กลับหน้าแรก
ลึกซึ้งในความหมาย ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ‘บรมราชาภิเษก’
เกือบ 70 ปีมาแล้วที่คนไทยได้ชื่นชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับแต่ครั้ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อปี 2493 ในวันนี้ปวงชนชาวไทยจะมีโอกาสบันทึ กความทรงจำในพระราชพิธีสำคัญสำหรับการที่พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณีอีกครั้ง เมื่อ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น ระหว่าง วันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562

โดยวันที่ 4 พฤษภาคม เป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเสด็จออกมหาสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ถัดมาวันที่ 5 พฤษภาคม พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้น เสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค และวันที่ 6 พฤษภาคม เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล

แน่นอนว่าหนึ่งในหัวใจของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เห็นจะอยู่ที่การจัดริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ อันได้แก่ ริ้วขบวนที่ 1 แห่พระสุพรรณบัฏ ริ้วขบวนที่ 2 ทรงประกาศเป็นศาสนูปถัมภก และริ้วขบวนที่ 3 พยุหยาตราทางสถลมารค โดยเฉพาะอย่างยิ่งริ้วขบวนที่ 3 เสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พสกนิกรต่างตั้งตารอเพื่อจะมีโอกาสได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พร้อมชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด ซึ่งครั้งนี้ได้จัดริ้วขบวนเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร อย่างยิ่งใหญ่ สง่างาม และสมพระเกียรติ
เครื่องสูงประกอบริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ตามคติความเชื่อของไทย พระมหากษัตริย์ได้รับการยกย่องว่าเป็นสมมุติเทพ ดังนั้นขนบธรรมเนียมประเพณีจึงมีพระราชพิธีและเครื่องประกอบพระราชพิธีงดงามสมพระเกียรติ เครื่องสูงเป็นหนึ่งในสิ่งประกอบพระบรมราชอิสริยยศที่ใช้ในพระราชพิธีสำคัญๆ หรือในขบวนแห่ ขบวนเสด็จพระราชดำเนิน ทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค รวมทั้งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับตั้งแต่โบราณกาลจนปัจจุบัน เครื่องสูงมีมาตั้งแต่ในสมัยสุโขทัยตามที่ได้กล่าวถึงในหนังสือไตรภูมิพระร่วง จนถึงยุครัตนโกสินทร์ เครื่องสูงยังมีความสำคัญในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ อาจมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไปทั้งชนิดและการใช้ของเครื่องสูง

เครื่องสูงที่ใช้สำหรับประกอบพระบรมราชอิสริยยศในการเสด็จฯ ในริ้วขบวนแห่มีทั้งหมด 8 สิ่ง ได้แก่ ฉัตร 7 ชั้น, ฉัตร 5 ชั้น, ฉัตร 3 ชั้น, พระกลด, บังแทรก, บังสูรย์, จามร และ พัดโบก ซึ่งแบ่งออกเป็นสองลักษณะคือ ถ้าเป็นเครื่องสูงชนิดพระอภิรุมชุมสาย บังแส้ พระกลด บังสูรย์ ที่ใช้ประดับพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระอัครมเหสี และสมเด็จพระยุพราช จะระบุเป็นเครื่องปักหักทองขวาง แต่ถ้าสำหรับชั้นเจ้าฟ้า และพระองค์เจ้า เป็นเครื่องปักทองแผ่ลวดฉลุลาย โดยฉัตรจะมีรูปร่างคล้ายร่มที่ซ้อนกันขึ้นเป็นชั้นๆ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความผู้มีอำนาจและเป็นเครื่องหมายมงคลที่สำคัญตามคติความเชื่อของอินเดีย ใช้สำหรับแขวน ปัก ตั้ง เชิญเข้ากระบวนแห่เป็นเกียรติยศ

มีหลักฐานว่าไทยใช้ “ฉัตร” เป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สมัยอยุธยา สำหรับฉัตรเครื่องสูงหรือพระอภิรุมชุมสายเป็นฉัตรเครื่องสูง สำรับหนึ่งประกอบด้วย ฉัตร 7 ชั้น ฉัตร 5 ชั้น ฉัตร 3 ชั้น ทั้งนี้ ฉัตรพระอภิรุมชุมสายเป็นฉัตรคนละประเภทเศวตฉัตร ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งด้านลักษณะและสีสัน และประเภทการใช้, “พระกลด” หมายถึงร่ม ใช้บังแดดบังฝน มีลักษณะเป็นฉัตรชั้นเดียว มักใช้เมื่อ พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์เสด็จออกพระราชฐานในพระราชพิธี พิธีการต่างๆ

“บังแทรก, บังสูรย์” เป็นเครื่องสูงที่ใช้กั้นบังแดด มีลักษณะคล้ายพัดรูปแบบกลม มีขอบรูปจักรจักโดยรอบคล้ายใบสาเก มียอดแหลมใช้สำหรับปักหรือแห่ขบวนเสด็จพระราชดำเนิน เชิญอยู่ระหว่างฉัตร 5 ชั้น ทั้งหน้าและหลัง บังสูรย์เป็นเครื่องใช้บังแดดสำหรับพระมหากษัตริย์ ใช้ในขบวนแห่ประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ มีลักษณะคล้ายบังแทรก แต่บังสูรย์จะเป็นเหมือน ใบโพธิ์ เชิญอยู่ข้างพระที่นั่งราชยาน ตรงข้ามกับพระกลด

“จามร” เป็นเครื่องสูงอีกประเภทหนึ่ง มีรูปคล้ายพัดยอดแหลมสองลอน สำรับหนึ่งมี 16 คัน มีอินทร์พรหมเป็นผู้เชิญจามร แซงข้างพระที่นั่งราชยานข้างละ 8 คัน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลีกเลี่ยง การใช้ แต่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อินทร์ถือพุ่มดอกไม้เงินข้างซ้าย และให้พรหมถือพุ่มดอกไม้ทองด้านขวา ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพุ่มดอกไม้เงินและดอกไม้ทองในริ้วขบวน ในพระบรมมหาราชวัง แต่ถ้าเป็นริ้วขบวนนอกพระบรมมหาราชวังให้ใช้ทวนเงินทวนทองแทน

“พัดโบก” เป็นพัดที่ทำด้วยใบตาล มีสองลักษณะคือพัดโบก รูปช้อยกับพัดโบกรูปมน โดยพัดโบกรูปช้อยปลายพัดจะมีลักษณะงอนช้อยขึ้น ใช้ในขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค ส่วนพัดโบกรูปมนใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับ ณ พระที่นั่ง พุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชบัลลังก์ จะเห็นได้ว่านอกจากเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อันเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงเป็นราชาธิบดี หรือพระมหากษัตริย์แล้วนั้น เครื่องสูงเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศตามโบราณราชประเพณี ที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
ริ้วขบวนที่ 1 แห่พระสุพรรณบัฏ ในวันที่ 3 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. ผู้แทนพระองค์จะเชิญพระสุพรรณบัฏ ดวงพระราชสมภพ และพระราชลั ญจกรขึ้นพระราชยานกง เชิญจากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม นำไปประดิษฐาน ณ พระแท่นมณฑล พระที่นั่งไพศาลทักษิณ รวมระยะทาง 220 เมตร ซึ่งริ้วนี้จะเกิดภายในพระบรมมหาราชวังทั้งหมด มีพื้นที่จำกัดและไม่มีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินในริ้วขบวน ดังนั้นจึงมีขนาดเล็กและสั้นกว่าริ้วขบวนอื่นๆ แต่เรียกว่าสมพระเกียรติ โดยในริ้วขบวนจะมีกำลังพลจากโรงเรียนเตรียมทหาร, หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์, กองทัพบก, กองทัพเรือ, สำนักพระราชวัง รวม 133 นาย ถือเครื่องดนตรีและเครื่องสูง ถวายพระราชอิสริยยศ ได้แก่ กลองเงิน กลองทอง แตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ เครื่องสูงหน้า และหามพระราชยานกง

ริ้วขบวนที่ 2 ทรงประกาศเป็นศาสนูปถัมภก วันที่ 4 พฤษภาคม เวลา 16.00 น. หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีสรงน้ำพระมุรธาภิเษก ทรงรับน้ำอภิเษก และเสด็จออกมหาสมาคมแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนราบใหญ่ เพื่อไปทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะประทับบนพระราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยไปยังพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร และทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก จากนั้นเสด็จฯ ไปยังปราสาทพระเทพบิดร ถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพ มหากษัตริยาธิราช ก่อนประทับบนพระราชยานพุดตานทอง เสด็จฯ จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ถวายบังคมพระบรมอัฐิ พระอัฐิ สมเด็จพระบรมราชบุพการี เป็นอันเสร็จสิ้นริ้วขบวนที่ 2 รวมระยะทาง 465 เมตร สำหรับริ้วขบวนที่ 2 นี้จะเกิดขึ้นภายในพระบรมมหาราชวังทั้งหมด มีขนาดใหญ่ขึ้นจากริ้วขบวนที่ 1 และสมพระเกียรติ รูปขบวนย่อจากขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ให้สัญญาณการเดินด้วยจังหวะกลอง ใช้กำลังพลจาก 9 ส่วนราชการ รวมทั้งสิ้น 343 นาย โดยรูปแบบริ้วขบวนประกอบด้วยส่วนนำริ้วขบวนฯ ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เป็นผู้นำริ้ว, ตำแหน่งประตูหน้า ซ้าย ขวา เป็นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง, ธงสามชาย 1 คู่, สารวัตรกลองมโหระทึก กลองมโหระทึก เป็นทหารจากกรมพลาธิการทหารบก, สารวัตรกลอง และกลองชนะเงินกลองชนะทองขนาบซ้ายขวา ด้านละ 20 นาย จ่าปี่ แตรฝรั่ง แตรงอน สังข์ ฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางหน้า ข้างซ้ายและขวา ประกอบด้วย ฉัตรหักทองขวาง 5 ชั้น บังแทรก ฉัตรหักทองขวาง 7 ชั้น ตอนกลาง เป็นกำกับพระแสงหว่างเครื่องหน้า เชิญพระแสงหว่างเครื่องหน้า 6 นาย ปิดท้ายส่วนนำด้วยพระเกาวพ่าห์ ด้านขวาเป็นพระเสมาธิปัต ด้านซ้ายเป็นพระฉัตรชัย ส่วนพระราชยาน ประกอบด้วย ผู้บอกสัญญาณ พราหมณ์เป่าสังข์ 1 คู่ และกรับสัญญาณ, ตำรวจหลวงนำเสด็จ 8 นาย นายเชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธ, และนายเชิญธงชัยพระครุฑพ่าห์ กำกับพระที่นั่งทรง ผู้ควบคุมคนแบกหาม พระที่นั่งทรง พระแสงรายตีนตอง พระที่นั่งพุดตานทองที่ประทับพระมหากษัตริย์ มี 16 คนแบกหาม พระกลด บังพระสูรย์ พัดโบก พระทวย พระแสงรายตีนตอง อินทร์เชิญ พุ่มเงิน พรหมเชิญพุ่มทอง แถวแซงเสด็จ ขนาบซ้ายขวา รวม 24 นาย หลังที่ประทับ ถือม้ารองพระที่นั่ง ฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางหลัง มหาดเล็กเชิญเครื่องตาม ประตูหลัง​

ริ้วขบวนที่ 3 พยุหยาตราทางสถลมารค ขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค หรือขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางบกนั้น เป็นขบวนที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปวัด เช่น เสด็จฯ ไปนมัสการพระพุทธบาท หรือเสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน บางโอกาสเสด็จเลียบพระนคร เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีการเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคสองครั้ง คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้จัดกระบวนแห่เลียบพระนครครั้งหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยในขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พระมหากษัตริย์จะทรงฉลองพระองค์อย่างสง่างามตามแบบเครื่องทรงกษัตริย์ ส่วนผู้ร่วมในขบวนเสด็จจะแต่งกายตามโบราณราชประเพณี พระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ ในวันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 16.30 น. หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อทรงนมัสการพระพุทธปฏิมาประธาน และพระบรมราชสรีรางคาร การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะประทับบนพระราชยานพุดตานทอง เสด็จฯ จากเกยพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ออกทางประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวขวาสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนราชดำเนินใน ถึงแยกผ่านพิภพลีลา เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง ถึงแยกคอกวัว เลี้ยวซ้ายเข้าถนนตะนาว ถึงวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงนมัสการพระพุทธชินสีห์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากนั้นประทับบนพระราชยานพุดตานทอง เสด็จฯ ไปตามเส้นทาง ถนนพระสุเมรุ ถึงแยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผ่านแยกคอกวัว ถึงแยกผ่านพิภพลีลา แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอัษฎางค์ ถึงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงนมัสการพระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ และถวายสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ ออกจากวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ประทับ พระราชยานพุดตานทอง จากนั้นเสด็จฯ ไปตามถนนเฟื่องนคร ถึงแยกสี่กั๊กพระยาศรี เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเจริญกรุง ผ่านกองพันทหารราบ ศูนย์การกำลังสำรอง ถึงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เสด็จฯ เข้าไปยังพระอุโบสถ ทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธาน และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จากนัั้นเสด็จฯ ไปตามเส้นทางถนนท้ายวัง เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนมหาราช และเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน เข้าประตูวิเศษไชยศรี ถึงพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เป็นอันเสร็จสิ้นริ้วขบวนที่ 3 พยุหยาตราทางสถลมารค รวมระยะทางทั้งสิ้น 6.77 กิโลเมตร ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที
รูปแบบการจัดลำดับและวางตำแหน่งในริ้วขบวน สำหรับริ้วขบวนที่ 3 ถือเป็นริ้วขบวนเดียวที่มีเส้นทางออกนอกพระบรมมหาราชวัง เพื่อไปยังจุดต่างๆ ของเกาะรัตนโกสินทร์ มีการวางตำแหน่งต่างๆ ภายในริ้วขบวนเพื่อความสง่างาม สมพระเกียรติ โดยแบ่งเป็นตอนๆ เริ่มจากม้านำ 2 ม้าจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดุริยางค์ทหารบกนำขบวน 109 นาย หน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 เป็นผู้บัญชาการกองผสม 1 นาย ทส.ผบก.กองผสม 1 นาย นายทหารประจำกองผสม 8 นาย กองพันทหารเกียรติยศนำจาก ร.1.รอ.166 นาย หน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 นำริ้ว 1 นาย ต่อมาเป็นกลองมโหระทึก 16 นาย สารวัตรกลอง 4 นาย กลองชนะลายเงิน 40 นาย
กลองเงิน 40 นาย กลองชนะแถวลายทอง 40 นาย กลองชนะลายทอง 40 นาย สารวัตร 2 นาย แตรฝรั่ง 20 นาย แตรงอน 32 นาย สังข์ 8 นาย ถัดมาเป็นตอนผู้อำนวยการริ้ว ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 ปลัด กระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รวม 13 นาย ตามด้วยเครื่องสูงหน้าประกอบด้วย ธงสามชาย 4 นาย ฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางหน้า 40 นาย
จากนั้นเป็นพระราชยานพุดตานทอง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ซึ่งจะมีคู่เคียงพระราชยาน อันเป็นข้าราชบริพารในพระองค์ฯ ฝ่ายพลเรือน และฝ่ายทหารอยู่คู่เคียงพระราชยานทั้ง 2 ฝั่ง ถัดมาเป็นฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางหลัง 40 นาย ดุริยางค์กองทัพบก 74 นาย และปิดท้ายด้วยกองพันตามจากทหารกองพันเกียรติยศ ร.11.รอ.จำนวน 166 นาย รวมใช้กำลังพลทั้งสิ้น 1,336 นาย
บุคคลสำคัญในริ้วขบวน ในขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ เบื้องต้นได้มีการแจ้งรายชื่อบุคคลสำคัญอยู่ในตอนผู้อำนวยการริ้ว อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี, นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร., พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ. และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ส่วน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก อยู่ในส่วนแถวแซงเสด็จพระราชยานพุดตานทอง เป็นต้น

จังหวะก้าวเดิน และเพลงประกอบริ้วขบวน ทั้งจำนวนกำลังพลและความยาวของริ้วขบวน ความพร้อมเพรียงสง่างามถือเป็นหัวใจสำคัญ ครั้งนี้ได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จำนวน 6 บทเพลง ได้แก่ เพลงมาร์ชธงไชยเฉลิมพล, มาร์ชราชวัลลภ, ใกล้รุ่ง, ยามเย็น, สรรเสริญเสือป่า และสรรเสริญพระนารายณ์ บรรเลงโดยวงดุริยางค์ประกอบระหว่างเดินริ้วขบวนด้วย ขณะที่ใน 3 จุดหมายที่ริ้วขบวนเคลื่อนไปถึง ได้แก่ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม มีการจัดทหารกองเกียรติยศยืนตั้งแถวรอรับเสด็จเพื่อถวายความเคารพและบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี น่าสนใจว่า ริ้วขบวนที่ 3 ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 403 เมตรนี้ แม้จะเป็นริ้วขนาดใหญ่และมีความยาวที่สุด หากแต่ผู้ร่วม ริ้วขบวนต่างสามารถเดินและก้าวเท้าได้อย่างพร้อมเพรียงกัน ที่เป็นเช่นก็เนื่องจากในการก้าวเดินได้มีการกำหนดจังหวะไม่ช้าหรือเร็วเกินไปไว้ที่ 75 ก้าวต่อนาที ในความยาวของแต่ละก้าวที่ 40 เซนติเมตร อีกทั้งยังนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการกระจายเสียงพร้อมกันทุกจุด เพื่อให้การก้าวเท้าตั้งแต่แถวหน้าสุดไปจนถึงท้ายสุดมีความพร้อมเพรียงกัน เกิดความความสง่างามและสมพระเกียรติ ที่สุดนั่นเอง ร่วมชื่นชมความงดงามของริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ และบันทึกหน้าประวัติศาสตร์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 โดยพร้อมใจกันสวมใส่เสื่้อสีเหลืองเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” ในขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค วันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เวลาประมาณ 16.30 น.