พลิกปูม อดีต ปลัด พม."พุฒิพัฒน์"พันโกงเงินคนจน ก่อนฆ่าตัวตาย

พลิกปูมอดีตปลัด พม. "พุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ " ก่อเหตุฆ่าตัวตาย หลังจากถูกออกจากราชการ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการทุจริตโกงเงินคนจนและถูก ปปง.ยึดทรัพย์

        หากไม่มีข่าวช่วย 13 ชีวิตที่ติดถ้ำหลวงฯ จ.เชียงราย  ต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่มากๆอีกข่าวหนึ่ง เมื่อเช้าวันนี้ ( 29 มิ.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่า นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อายุ 59 ปี อดีตปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งถูกให้ออกจากตำแหน่งเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งได้กินยาฆ่าตัวตายพร้อมภรรยา โดยนายพุฒิพัฒน์ ได้เสียชีวิตลงภายในหมู่บ้านชวนชื่นบุ๊คไซค์ จ.ปทุมธานี ส่วนภรรยายังมีชีวิตโดยมีอาการสาหัส  และเจ้าหน้าที่นำส่ง รพ.ปทุมธานีแล้ว

             

        ทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างการสอบสวนวินัยร้ายแรง  

        โดยก่อนหน้าจะโดนให้ออกจากราชการ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2561 ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้ นายพุฒิพัฒน์ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี ระหว่างมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จเพิ่มเติมกรณีทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่ง กระทั่งผลสอบชี้ชัดมีการกระทำผิดให้ออกจากราชการ  เพราะพัวพันอยู่เบื้องหลังทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่ง งบประมาณปี 2559-2560 ร่วมกับข้าราชการระดับสูงและพวกรวม 12 คน เสียหาย 80 กว่าล้านบาท  

        ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา  คณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง.มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายพุฒิพัฒน์, นายณรงค์  คงคำ อดีตรองปลัด พม. และนายธีรพงษ์  ศรีสุคนธ์ อดีตผู้ตรวจราชการ พม. และเจ้าหน้าที่ของ พม. รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลดังกล่าว ประมาณ 12 ราย เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์หรู เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และหลักทรัพย์ต่างๆ รวม 41 รายการ มูลค่าประมาณ 88 ล้านบาท

        โดยก่อนหน้านั้น  ปปง. ได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกแล้วพบว่า คือ นายพุฒิพัฒน์ , นายณรงค์  และนายธีรพงษ์  มีพฤติการณ์ทุจริตการยักยอกเงินช่วยเหลือคนยากไร้ โดยมีลักษณะการทำงานเป็นขบวนการผ่านทางการจัดสรรเงินงบประมาณลงไปยังศูนย์และหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดทั่วทุกภาค และมีการจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอันเป็นเท็จ

        โดยนำเงินที่ได้จากการทุจริตเบิกจ่ายส่งกลับคืนไปยังผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในขณะนั้น และแปลงเงินไปเป็นทรัพย์สินในรูปแบบอื่นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์หรู เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และหลักทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจากการสืบสวนข้อมูลทางการเงินและข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องพบว่า มีการได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเป็นจำนวนมาก    

        อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของนายพุฒิพัฒน์ ในครั้งนี้  ได้มีนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์และกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็น"คดีพิเศษ"และเข้าไปตรวจสอบสอบสวนหาเหตุการเสียชีวิตของนายพุฒิพัฒน์ โดยด่วน

       โดยนายวัชระ  ตั้งข้อสังเกตว่า  เนื่องจากนายพุฒิพัฒน์เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวง และมีกรณีเกี่ยวพันการทุจริตเงินจำนวนมาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า จึงอาจไม่ใช่เป็นการกินยาพิษเพื่อฆ่าตัวตายตามที่เป็นข่าวก็ได้ เพราะเรื่องการทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่ง 2 ปีงบประมาณ คือ ปีงบประมาณ 2559 และ2560 รวมวงเงิน 1,200 ล้านบาท ในขณะที่นายพุฒิพัฒน์ เป็นอธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ เป็นเรื่องที่ข้าราชการกระทรวง พม. รู้กันทั้งกระทรวงว่ามีการนำเงินดังกล่าวไปทำอะไร จึงอาจถูกกดดันจากผู้มีอำนาจ หรืออาจเกิดจากการฆาตกรรมอำพรางเพื่อตัดตอนความผิดก็ได้ หน่วยงานด้านกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องจึงต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน 

        คราวนี้มาดูประวัติกัน 

        นายพุฒิพัฒน์  จบปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ และปริญญาโท ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

       เขาเป็นลูกหม้อกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการของ กระทรวง พม. ซึ่งรับผิดชอบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งโดยตรง

       มีประวัติการรับราชการ ดังนี้

.    พ.ศ. 2542  เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอาชีพเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษาจังหวัดชลบุรี

     พ.ศ. 2543  เป็นที่ปรึกษาฝ่ายแรงงาน สำนักงานแรงงานในประเทศกรีซ

     พ.ศ. 2545  เป็น อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายแรงงาน สำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่น

     พ.ศ. 2547   เป็นผู้ปกครองสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

     พ.ศ. 2548   เป็นผู้ปกครองสถานแรกรับเด็กชายปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

     จากนั้นขึ้นเป็นระดับ “ผู้อำนวยการ”

     พ.ศ. 2549   เป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 9 จังหวัดชัยนาทและปฏิบัติหน้าที่ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองทุ่งโพธิ์ทะเล จังหวัดกำแพงเพชร อีกตำแหน่งหนึ่ง

     พ.ศ. 2550   เป็น ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 62 จังหวัดสระบุรีและปฏิบัติหน้าที่ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี อีกตำแหน่งหนึ่ง

    พ.ศ. 2551   เป็น ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

    พ.ศ. 2552    เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

     แล้วใน พ.ศ. 2553  ขึ้นเป็น รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

    พ.ศ. 2556  เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

    พ.ศ. 2557   ขึ้นเป็นอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

    และพ.ศ. 2560  ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการคือ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนปีนี้