
ความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริงไม่มีในอเมริกา
คลังอาวุธไซเบอร์ของซีไอเอที่ถูกวิกิลีกส์แฉหมดเปลือก จุดประเด็นถกเถียงเรื่องความเป็นส่วนตัวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยอีกครั้ง แต่ผอ.เอฟบีไอพูดชัดในประเด็นนี้
ขณะที่สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ ) เริ่มปฏิบัติการตามล่ากระชากหน้ากากไอ้โม่งที่ส่งข้อมูลลับของสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ให้กับเวบไซต์วิกิลีกส์นำมาแฉว่า ซีไอเอมีสารพัดเครื่องมือใช้แฮ็คอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และสมาร์ททีวี เปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันกลายเป็นเครื่องมือดักฟังได้ ส่วนบริษัทไอทีก็รีบออกมาประกาศว่าจะเร่งแก้ไขอุดช่องโหว่ของผลิตภัณฑ์ปกป้องความเป็นส่วนตัวตามหลังการแฉของวิกิลีกส์ เมื่อวันอังคาร(7 มี.ค.) ซึ่งยังเป็นเพียงชุดแรกเท่านั้นของข้อมูลที่เวบไซต์จอมแฉได้มา แต่เจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ กล่าวเตือนว่าชาวอเมริกันไม่ควรคาดหวังความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง เพราะไม่มีสิ่งนั้นในอเมริกา ไม่มีที่ไหนอยู่นอกเงื้อมมือของฝ่ายตุลาการไปได้
โคมีย์ พูดเรื่องนี้ระหว่างร่วมประชุมบอสตัน คอลเลจ ว่าด้วยความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ เมื่อวันพุธตามเวลาในสหรัฐ ( 8 มี.ค.) ขณะอภิปรายเรื่องเทคโนโลยีเข้ารหัสที่ได้รับความสนใจมากขึ้น นับตั้งแต่เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างคู่สัญญาของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ ) เปิดโปงโครงการสอดแนมกว้างไกลของเอ็นเอสเอ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว โดยโคมีย์กล่าวว่า ชาวอเมริกันสามารถคาดหวังความเป็นส่วนตัวอย่างสมเหตุสมผลได้ในบ้าน ในรถยนต์ และในอุปกรณ์สื่อสาร นี่เป็นส่วนสำคัญของความเป็นอเมริกัน รัฐบาลไม่อาจรุกล้ำความเป็นส่วนตัวโดยไม่มีเหตุผลที่ดีพอ แต่ด้วยเหตุผลที่ดีพอเช่นกัน ศาล รัฐบาล และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายก็สามารถรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวได้ ต่อให้เป็นความทรงจำของเราก็อาจไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เพราะใครก็ตามอาจถูกบังคับให้พูดในสิ่งที่เราเห็น ผู้พิพากษาสามารถบังคับใครก็ได้ให้เบิกความในศาลเผยการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวด้วยเงื่อนไขเหมาะสม
ผู้อำนวยการเอฟบีไอ กล่าวว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 เอฟบีไอได้รับอนุญาตเข้าถึงอุปกรณ์สื่อสาร 2,800 เครื่อง ในงานสอบสวนคดีอาชญากรรม ก่อการร้ายและต่อต้านข่าวกรอง แต่ไม่สามารถเปิดดูอุปกรณ์เหล่านั้นได้ถึง 43% ดังนั้น ไม่ควรมองว่าความต้องการความเป็นส่วนตัวกับความมั่นคงปลอดภัย ไปด้วยกันไม่ได้ “เราให้คุณค่าความเป็นส่วนตัว และความมั่นคง ไม่ควรจะต้องสละอย่างใดเพื่ออีกอย่างหนึ่ง”
ด้าน ซีไอเอไม่แสดงความเห็นเรื่องการสอบสวน และไม่ปฏิเสธหรือยืนยันข้อมูลของวิกิลีกส์ แต่โจมตีว่า การกระทำของเวบไซต์จอมแฉทำให้ชาวอเมริกันตกอยู่ในอันตราย เป็นการช่วยเหลือศัตรูของสหรัฐ และขัดขวางความพยายามของรัฐบาลในการกวาดล้างการก่อการร้าย
อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองบอกวอชิงตันโพสต์ว่า หากข้อมูลทั้งหมดเป็นความจริง เท่ากับมีผู้อื่นครอบครองขีดความสามารถในการแฮคทั้งหมดของซีไอเอ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ชุดข้อมูลที่วิกิลีกส์ตั้งชื่อว่า Vault 7 เท่าที่ปล่อยออกมาชุดแรก ส่วนใหญ่เป็นการสรุปขีดความสามารถของเครื่องมือและวิธีการแฮก มากกว่าเผยตัว“เครื่องมือ” อีกทั้งมีการตัดต่อเรียบเรียงเพื่อไม่ให้เป็นการแจกจ่ายวิธีการแฮค
ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ กล่าวว่าการสืบหาว่าข้อมูลกว่า 500 เมกะไบต์ของซีไอเอสถูกขโมยได้อย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และหากจับตัวได้ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเผชิญกับโทษจำคุกสถานหนัก ทั้งนี้ คนเป่านกหวีด หรือผู้ที่เอาความไม่ชอบมาพากลภายในมาเผยแพร่คนหลังสุดที่ถูกตัดสินมีความผิดภายใต้กฎหมายจารกรรมสหรัฐ คือ เชลซี แมนนิง อดีตทหารที่เดิมชื่อ แบรดลีย์ แมนนิง ผู้รั่วความลับทางทหารในอิรักและอัฟกานิสถานให้วิกิลีกส์ ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 35 ปี แต่ได้รับการลดหย่อนโทษและปล่อยตัวแล้ว ตามคำสั่งประธานาธิบดีบารัก โอบามาไม่กี่วันก่อนหมดวาระ



