royal coronation
วันที่ 22 กรกฎาคม 2562
เจาะประเด็นร้อน

"แพทย์แผนไทย"...ในอุ้งมือ "บัตรทอง สปสช."

วันที่ 29 เมษายน 2562 - 12:40 น.
สปสช,บัตรทอง,แพทย์แผนไทย,สมุนไพร
Shares :
เปิดอ่าน 729 ครั้ง

โดย...  ทีมข่าวรายงานพิเศษ


 


          "วิธีการรักษาโรคร้าย" หรือความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเฉพาะการใช้ "ยา" จากพืชสมุนไพรอย่างเดียว ก็ถูกศึกษาวิจัยปรับเปลี่ยนจนกลายมาเป็นการรักษาด้วยยาดัดแปลงจากสารเคมีต่างๆ จนพืชสมุนไพรแทบสูญหายไปจากท้องถิ่น...

 

 

          แต่ในวันนี้วงการแพทย์ทั่วโลกส่วนหนึ่งได้หันกลับมารณรงค์ให้ “พืชสมุนไพร” กลายเป็นพระเอกอีกครั้ง หลังศึกษายืนยันพบข้อดีของสมุนไพรและวิธีการรักษาแบบท้องถิ่น หลายครั้งที่ได้ผลดีมากกว่ายาสมัยใหม่ ที่ปรุงแต่งมาจากสารเคมี เช่น เปล้าน้อย ฟ้าทะลายโจร น้ำมันกัญชา ฯลฯ


          โดยเฉพาะในประเทศไทย ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษกำลังถูกปัดฝุ่น จากสถาบันการศึกษาวิจัยด้านการแพทย์หลายแห่ง ที่เริ่มแข่งขันวิจัยด้านนี้อย่างคึกคัก ทำให้เริ่มเห็นความหวังว่า คนไทยกำลังจะมีทางเลือกในการรักษา โดยไม่พึ่งพาวิธีรักษาแบบยาฝรั่งเท่านั้น

 

 

 


          “กระทรวงสาธารณสุข” พยายามผลักดันการใช้สมุนไทยมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบคือพื้นที่เพาะปลูกหรือแหล่ง “สมุนไพร” ที่เคยมีความหลากหลายแตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ได้หดหายไป กลายเป็นแปลงผัก แปลงข้าวโพด สวนพืชไร่หรือสวนผลไม้


          เพื่อไม่ให้ปัญหาพืชสมุนไทยเกิดวิกฤติสูญพันธุ์ไป กระทรวงสาธารณสุขจึงจับมือกับกระทรวงพาณิชย์ พลิกนโยบายส่งเสริมปลูก “พืชสมุนไพรไทย” มากขึ้น

 

          ไม่ใช่หวังเพียงส่งขายในไทยเท่านั้น แต่หวังส่งไปตลาดต่างประเทศ เนื่องจากมีนักวิจัยหลายชาติพิสูจน์แล้วว่า สมุนไพรไทย เมื่อนำมาเป็นส่วนผสมของยารักษาโรค อาหารเสริม หรือเครื่องสำอางต่างๆ ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ถึงกับตั้งเป้าหมายว่า ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมถูกใจนานาชาติ เพราะจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยกว่า 3.6 แสนล้านบาท ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า หรือไม่เกินปี 2564

 

 




          มูลค่านี้ทำให้ชาวบ้านตาโต มองเห็นความหวังในการปลูกพืชสมุนไพรมากกว่ารับจ้างนายทุนปลูกข้าวโพด หรือทำไร่ ทำฟาร์มสัตว์ เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ที่นับวันมีแต่จะเสียเปรียบและขาดทุนซ้ำซ้อน


          นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องแก้ไขให้ได้คือ การรณรงค์ส่งเสริมความรู้ความสามารถและความเชื่อมั่นในการรักษาสุขภาพแบบ “แพทย์แผนไทย” ที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่นไทยเป็นหลัก เพื่อให้คนไทยและชาวต่างชาติเกิดความมั่นใจที่จะนำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยไปใช้


          จากฐานข้อมูล กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า ขณะนี้ตำรับยาสมุนไพรที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมดที่มีในประเทศไทย มีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นตำรับ ทั้งที่เป็นตำรับยากินบำรุงสุขภาพทั่วไป จนถึงขั้นสามารถนำไปรักษาโรคร้ายหรือโรคเรื้อรังต่างๆ โดยมี “เครือข่ายศึกษาวิจัยสมุนไพร” กำลังพัฒนาคิดค้นสูตรสมุนไพรไทยยับยั้งมะเร็ง เช่น “สูตรตำรายายับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก” จากสมุนไพรเถามวกขาว หญ้าขัด ถั่วพู ราชพฤกษ์ ฯลฯ เนื่องจากทดลองในสัตว์แล้วได้ผลดีและมีความปลอดภัย ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ หรือ “สูตรตำรายายับยั้งเซลล์มะเร็งตับ” ประกอบด้วย สมุนไพรมหาหิงคุ์ รากทนดี รงทอง ฯลฯ อยู่ในขั้นตอนการทดลองในมนุษย์เช่นกัน

 

 

 


          อย่างไรก็ตามสมุนไพรไทย ไม่ได้ใช้เฉพาะเป็น “ยา” รักษาโรคโดยตรงเท่านั้น เพราะหลักสูตรแพทย์แผนไทย ยังมีการดูแลสุขภาพและรักษาโรคด้วยวิธีอื่นด้วย โดยหลักสูตรการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการรับรองในการประกอบวิชาชีพ ขณะนี้มี 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ สาขาเภสัชกรรมไทย สาขาเวชกรรมไทย สาขานวดไทย และสาขาผดุงครรภ์ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ใช้สมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งสิ้น และผู้จะไปดูแลผู้ป่วยได้ต้อง “สอบผ่านและได้รับใบประกอบโรคศิลปะ” ในสาขานั้น


          สมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทยกำลังถูกนำมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นประโยชน์นั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า “อุปสรรค” สำคัญบางอย่างที่ถูกมองข้ามคือ การพลาดโอกาสในเม็ดเงินของ “กองทุนบัตรทอง 30 บาท”


          ปัญหานี้ต้องได้รับการพิจารณาด่วนจาก คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ว่าจะเอาจริงเอาจังกับการสนับสนุนยาสมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทย มากน้อยเพียงไร ?


          ตัวเลขปัจจุบันคนไทยอยู่ภายใต้สิทธิบัตรทองประมาณ 49 ล้านคน แต่ไม่สามารถเบิกยาสมุนไพรและเลือกวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยได้เต็มที่ เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อนุญาตให้ “ยาแผนไทย” อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่เบิกได้เพียงหลักร้อยรายการเท่านั้น จากตำรับโบราณที่มีกว่า 2 หมื่นตำรับ ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่เบิกจ่ายสมุนไพรก็ยังไม่ครอบคลุมสถานรักษาพยาบาลทุกแห่ง

 

 

 


          พลิกดูตัวเลข “งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2562” ซึ่งมีอยู่จำนวน 1.8 แสนล้าบาท สำหรับดูแลคนไทย 48.57 ล้านคน หรือเฉลี่ย 3,427บาท/คน ซึ่งรัฐได้จัดงบพิเศษเพิ่มให้ผู้ต้องการใช้ยาสมุนไพรอีกหัวละประมาณ 12 บาทเท่านั้น


          นโยบายข้างต้นไม่สอดคล้องกับแนวคิดการสนับสนุน “สมุนไพรแพทย์แผนไทย” ทำให้เครือข่ายภาคประชาชนพยายามเรียกร้องให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บอร์ด สปสช.” เพิ่มเติมการให้บริการแพทย์แผนไทยที่เหมาะสมกับคนใช้สิทธิบัตรทองมากกว่านี้ เพราะสมุนไพรไทยพิสูจน์แล้วว่าได้ผลไม่ต่างจากยาเคมีแบบฝรั่ง แต่ไม่ค่อยได้รับการโปรโมทจากโรงพยาบาลหรือสถานรักษาพยาบาลเท่าไรนัก


          นิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การหมกเม็ดใน “แผนปฏิรูประบบสาธารณสุขประเทศไทย” ที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ” หรือเรียกง่ายๆ ว่า  “บอร์ด สปสช.” ที่มาจากสัดส่วนตัวแทนกลุ่มต่างๆ จำนวน 30 คน ให้กลายเป็น “ซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ” จำนวน 40 คน ที่มีอำนาจมากมายมหาศาล โดยไม่เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้าไปเป็นคณะกรรมการ โดยเฉพาะการลดสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชน


          โครงสร้าง “ซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ” จำนวน 45 คน มีภาคประชาชนเพียง 3 คน นอกนั้นเป็นแพทย์ หอการค้า สภาอุตสาหกรรม กลาโหม ข้าราชการ ฯลฯ ทำให้เกิดข้อกังขาว่าคนที่ได้รับเลือกกลุ่มนี้จะมีการเปิดใจกว้างสนับสนุนแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนไทย หรือสมุนไพรไทยมากน้อยเพียงไร ?


          หลังเกิดคำถามและคำคัดค้านเผยแพร่ในสื่อโซเชียลต่างๆ จนกลายเป็นกระแสกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องการสนับสนุนแพทย์แผนไทย ที่มีกระแสคำถามเกี่ยวกับ “น้ำมันกัญชา” ว่าเป็นสมุนไพรไทยและในอนาคตจะเบิกจ่ายได้หรือไม่ ?

 

 

 

 


          ล่าสุด “บอร์ด สปสช.” จึงตัดสินใจเปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้ให้บริการ-ผู้รับบริการกองทุนบัตรทองในปี 2562 โดยเฉพาะสั่งให้เพิ่มประเด็นร้อนแรงหัวข้อ “การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” หวังว่าจะนำข้อเสนอและความคิดเห็นมาปรับปรุงพัฒนาระบบการจัดบริการแพทย์แผนไทยให้ดีกว่าเดิม


          การเปิดเวทีระดมความคิดเห็น จะเริ่มขึ้นประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2562 ผ่านระบบออนไลน์ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 16 มีระดับเขตพื้นที่ซึ่งรับผิดชอบโดย คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับและเวทีระดับประเทศ ในวันที่ 15-16 สิงหาคม 2562 ส่วนประชาชนทั่วไปอยากเสนอความเห็นใช้ระบบออนไลน์หรือสายด่วน สปสช.1330


          หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการระดมความคิดเห็นครั้งนี้ กลุ่มสนับสนุน “สมุนไพรไทย และ แพทย์แผนไทย” จะมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สำหรับคนไทย 49 ล้านคน ...นับได้ว่า “แพทย์แผนไทย”...กำลังอยู่ในอุ้งมือของผู้มีอำนาจกำหนดทิศทาง “บัตรทอง”


          วิเคราะห์เฉพาะตัวเลขผู้มาใช้สิทธิบัตรทอง ปี 2561 ที่ป่วยเป็นมะเร็งจำนวน 2.34 แสนคน มารับบริการรักษา 1.43 ล้านครั้ง และใช้งบประมาณชดเชยค่ารักษาจำนวน 9,557 ล้านบาท


          เงินจำนวนนี้หากแบ่งมาจ่ายให้ยาสมุนไพรไทยรักษามะเร็งได้ส่วนหนึ่ง จะลดค่านำเข้ายาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติได้ไม่น้อย
 

          เงินจะหมุนเวียนกลับเข้าไปสนับสนุนแพทย์แผนไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม !

 

 

 

 

 


          ยาสมุนไพรในบัญชีหลักแห่งชาติ 22 รายการ
          1.ว่านหางจระเข้ วุ้นจากว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
          2.มะขามแขก ยาระบายช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ห้ามรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ขาดสารโพแทสเซียม


          3.หญ้าหนวดแมว สรรพคุณขับปัสสาวะ รักษานิ่วในกระเพาะปัสสาวะชนิดเป็นกรดยูริก
          4.เพชรสังฆาต สรรพคุณขับลมในลำไส้ บรรเทาอาการริดสีดวงทวารหนัก รับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนถึงจะเห็นผล


          5.กระเทียมแคปซูล ลดคอเลสเตอรอลในเลือดและละลายลิ่มเลือดได้
          6.ยาผงชะพลู สรรพคุณ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ไอ ละลายเสมหะ


          7.ขี้เหล็ก แก้อาการท้องผูก มีสารสำคัญพวกแอนทราควิโนนหลายชนิด ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย
          8.บอระเพ็ด ช่วยลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ ช่วยเจริญอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน


          9.มะระขี้นก สรรพคุณช่วย ลดน้ำตาลในเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย
          10.ยาผงหญ้าดอกขาว  ช่วยลดการสูบบุหรี่


          11.เหงือกปลาหมอ ช่วยรักษาผู้มีอาการภูมิแพ้ ผื่นคัน
          12.ลูกยอ ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน


          13.กระชายดำช่ วยในการขับลม แก้ท้องอืด และบำรุงร่างกาย
          14.ส้มแขก ช่วยลดคอเลสเตอรอล และลดการสร้างไขมัน


          15.เทพธารา ผสมตัวยาหลายชนิด เช่น เถาวัลย์เปรียง กำลังวัวเถลิง กำลังเสือโคร่ง กระชายดำ ฯลฯ รักษาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ ปวดข้อ และบำรุงกำลัง
          16.ยาห้าราก หรือ ยาเพชรสว่าง ประกอบไปด้วยตัวยา 5 ชนิด รากเท้ายายม่อม รากคนทา รากย่านาง รากชิงซี และรากมะเดื่อชุมพร มีสรรพคุณ ลดไข้ และแก้ปวด


          17.น้ำมันไพล ลดอาการอักเสบ แก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ขัดยอก และปวดเมื่อย
          18.ยาแก้ไอมะขามป้อม  บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ จิบเมื่อมีอาการไอหรือเจ็บคอ


          19.ยาผงดอกคำฝอย ลดไขมันในเลือด และลดความดันโลหิต
          20.สหัสธารา  ผสมตัวยามากกว่า 20 ชนิด เช่น โกฐเขมา โกฐมะพร้าว โกฐพุงปลา เทียนดำ มหาหิงค์ ฯลฯ ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อ รวมทั้งอาการชาที่แขนและขา


          21.ธรณีสัณฑะฆาต ประกอบตัวยาหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่ พริกไทยร่อน ยาดำ เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงค์ การบูร เนื้อลูกมะขามป้อม กานพลู หัวบุก ขิง ชะเอมเทศ ลูกกระวาน ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก ปวดท้อง สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน
          22.เถาวัลย์เปรียง ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ

Shares :
เปิดอ่าน 729 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ