงการพูดคุย เพราะว่าเราไม่มีประสบการณ์ และยิ่งทำงานที่ต่างประเทศ เราไม่มีข้อมูล และคุณพ่อคุณแม่ของผม เป็นคนค่อนข้างซีเรียสเรื่องความน่าเชื่อถือด้วย จะเช็คละเอียดหน่อย ตอนนี้ก็เริ่มมีคอนเน็กชั่น ค่อยๆ ขยายไปเรื่อยๆ ถามว่ากลัวโดนหลอกไหม ก็มีบ้าง ซึ่งมันเป็นปัญหาหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ผมค่อนข้างซีเรียส ดังนั้นเรื่องสัญญาเรื่องเอกสารของผมจะให้คุณพ่อเป็นคนจัดการ เพราะผมไม่ค่อยรู้เรื่องรายละเอียดต่างๆ แต่ถ้าสัญญาไม่ผ่าน คุณพ่อจะไม่ให้ทำ 

 

 

 

 

 

    @@ เคยมองเรื่องเซ็นสัญญากับเอเยนซี่ต่างประเทศบ้างไหม
    มีมองๆ ไว้ แต่ติดตรงที่คุณพ่อจะเป็นคนที่ดูเรื่องข้อตกลงต่างๆ ท่านค่อนข้างห่วงเราพอสมควร โดยส่วนตัวก็คิดว่าเราควรมีเอเยนซี่คอยดูแลที่ต่างประเทศเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าเราไม่รู้อะไรเลย คือในประเทศไทยเราอาจจะรู้บ้าง ซึ่งก็มีเอเยนซี่ที่ต่างประเทศติดต่อเข้ามา แต่เราต้องคุยรายละเอียด เรื่องสัญญาที่คุณพ่อวางไว้ ที่ผ่านมาคือเขาส่งมา เราก็แก้กลับไป เขาแก้กลับมาเราก็แก้กลับไป หรือส่งกันหลายรอบมาก จริงๆ ผมก็คิดอยากเซ็นสัญญานะ แต่ผมก็เข้าใจมุมมองของผู้ใหญ่ ก็หวังว่าจะได้เซ็นเพราะตอนนี้มีคุยอยู่ เท่าที่คิดไว้น่าจะเซ็นกับเอเยนซี่นอกประเทศ เพราะว่าในประเทศเราได้ลองออกมาเป็นฟรีแลนซ์ได้สักพักหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าก็พอทำด้วยตัวเองไหว แต่พอเป็นต่างประเทศก็จะมีปัญหาเรื่องภาษา                

 

    @@ ทำงานที่่จีนได้อะไรกลับมาบ้าง
    แน่ๆ คือได้ภาษาแน่นอน ได้วัฒนธรรม ในที่นี้ผมหมายถึงการทำงานของเขาเป็นอย่างไร รวมถึงเรื่องร้านอาหาร มันสำคัญมากสำหรับผมที่ประเทศจีน คือเลิกกองปุ๊บผมต้องหาร้านอาหารก่อนเลย เพราะมันเป็นความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตผมที่อยู่ที่นั่น เพราะว่าอยู่ที่นั่นผมแทบไม่ทำอะไรเลย คือเลิกกองถ้าไม่กินข้าว ผมก็จะท่องบทอย่างเดียวเลยทั้งวัน หลายคนอาจจะมองว่าฝึกภาษาโดยการไปพูดคุยกับสิ่งแวดล้อมจริงอาจจะได้ดีกว่า แต่มันไม่ทันใช้ ถ้าผมเอาเวลาไปท่องบทก็น่าจะตรงประเด็นมากกว่า เพราะมันเป็นสิ่งที่เราต้องทำ เวลาผมไปทำงานที่จีน ไปครั้งหนึ่งก็ 3-4 เดือน คือซีรีส์ที่นั่นจะมีประมาณ 30 ตอน เยอะกว่าบ้านเรา ดังนั้นการถ่ายทำเขาจะถ่าย 7 วัน คือผมไปถามเหตุผลเขามาว่าทำไมต้องถ่าย 3-4 เดือน ซึ่งเขาบอกกับผมว่า เขาเชื่อว่าการที่ให้นักแสดงจดจ่ออยู่กับบทบทเดียวมันจะอิน ไม่ต้องแบ่งประสาทว่าต้องรับ 2 บท ก็เรียกได้ว่ารับได้ทีละเรื่อง  

 

 

 

 

    ***ชีวิตที่เปลี่ยนไป***
    @@ ชีวิตเปลี่ยนจากเดิมไหม 
    เปลี่ยนไปเยอะ ในแง่ที่เราไม่เคยคิดไม่เคยฝันว่าจะมีแฟนคลับมาติดตามเรา ตอนแรกที่มีคนมาบอกว่าเป็นแฟนคลับเรา รู้สึกจั๊กจี้ ผมจะถามตัวเองว่าใช่เหรอ เรามีจริงๆ เหรอ เราไม่กล้าเรียกเขาว่าแฟนคลับเพราะเราไม่ชิน คำว่าแฟนคลับในตอนนั้นผมรู้ว่ามันเหมือนคนที่ห่างไกลแล้วกรี๊ดเรา แต่ในความเป็นจริงแฟนคลับก็เหมือนพี่คนหนึ่ง เหมือนญาติคนหนึ่ง ที่เอาของมาฝากเรา และชอบผลงานของเรา ถามว่าผมสนิทกับแฟนคลับมากแค่ไหน ผมไม่ใช่คนขี้เล่นหรือมีมุกมากมาย การเทคแคร์แฟนคลับของผมอาจจะแค่ถ่ายรูปคู่และถามสารทุกข์สุกดิบทั่วไป นานๆ ทีก็จะมีของขวัญให้ 


    @@ เห็นว่าจะเรียนต่อปริญญาโท
    ตั้งใจไว้ คือผมจบปริญญาตรีเอกภาพยนตร์ ต้้งใจว่าโทจะต่อทางด้านการแสดงที่อเมริกา แต่พอได้งานที่จีนก็เลยรู้สึกว่าเราควรดร็อปเรื่องเรียนไว้ก่อน มีโอกาสได้ทำงานที่จีนก็อยากโฟกัสตรงนี้ไปก่อน ตอนแรกที่วางแผนไปเรียนต่อที่อเมริกาเผื่อได้แคสงานที่ฮอลลีวู้ด แต่พอได้ทำงานที่จีน เราก็รู้สึกแฮปปี้ดี ก็เลยคิดเรียนที่จีน เพราะถ้าได้เรียนที่จีนก็จะช่วยเรื่องการทำงานเรื่องภาษาได้ ตอนนี้ก็ยังคิดอยู่ว่าถ้างานซาลงก็จะเรียนต่อ คือใจผมอยากเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยนะ แต่ผมไม่รู้ว่ามันเวิร์กมั้ย เพราะจากประสบการณ์ถ่ายละคร 3-4 เดือนติดกัน ไม่รู้ว่าการเรียนจะกระทบงานหรือเปล่า (หัวเราะ) คือถ้ามีโอกาสก็อยากทำงานที่จีนมากกว่า เพราะเรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราพอถูๆ ไถๆ ไปได้ มันมีสื่อรวมถึงเครื่องมือในการฝึกสำเนียงเยอะกว่าภาษาจีนที่มีอยู่ในทุกวันนี้

 

    @@ อยู่วงการมาหลายปี เผชิญหลายอย่าง มีท้อไหม
    นอยด์มากกว่า เราก็จะด่าตัวเองว่า ไหนบอกว่าจะไประดับโลกไง ซีนแค่นี้ยังเล่นไม่ได้กระจอกว่ะ แล้วก็จะไปนอน นอนตื่นเราก็จะไปเรียนแอ็กติ้ง แล้วเราก็จะรู้สึกว่ามันดีขึ้น คือจากประสบกาณ์ผมรู้สึกว่า ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรมาก็แล้วแต่แค่นอนปัญหาทุกอย่างมันก็จะเบาลง เพราะผมไม่ใช่เด็กกร้านโลก ไม่ได้มีประสบการณ์อะไรมากมาย แต่จากที่ผมประสบมาผมจะรู้สึกว่าถ้าผมได้นอน พอตื่นขึ้นมาทุกปัญหามันจะเบาลง

 

    @@ คิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร
    ผมคิดว่าตัวเองเป็นคนเพอร์เฟกชั่นนิสต์ แต่เราก็รู้ตัวว่าเมื่อถึงเวลาที่ควรจะปล่อยวาง เราควรปล่อยวางเมื่อไร ไม่ได้ทุกอย่างต้องเป๊ะ คือเราเข้าใจว่าทุกอย่างมันไม่ได้ดั่งใจเราทุกอย่างหรอก เราก็จะมีการเผื่อใจไว้ก่อนแล้ว แต่ในพาร์ทของเราเท่านั้นที่จะเพอร์เฟกท์

 

    @@ มองอนาคตตัวเองในวงการบันเทิงไว้อย่างไร
    จริงๆ เราอยากเป็นที่รู้จักทั่วโลกไม่ใช่แค่ที่ประเทศจีน แต่ที่เราเริ่มที่จีนก่อนเพราะเราได้เข้ามาที่จีนก่อน 

 

 

 

 

 

    *** ความรักเป็นศูนย์ ***
    @@ ความรักตอนนี้เป็นอย่างไร

    ถ้าเป็นครอบครัวรักแน่นอน รักมากด้วย แต่ถ้าเป็นความรักของหนุ่มสาวยังไม่มี ผมเลิกกับแฟนเก่านานแล้วตั้งแต่ ม.5 ที่ผ่านมาก็มีคนคุยบ้าง เลิกคุยกันไปบ้าง เรายังไม่รู้สึกว่าอยากให้ใครมีสถานะเป็นแฟนอะไรขนาดนั้น ตอนนี้เรียกว่าโสดสนิท ความรักเป็นศูนย์เลย อาจจะเป็นเพราะงาน ด้วยความที่เรารู้สึกว่าเราไม่สามารถให้เวลา เท่าที่สถานะที่มันควรจะเป็นได้ ก็เลยคิดว่าอย่าเพิ่งมีเลยดีกว่า มีไปก็นอยด์กันเปล่าๆ สาวๆ ที่เข้ามาคุยไม่มี คือถ้าจะมีผมจะเป็นคนเข้าหาเอง สุดท้ายก็เป็นเรื่องนิสัยส่วนตัวด้วยแหละ ผมรู้สึกว่าถ้าเรารู้สึกชอบเราเข้าหาเองมันโอเคกว่า 

 


    @@ ชอบสเปกสาวเป็นแบบไหน
    ผมชอบผู้หญิงแบบยุนอา (เกิร์ล เจเนอเรชั่น) พูดแบบไม่ต้องคิดเลย ทั้งหน้าตาทั้งนิสัยแบบยุนอา แต่ยังไม่เคยเจอ ก็ปล่อยให้เขาอยู่ในความคิดแฟนตาซีของเราต่อไป 
    ให้กำลังใจ “นนกุล” ให้โกอินเตอร์ฮอลลีวู้ดให้ได้ตามฝันนะจ๊ะ 

 

 

 

 

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ