
"เฮดโค้ชทีมชาติไทย"ใต้เงาโค้ชคีย์บอร์ด
"คมชัดลึก"วิเคราะห์เส้นทาง "เฮดโค้ชฟุตบอลทีมชาติไทย "นับจากโค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ เสนาเมือง , มิโลวาน ราเยวัช, ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย จนมาถึง อากิระ นิชิโนะ ทุกคนล้วนมีจุดจบไม่ต่างกัน ด้วยฝีมือผู้ชำนาญการ "โค้ชคีย์บอร์ด" ที่จะกดดันจนอยู่ไม่ได้
นับจาก 31 มีนาคม 2560 ที่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ลาออกจากการทำหน้าที่ หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย มาจนถึงมิถุนายน 2564 คือการเปลี่ยนผ่านในตำแหน่ง “เฮดโค้ชทีมชาติไทย”ที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า สำหรับผู้ที่เข้ามารับงาน ในตำแหน่งนี้ ล้วนมีจุดจบในแบบเดียวกัน คือต้องก้าวออกไป หรือใช้คำที่มีความหมายตรงไปตรงมาได้ว่า “ อยู่ไม่ยืด”
หลังจาก “โค้ชซิโก้” ลาออก เพื่อเปิดทางให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ทำการสรรหา “เฮดโค้ชทีมชาติไทย” คนใหม่ เข้ามารับช่วงต่อ หลังจากทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย นาน 4 ปี ( อ่านรายละเอียดได้จาก ) "ซิโก้" ในวันที่"ทีมชาติไทย"มืดมนต้องการแสงสว่าง
ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย คือ มิโลวาน ราเยวัช เฮดโค้ชสัญชาติเซอร์เบีย ที่เข้ามารับงาน “เฮดโค้ชทีมชาติไทย” มีผลตั้งแต่ 5 พฤษภาคม 2560 โค้ชราเยวัช ซึ่งผ่านประสบการณ์คุมทีมชาติกานา และพา “กานา” ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2010 ยังท็อปฟอร์มเมื่อพา กานา เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลแอฟริกัน คัพ เนชั่นส์ ในปี 2010 และเข้าชิงรายการ แอฟริกัน คัพ ในปี 2009 คุมทีมชาติแอลจีเรีย ,ทีมชาติกาตาร์ จนมาถึงทีมชาติไทย
ผลงานของ มิโลวาน ราเยวัช กับ"ช้างศึก"ทีมชาติไทย ก็คือ การคุมทีมชาติไทย รวม 20 นัด ( 6 มิถุนายน 2560 – 7 มกราคม 2562 ) พาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ ''คิงส์คัพ 2017'' , รองแชมป์ ''คิงส์คัพ 2018'' และ ตกรอบรองชนะเลิศ ''เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018'' ส่วนฟางเส้นสุดท้ายต่อการคุมทีมชาติไทยก็คือ ทัวร์นาเมนต์ เอเชียน คัพ 2019" รอบสุดท้าย ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ในเดือนมกราคม 2562 ครั้งนั้นทีมชาติไทยแพ้ต่ออินเดีย 4-1 และถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์เนื่องจากเป็นการแพ้ให้กับอินเดียในรอบ 33 ปี นับจากปี 1986
ทำให้ มิโลวาน ราเยวัช ถูกปลดออกจากตำแหน่งกลางคัน จากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติไทย ถูกส่งต่อไปยัง ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย อดีตเฮดโค้ชสโมสรฟุตบอลไทยฮอนด้าลาดกระบัง เอฟซี ที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยมิโลวาน ราเยวัช กระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รักษาการณ์หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย จนถึงการรับตำแหน่งหัวหน้าผู้สอนทีมชาติไทย อย่างเต็มตัว
ส่วนผลงานของ ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย นับจาก มกราคม 2562 ถึงมิถุนายน 2562 คือ การคุมทีมชาติไทย ในทัวร์นาเมนต์เอเชียน คัพ 2019" รอบสุดท้าย ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ , รองแชมป์ไชน่าคัพ 2019 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน และ อันดับ 4 ฟุตบอลถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 47 จากนั้น กรกฏาคม 2562 (2019 ) จึงเป็นการมาของ อากิระ นิชิโนะ เฮดโค้ชสัญชาติญี่ปุ่น เจ้าของผลงาน กับทีมชาติญี่ปุ่นอย่างมากมาย รวมถึง การพาทีมชาติญี่ปุ่นผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย
ด้าน ผลงานของ นิชิโนะ ต่อการคุมทีมชาติไทย ชุดใหญ่คือ ทำผลงานจบอันดับ 4 ในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก รอบ 2 ส่วนทีมชาติไทยรุ่นอายุ 23 ปี คือ จบผลงานที่รอบแรกซีเกมส์ 2019 และรอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย สถานการณ์บนเก้าอี้เฮดโค้ชทีมชาติไทย สำหรับ นิชิโนะ ยามนี้ อาจจะอยู่ในบรรยากาศคาบลูก-คาบดอกอย่างแท้จริง เมื่อกระแสความไม่พอใจ กับผลงานทีมชาติไทย ในฟุตบอลโลก 2022 ก่อตัวขึ้น เมื่อ 3 เกม ในรายการนี้ ไทย ทำได้เพียง 1 คะแนน จากการเสมอ อินโดนีเซีย 2-2 เพราะจากนั้นคือ การแพ้ต่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ 3-1 และแพ้ต่อมาเลเซีย คู่ปรับตลอดกาลของทีมชาติไทย 1-0
ความน่าสนใจในกระแส ที่มีต่อ “นิชิโนะ” ที่วัดได้ง่ายก็คือเสียงชื่นชมต่อการตัดสินใจเรียกตัว ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร จากเลสเตอร์ซิตี้ ให้มีชื่อติดทีมชาติไทยกับทัวร์นาเมนต์นี้ และนักฟุตบอลวัย 21 ปี ก็สามารถสร้างผลงานในสนามได้อย่างน่าประทับใจ แต่การแพ้กับ 2 เกม ทั้งต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และต่อมาเลเซีย ก็คือไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็วมาเฮดโค้ชทีมชาติไทย สไตล์การทำทีมของนิชิโนะ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ จากแฟนบอล(ที่ดูฟุตบอลเป็น )จนสามารถจัดตัวทีมชาติ(ที่เหมาะสม) แข่งกับโค้ชฟุตบอลอาชีพ ที่อยู่กับฟุตบอลโดยตรง
แน่นอนว่ากระแสกดดันต่อฟุตบอลทีมชาติไทย ไม่ได้พาดพิงเพียงอากิระ นิชิโนะเท่านั้น แต่ยังพาดพิงไปถึง พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ควรแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง กับวิกฤตศรัทธาฟุตบอลทีมชาติไทย ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์ในวันที่ฟุตบอลทีมชาติไทยสร้างความสุข นับจาก “โค้ชซิโก้” ที่พาทีมทำผลงานตลอด 4 ปี
หรือแม้แต่ มิโลวาน ราเยวัช ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการชื่นชม ที่พาทีมชาติไทย คว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 45 ใน เดือนกรกฏาคม 2560 หรือแม้แต่ ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ก็เคยได้รับเสียงชื่นชมมาแล้วเช่นกัน เมื่อรับไม้ต่อจาก มิโลวาน ราเยวัช และพาทีมชาติไทยกู้หน้าเอาไว้ได้กับ เอเชียนคัพ 2019 ทุกคนเหล่านี้ล้วนมีช่วงเวลาที่สวยงาม
แต่หลังจากนั้นในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นใจ ทุกคนล้วนอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือถูกทำให้จมดิน ในเวลาเพียงพริบตา ไม่มีหลักประกันได้เลยว่า หาก"โค้ชซิโก้" กลับมารับงานคุมทีมชาติไทยสืบต่อจาก อากิระ นิชิโนะ เฮดโค้ชทีมชาติไทยชาวขอนแก่น รายนี้จะทำงานได้อย่างราบรื่น ภายใต้องค์ประกอบที่แฟนบอลทีมชาติไทยรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของทีม มีโค้ชฟุตบอลที่ใช้คีย์บอร์ด พร้อมที่จะปั่นกระแสเพื่อชื่นชมในวันที่ทุกอย่างสวยงาม และเหยียบให้จมดิน ในวันที่ทีมชาติไทยทำผลงานไม่เข้าตา
วันที่ฟุตบอลทีมชาติไทยยุค"โค้ชซิโก้" โชว์ผลงานในสนามแบบเท้าสู่เท้าของผู้เล่นสร้างความตื่นตาให้กับแฟนบอล กับวันที่ทีมชาติไทยในยุค"โค้ชซิโก้" เช่นกัน พ่ายแพ้ และถูกโจมตีว่า"จัดตัวผู้เล่นแบบลูกรัก" 2 สิ่งนี้คือความต่างๆที่เกิดขึ้น และน่าจะเป็นคำตอบได้ดีสำหรับฟุตบอลทีมชาติไทย ที่วนเวียนวกวนอยู่เพียงเท่านี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามารับหน้าที่ " เฮดโค้ชฟุตบอลทีมชาติไทย"



