
ไม่ซ้ำรอย"อภิสิทธิ์" !! 'ไอติม' เลือกสมัครเป็นทหาร
'ไอติม' พริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัครเป็นทหาร ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง
3 เม.ย.61 - หลังจากครบกำหนดการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารแล้ว วันนี้ที่วัดทองใน เขตสวนหลวง "ไอติม" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หลายชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในวัย 26 ปี ได้ไปเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ทั้งนี้ "ไอติม" ได้แจ้งความประสงค์ที่จะสมัครเข้ารับราชการทหาร
(ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก จ.ส.ต.สุรชัย ศุภนิมิตรมนตรี )
ทั้งนี้มีรายงานข่าว การที่ไอติมเลือกสมัครเป็นทหารนั้น เพราะจะทำให้ระยะเวลาในการเป็นทหารสั้นลงเหลือเพียง 6 เดือน จากนั้นก็จะสามารถเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้เลย โดยเฉพาะหากมีการเลือกตั้งในต้นปีหน้า ขณะที่หากเป็นทหารเกณฑ์ต้องเป็นนาน 2 ปี อย่างไรก็ตาม ไอติมบอกว่า ที่เขาสมัครเป็นทหารไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ แต่เพราะตั้งใจจะเข้ารับราชการทหาร ซึ่งจะได้เป็นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจเลือก
อย่างที่เป็นที่ทราบกันดีว่า กรณีเรื่องการเกณฑ์ทหารของนายอภิสิทธ์ ได้เป็นประเด็นปัญหาที่นายอภิสิทธิ์ถูกโจมตีมาตลอด ดังนั้นการที่ไอติมเลือกที่จะสมัครเป็นทหารเกณฑ์ จึงย่อมจะทำให้เส้นทางการเมืองของเขาจะไม่มีประเด็นเหมือนน้าชายแน่นอน ส่วนในเรื่องอื่นๆนั้น เขาถูกมองว่าถอดแบบมาจาก "น้ามาร์ค" ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลิก รูปร่างหน้าตา การศึกษาที่จบจากสถาบันเดียวกับอภิสิทธิ์ คือ อีตันและ อ็อกซ์ฟอร์ด (อ่านเพิ่ม..."ไอติม"สมัครทหารรายงานตัวมทบ.11)
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา "ไอติม" ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พริษฐ์ วัชรสินธุ - Parit Wacharasindhu แสดงท่าทีที่ชัดเจนในการก้าวสู่เส้นทางการเมือง โดยเขียนถึงการเข้าร่วมเวทีเสวนา “อนาคตประเทศไทยไปทางไหน” ร่วมกับ หัวหน้าหรือว่าที่หัวหน้าพรรคของ พรรคการเมือง 3 พรรค ซึ่งเขาบอกว่า เป็นจุดสำคัญวันหนึ่งของเขาที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาพูดได้เต็มปากว่าเขามาในตัวแทน “พรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่”
"สัปดาห์หนึ่งผ่านมาแล้ว หลังจากที่ผมได้มีโอกาสขึ้นเวทีเสวนา “อนาคตประเทศไทยไปทางไหน” ร่วมกับ หัวหน้า (หรือว่าที่หัวหน้า?) ของ พรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคเพื่อไทย) คุณ อนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) และ คุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคอนาคตใหม่) ซึ่งทั้ง 3 คนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีโอกาสจะเป็นนายกฯ คนต่อไปของเราทั้งสิ้น
ผมต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคนบนเวทีจริงๆอีกครั้ง ที่ใจกว้างให้ผมมาร่วมเวทีด้วย ถึงแม้จะมีประสบการณ์และวุฒิภาวะมากกว่าผมเยอะ และก็ขอขอบคุณ คุณ สุทธิชัย หยุ่น (Suthichai Yoon) และ คุณ ทอม จุลภาส เครือโสภน (Tom Julpas Kruesopon) ที่ให้โอกาสผมไปร่วมด้วย
วันนั้นถือเป็นจุดสำคัญวันหนึ่งของผมในทางที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมสบายใจที่จะพูดได้เต็มปากว่าผมมาในตัวแทน “พรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่”
หลายคนที่มองจากข้างนอกอาจจะเข้าใจว่าความสันพันธ์ของผมกับประชาธิปัตย์เป็นอะไรที่อัตโนมัติหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการที่มีญาติทำงานอยู่ในพรรค (ซึ่ง จริงๆแล้ว ผมก็มีญาติที่เคยเป็นแกนนำพรรคไทยรักไทย เช่นกัน) หรือ การที่ผมเคยไปฝึกงานที่พรรค (ซึ่ง เป็นพรรคการเมืองเดียวที่มีโครงการฝึกงานในขณะนั้น และเพื่อนๆผมหลายคนที่ฝึกงานด้วยกันก็ไม่ได้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์)
แต่ความจริงแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้ ที่จะบอกว่าตัวเองเป็นคนประชาธิปัตย์ เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายเลย
ถึงแม้ตอนเด็กผมจะมีความรู้สึกที่ดีต่อพรรค เพราะความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค แต่เหตุการณ์ช่วงหลังก็ทำให้ผมตั้งคำถามกับการตัดสินใจของพรรคในหลายเรื่อง และถ้าย้อนเวลากลับไปเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ผมก็ต้องบอกว่าผมไม่พร้อม ที่จะเป็นตัวแทนของพรรค ไม่ว่าในเวทีใดก็ตาม
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา น้องนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์คนหนึ่งถามผมว่า “จะมั่นใจได้ยังไง ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย?” มีผู้ร่วมสนทนาบางท่านกลัวว่าผมจะอึดอัดกับคำถามนี้ แต่ผมขอให้น้องเขาได้ถามต่อ เพราะผมบอกตรงๆ ว่าผมชอบมากที่เขาถามคำถามนี้ เพราะผมเองก็เคยถามคำถามนี้เหมือนกัน
คำตอบที่ผมให้ได้วันนี้กับน้องคนนั้นและคนอื่นๆที่สงสัยเหมือนกัน ก็คือ “มันยังไม่สายเกินไป และ ผมต้องการลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งที่จะพาพรรคก้าวข้ามวังวนในอดีต ไปสู่ พรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ที่จะยึดมั่นในอุดมการณ์ เสรีนิยมประชาธิปไตยและพร้อมเป็นตัวแทนของประชาชน” (เดี๋ยวจะอธิบายคราวหน้าว่า ความหมายของ เสรีนิยม ประชาธิปไตย ของผมคืออะไร)
วิธีการของคนในพรรคในการต่อสู้กับปัญหาทุจริต-คอร์รัปชั่นที่ผ่านมา ทำให้หลายคน (รวมถึงผม) ตั้งข้อสงสัยได้เยอะมาก ว่าอุดมการณ์ของพรรคที่ผ่านมา คืออะไรกันแน่
แต่ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างกันว่าอุดมการณ์ของพรรคในอดีตคืออะไร การหนักแน่นในอุดมการณ์ เสรีนิยมประชาธิปไตย นับจากวันนี้ไป ต้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พรรคก้าวไปสู่ความเป็น “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ได้อย่างแท้จริง
ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ต้องการเป็น “คนรุ่นใหม่ในพรรคประชาธิปัตย์ยุคเก่า” แต่ผมต้องการเป็น “คนหนึ่งในพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่”
ถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในพรรคจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมนอนหลับได้สบายกว่าทุกคืน เพราะว่าผมเชื่อว่าเส้นทางที่ผมเลือกเป็นเส้นทางที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับทั้งพรรคและประเทศ
ทั้งหมดนี้ ผมรู้ว่ายังคงเป็นเพียงแค่คำพูดของคนๆหนึ่ง แต่ถ้าพรรคไม่เห็นด้วยกับทิศทางนี้ พรรคคงไม่กล้าส่งผมไปร่วมเวทีเสวนาในวันนั้น
ที่สุดแล้ว ประชาธิปัตย์ จะเป็น “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ได้จริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์ด้วยเวลาและการกระทำ ผมคงไม่สามารถทำทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียว และผมก็ไม่ใช่คนเดียวที่อยากเห็น “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่”
ใครที่ยังไม่แน่ใจ ลองให้โอกาสผมได้พิสูจน์
ใครที่อยากมาร่วมกันพาพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่ “พรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ผมยินดีต้อนรับเสมอ
แต่ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับพรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เยาวชนและประชาชนทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาสนใจการเมือง มาร่วมกำหนดอนาคตหรือทิศทางของประเทศร่วมกัน หลายคนอาจจะเหนื่อยหน่าย หมดใจ จนถึงขั้นขยะแขยงกับการเมืองของประเทศไทย แต่ผมขอบอกถึงทุกๆคนจากใจจริงของผมว่า มันอาจจะน่าเบื่อจริง อาจจะน่าขยะแขยงจริง แต่ถ้าพวกเราไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนเพื่อตัวพวกเราเอง เพื่อลูกหลานของพวกเราเอง มันก็จะไม่มีใครอีกแล้วที่จะมาเปลี่ยนแทนพวกเรา
ผมจึงขอสนับสนุนให้ทุกๆคน ไม่ว่าคุณจะอุดมการณ์ร่วมกับ พรรคอนาคตใหม่ของคุณธนาธร ร่วมกับพรรคภูมิใจไทยของคุณอนุทิน หรือพรรคเพื่อไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ก็ตาม มาร่วมกำหนดทิศทางและอนาคตของประเทศไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญครั้งต่อไปกันครับ"
อ่านต่อ...ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ !! "มาร์ค" ดัน "ไอติม" สู้ "ธนาธร"
อ่านต่อ...ไม่เอารัฐประหาร!! สุดารัตน์-อนุทิน-ธนาธร ประสานเสียง



