
หนุ่มร่างทรงยิงสาวใหญ่ดับอ้างปืนลั่น !!
ตำรวจเค้นสอบร่างทรงลั่นไกใส่สาวใหญ่ดับสยอง พร้อมหิ้วลูกชายชี้จุดฝังปืนของกลาง สารภาพเป็นคนลงมือฆ่าเอง อ้างไม่ได้ตั้งใจแต่เกิดจากหยอกล้อกันแล้วปืนลั่น
จากกรณีตำรวจคันนายาวรับแจ้งเหตุหญิงถูกระเบิดปิงปองระเบิดใส่หน้าเสียชีวิตทราบชื่อต่อมานางมานิต คงวิเศษ อายุ 55 ปี เหตุเกิดภายในบ้านเลขที่ 20 ซ.ร่วมมิตรพัฒนา 10 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเหตุดังกล่าวไม่ใช่เหตุระเบิดแต่อย่างใด แต่เป็นเหตุยิงกันจนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนสอบสวนจนกระทั่งนายวิโรจน์ สำราญเกศ อายุ 50 ปี ซึ่งประกอบอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขตสายไหม และรับทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์ ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นนั้น เหตุเกิดเมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น (อ่านข่าว : ยิงกรอกปากสาวใหญ่ดับสยอง !!)
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2561 ที่ สน.คันนายาว พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช ผกก.สน.คันนายาว เปิดเผยถึงคดีดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค. เวลาประมาณ 20.00 น. สน.คันนายาว ได้รับแจ้งว่ามีเหตุระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตบริเวณบ้านเลขที่ 20 ซ.ร่วมมิตรพัฒนา 10 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ จึงได้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุพบว่าผู้ได้รับบัตรเจ็บได้เสียชีวิตแล้วที่ใต้ถุนบ้านหลังเกิดเหตุ และได้พบกับผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าของบ้านชื่อนายวิโรจน์ ได้ให้การเบื้องต้นว่าผู้ตายได้มากับนางศศิธร เริงพงษ์พันธ์ อายุ 45 ปี ซึ่งมาทำพิธีรดน้ำมนต์ เนื่องจากตนมีความรู้เกี่ยวกับการทำพิธีรดน้ำมนต์ เพื่อสะเดาะเคราะห์ ซึ่งขณะนั้นนางศศิธรอยู่หลังบ้านได้ยินเสียงดังขึ้นจึงคิดว่าเป็นเสียงระเบิดจึงมาดูที่ใต้ถุนบ้านและพบผู้เสียชีวิตจึงสงสัยว่าเป็นระเบิดปิงปองหรือไม่
พ.ต.อ.สิงห์ กล่าวต่อว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลเบื้องต้นจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่อีโอดี เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และแพทย์นิติเวช เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุจากการสืบสวนและตรวจสอบที่เกิดเหตุปรากฏว่าเหตุดังกล่าวไม่ใช่เหตุระเบิดแต่เป็นเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เมื่อชันสูตรพลิกศพก็พบหัวกระสุนในที่เกิดเหตุ จึงทำให้ทราบว่านายวิโรจน์ได้เบี่ยงเบนประเด็นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหลงประเด็นในการสืบสวนสอบสวน จึงทำการซักถามนายวิโรจน์อย่างละเอียดจนนายวิโรจน์ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ยิงผู้ตายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่ยอมให้การใดใดเพิ่มเติม และจากการสืบสวนยังทราบว่าในบ้านหลังเกิดเหตุมีบุตรชายของนายวิโรจน์อีกหนึ่งคนจึงได้ติดตามจับกุมตัวได้พร้อมนำตัวมาสืบสวนสอบสวน โดยลูกชายของนายโรจน์ ให้การรับสารภาพว่าตนเองเป็นผู้นำอาวุธปืนที่กระทำผิดในคดีนี้ไปฝังไว้หลังบ้าน เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยลูกชายของนายวิโรจน์เป็นผู้นำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดฝังอาวุธปืน เจ้าหน้าที่จึงขุดดินจนพบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ อย่างไรก็ตามทั้งสองคนยังให้การขัดแย้งกันในหลายประเด็น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ได้แจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่น และร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับนายวิโรจน์และบุตรชาย
พ.ต.อ.สิงห์ กล่าวต่อว่า ส่วนสาเหตุในการก่อเหตุอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงให้ชัดเจน อย่างไรก็ตามในวันที่ 31 ส.ค.นี้ จะนำตัวนายโรจน์ ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดมีนบุรี ส่วนบุตรชายซึ่งยังเป็นเยาวชนจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะคัดค้านการประกันตัว
พ.ต.อ.สิงห์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า ญาติผู้เสียชีวิตให้การว่านายวิโรจน์ และนางมานิต รู้จักสนิทสนมกันดี นอกจากนี้ทางญาติผู้เสียชีวิตยังสงสัยว่าใครเป็นผู้ฆ่านางมานิตจนเสียชีวิต โดยทางญาติสงสัยว่านายวิโรจน์อาจไม่ใช่ผู้ลงมือก่อเหตุ แต่อาจรับสารภาพผิดแทนบุตรชายหรือไม่ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะสืบสวนทุกประเด็น รวมถึงเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และเก็บร่องรอยจากร่างกายของทั้ง 2 คน เพื่อหาคราบเขม่าดินปืนว่าใครเป็นผู้ลงมือก่อเหตุขึ้น
ด้านนายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนรู้จักคบหากันกับผู้ตายมา 20 ปีแล้ว ที่ผ่านมาตนกับผู้ตายเคยทำพิธีตั้งศาลพระภูมิร่วมกัน วันเกิดเหตุผู้ตายพาเพื่อนมาพรมน้ำมนต์ ตนเอาปืนของกลางมาหยอกผู้ตายเล่น ปกติจะนำลูกกระสุนออก แต่วันเกิดเหตุไม่ได้เอาออก ทำให้ปืนลั่นใส่ผู้ตายเสียชีวิต ส่วนที่ให้การวกวนเพราะกลัวและตกใจ จึงไม่ได้ให้การตั้งแต่ต้น แต่ยอมรับสารภาพว่าเพราะความตกใจกลัวเลยแต่งเรื่องว่าเป็นระเบิดปิงปอง และยอมรับว่าเป็นคนยิง ไม่ใช่ลูก และตนเป็นคนสั่งให้ลูกเอาปืนไปซ่อน โดยสาเหตุที่ลูกชายออกจากจุดเกิดเหตุ เพราะตนสั่งให้ลูกชายพาน้องสาวคนเล็กที่ร้องไห้ตกใจจังหวะเกิดเหตุ พาไปไว้ที่บ้านเพื่อนก่อน ขอยืนยันว่าสาเหตุการลงมือนั้นไม่ได้ทะเลาะกัน เพียงแค่เล่นหยอกเรื่องปืนกัน สำหรับตนนั้นนับถือเจ้าพ่อจรเข้บัว ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แถวบ้านพัก
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่พบว่าจรเข้บัวนั้นเป็นชื่อแขวงแห่งหนึ่งในเขตลาดพร้าว จากการตรวจสอบประวัติไม่พบว่ามีเจ้าพ่อจรเข้บัวแต่อย่างใด โดยนายวิโรจน์ให้การวกไปวนมา เจ้าหน้าที่จึงยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ แต่จะรอประจักษ์หลักฐานเพื่อสรุปสำนวนคดีต่อไป



