ข่าว

"โอไมครอน" 6 สายพันธุ์ย่อย ครองระบาดทั่วโลก 72.9% แทนที่ BA.5 แล้ว

"หมอธีระ" รายงานข้อมูล WHO พบ "โอไมครอน" 6 สายพันธุ์ย่อย ครองระบาดทั่วโลก 72.9% แทนที่ BA.5 แล้ว ขณะที่ หลายประเทศรายงานต่ำกว่าสถานการณ์จริง

อัปเดตสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด19 โดย เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 407,146 คน ตายเพิ่ม 1,017 คน รวมแล้วติดไป 660,858,239 คน เสียชีวิตรวม 6,683,051 คน 5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง

 

 

โดย "หมอธีระ" รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Thira Woratanarat เปิดเผยข้อมูลอัปเดตจาก WHO ว่า ขณะนี้ "โอไมครอน" 6 สายพันธุ์ย่อยที่กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ได้ครองการระบาดทั่วโลก แทนที่ BA.5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

องค์การอนามัยโลกเผยแพร่รายงาน WHO Weekly Epidemiological Update รอบวันที่ 21 ธันวาคม 2565 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา "โอไมครอน" ครองการระบาดทั่วโลก 99.7% โดยภาพรวมของทั่วโลก สายพันธุ์ย่อยของ "โอไมครอน" ที่กำลังถูกติดตามอย่างใกล้ชิดนั้นมี 6 สายพันธุ์ ซึ่งรวมแล้วมีสัดส่วนครองการระบาดถึง 72.9% โดยเข้ามาแทนที่ BA.5 ที่เคยครองอำนาจอยู่เดิม

 

 

สัปดาห์ล่าสุด พบว่า BQ.1.x ตรวจพบสูงสุด 42.5% ตามมาด้วย BA.5 ที่มีการกลายพันธุ์เพิ่มตั้งแต่ 1-5 ตำแหน่ง มีสัดส่วน 13.4% ส่วน BA.2.75.x นั้นพบราว 9.8%, XBB.x 6.1%, BA.4.6 1%, และ BA.2.30.2 พบ 0.1%

 

 

Dr.Maria Van Kerkhove ซึ่งเป็น WHO COVID-19 technical lead ได้ชี้ให้เห็นว่าระบบรายงาน ในปัจจุบันประสบปัญหาจากการที่หลายประเทศรายงานต่ำกว่าสถานการณ์จริง ทำให้ยากต่อการประเมินสถานการณ์ระบาดของโลก นอกจากนี้จำนวนการตรวจสายพันธุ์ก็มีแนวโน้มลดลง จะเป็นอุปสรรคต่อการติดตามเฝ้าระวัง และได้เรียกร้องให้แต่ละประเทศวางแผนการสุ่มตรวจสายพันธุ์ เฝ้าระวังสถานการณ์ให้รัดกุมขึ้น

 

 

ทาง WHO ยังเตือนให้ประชาชนทั่วโลกระมัดระวังในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปลายปีที่มีกิจกรรมพบปะกันมาก เทศกาลรื่นเริง จะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดมากได้

 

สถานการณ์ในอเมริกาล่าสุด BQ.1.x ครองการระบาดกว่า 80% ในขณะที่ XBB.x นั้นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นราว 20% ทีมงานจากนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสารการแพทย์โรคติดเชื้อ Clinical Infectious Diseases เมื่อ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา สาระสำคัญคือ จากการสำรวจประชากรในช่วงมิถุนายนจนถึงกรกฎาคม 2565 ประเมินว่าขณะนี้มีคนที่ประสบปัญหาติดเชื้อแล้วเกิด ภาวะ Long COVID อยู่ราว 7.3% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดในประเทศ หรือราว 18 ล้านคน

 

 

โดยหนึ่งในสี่ (25.3%) ของกลุ่มคนที่ประสบปัญหา Long COVID นั้น รายงานว่าส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทั้งนี้ราวหนึ่งในสามแจ้งว่าติดเชื้อ โควิด-19 มานานกว่า 12 เดือน

 

 

สำหรับไทยเรานั้น การติดเชื้อแพร่เชื้อมีจำนวนมากในแต่ละวัน จำเป็นต้องป้องกันตัวให้ดี
ระมัดระวังสถานที่แออัด
ระบายอากาศไม่ดี กิจการห้างร้านต่างๆ ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม ดูแลบริการลูกค้าโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ควรไปรับ วัคซีนเข็มกระตุ้น ลดเสี่ยงป่วยรุนแรง ตาย และ Long COVID สำคัญที่สุดคือ การใส่หน้ากากอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก

 

 

โควิดติดไม่ใช่แค่คุณ โควิดติด ไม่จบแค่ชิลๆ แล้วหาย แต่ป่วยได้ ตายได้ และเสี่ยงต่อภาวะผิดปกติระยะยาวได้

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ