กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 28 มิ.ย. 62  น.ส.สุภาวดี แสงสูงเนิน พร้อมผู้เสียหายจากหลายจังหวัดและจาก สปป.ลาว จำนวน 80 ราย นำเอกสารและหลักฐานเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ขอให้ดีเอสไอตรวจสอบบริษัทเพาเวอร์คอนเนคชั่นดี ซึ่งมีพฤติการณ์หลอกประชาชนให้ร่วมลงทุนทำธุรกิจทั้งการประมูลงานหน่วยงานรัฐ รับวางบิล , ให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อ และธุรกิจรายย่อย การนำสินค้าเข้าออกประเทศ รวมถึงการซื้อขายเหล็ก คอร์สพัฒนาบุคลิกภาพ และอสังหาริมทรัพย์ โชว์รูมรถซูเปอร์คาร์ และยังมีสินค้าหลากหลาย ฯลฯ โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสุกล ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ เป็นผู้รับเรื่อง

 

 

 

               น.ส.สุภาวดี กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าว นายกันตพัฒน์ ศิริเจริญโรจน์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการฯ ได้มาชักชวนให้ตนและประชาชนทั่วไปร่วมลงทุนทำธุรกิจ โดยอ้างว่าบริษัทดังกล่าวมีผู้ใหญ่ระดับสูงกองทัพบกให้การสนับสนุนจึงทำให้หลงเชื่อ นอกจากนี้ยังมีการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการนำเอกสารการประมูลงานจากหน่วยงานของรัฐโครงการต่างๆ มานำเสนอ และมีบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นแม่ข่ายคอยประสานงาน มีการให้ผลประโยชน์ตอบแทนในวงเงินที่สูง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเข้าแจ้งความกับ ปอท. แล้ว แต่คดีไม่คืบจึงเดินทางมาร้องทุกข์กับดีเอสไอเพื่อขอให้รับคดีไว้ตรวจสอบ เนื่องจากมูลค่าความเสียหายมีสูงกว่า 1,000 ล้านบาท จำนวนนี้มีผู้หลงเชื่อตกเป็นเหยื่อของบริษัทดังกล่าวโดยร่วมลงทุนในการประมูลงานของราชการเป็นวงเงินถึง 37.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทราบว่าขณะนี้นายกันตพัฒน์ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

               ผู้เสียหายรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนกับบริษัทเพาเวอร์คอนเนคชั่นดี ซึ่งอ้างว่ามีบริษัทคู่สัญญาทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนรวมกว่า 17 โครงการ การประมูลงานราชการ รับวางบิล , ให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อ และธุรกิจรายย่อย การนำสินค้าเข้าออกประเทศ รวมถึงการซื้อขายเหล็ก คอร์สพัฒนาบุคลิกภาพ และอสังหาริมทรัพย์ โชว์รูมรถซูเปอร์คาร์ และยังมีธุรกิจขายตรงสินค้าอีกหลายบริษัท นอกจากนี้ยังมีการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการส่งภาพใบประมูลราคาตัวจริงของหน่วยงานรัฐงานประมูลนั้นๆ มาแสดงกับผู้เสียหาย และมีการเผยแพร่ข้อมูลโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อช่องทางต่างๆ ทั้งสื่อ หลักและสื่อโซเชียล พวกตนได้รู้จักเพจนี้ผ่านการแนะนำต่อๆ กันมาตั้งแต่ปี 2561 ระยะแรกได้เงินปันผลตั้งแต่ 3 - 15% โดยผู้ลงทุนเกิน 1 ล้านบาทจะได้รับใบผู้ถือหุ้น ต่อมาในเดือน ก.ย. 61 บริษัทเริ่มไม่จ่ายค่าตอบแทน และไม่คืนทุนให้กับผู้เสียหายตามสัญญา แต่กลับเขียนเช็คให้กับผู้เสียหาย เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคาร ก็ไม่สามารถขึ้นเงินได้เพราะไม่มีเงินในบัญชี

 

 

 

               ขณะที่ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ได้รับการชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และสื่อต่างๆ โดยสิ่งที่ทำให้หลงเชื่อคือมีการนำใบประมูลงานจากหน่วยงานราชการต่างๆ มาอ้างอิง ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่หลงเชื่อ เริ่มลงทุนตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 และมีปัญหาในช่วงปลายปีเดียวกัน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท โดย ตัวแทนบริษัท อ้างว่าขาดสภาพคล่องสุดท้ายมีการ ชำระเงินเป็นเช็ค มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท แต่เช็คดังกล่าวไม่สามารถขึ้นเงินได้

               ด้าน ร.ต.อ.ปิยะ ชี้แจงกับผู้เสียหายว่า ดีเอสไอจะรับเรื่องไว้ตรวจสอบว่าอยู่ในอำนาจที่จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากคดีฉ้อโกงประชาชนนั้น หากผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุแล้วคดีจะอยู่ในอำนาจของตำรวจ ส่วนกรณีที่ระบุว่า มีประชาชนประเทศเพื่อนบ้านได้รับความเสียหายการจากการถูกหลอกให้ร่วมทำธุรกิจด้วยนั้น ต้องใช้เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเช่นกัน