
ศาลปค.สูงสุด สั่ง “กฟผ.” จ่ายเหยื่อแม่เมาะ 25 ล้าน
11ปีที่รอคอย "ชัยชนะ" ของชาวบ้านที่แลกมาด้วยชีวิต "คุ้มหรือไม่?" กับความเจริญ ที่มาพร้อมกับ "โรงไฟฟ้าถ่านหิน"
เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ศาลปกครองเชียงใหม่ กลุ่มชาวบ้านอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ที่เป็น สมาชิกกลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ประมาณ 300 คน เข้าร่วมรับฟังการอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง กรณีละเมิดจากการปล่อยมลพิษจากฝุ่นละอองและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สร้างปัญหาให้กับชาวบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะต้องล้มป่วยและเสียชีวิต
คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองและผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ทางกลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ได้ฟ้องร้องกฟผ.แม่เมาะ จนกระทั่งศาลปกครองสูงสุดจังหวัดเชียงใหม่ ฟังคำพิพากษา สิ้นสุดคดีในช่วงบ่ายของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
กลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ที่มี "นางมะลิวรรณ นาควิโรจน์" ปธ.เครือข่ายฯ มี "นายคำ อินจำปา" ตัวแทนชาวบ้านต.นาสัก อ.สมปัาด ต.บ้านดง ต.แม่เมาะ จังหวัดลำปาง มี "ทนาย ธีระศักดิ์ ชีขุนทด" ต่อสู้เคียงข้างชาวบ้าน ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะที่เป็นผู้ถือประทานบัตรการทำเหมืองแร่ในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง แต่ละเลยมิได้ปฏิบัติตามวิธีการทำเหมืองแร่และเงื่อนไขท้ายประทานบัตร ซึ่งมีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2546
วันนี้ในอดีต 25 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลปกครองเชียงใหม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.1110-1128/2552 หมายเลขแดงที่ อ.730-748/2557 ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ทำให้ชาวบ้าน อ.แม่เมาะหลายรายล้มป่วยและเสียชีวิต จึงพิพากษาให้ กฟผ.ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ชาวบ้านผู้ฟ้องคดีทั้ง 131 ราย รายละ 10,00 บาท ถึง 246,000 บาทรวมรวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้าน ภายใน 30-60 วัน
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2557 ศาลปกครองเชียงใหม่ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่อ.1110-1128/2552 หมายเลขแดงที่ อ.730-748/2557 ระหว่างนายคำ อินคำปา หรืออินจำปา กับพวกรวม 131 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ (คดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด)
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเบื้องต้นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 19 สำนวน ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีหรือไม่เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องคดีบางรายจะได้ไปตรวจรักษากับแพทย์และได้รับใบรับรองแพทย์ ในปี พ.ศ. 2545 ก็ตาม แต่โดยที่โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจมีหลายประเภท บางประเภทจะต้องใช้เวลานานหลายปีในการสูดเอาฝุ่น ละออง ควัน หรือมลพิษเข้าไปสะสมในร่างกายจนถึงระดับหนึ่งจึงจะมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจหรือปอด ทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือโรคปอดซึ่งมีทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง
การที่จะตรวจวินิจฉัยเพื่อให้ทราบแน่ชัดว่า เจ็บป่วยเป็นโรคปอดอักเสบจากฝุ่นหินและโรคพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือไม่ จึงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและต่อเนื่องสม่ำเสมอโดยแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังที่ปรากฏว่าหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีในสำนวนคดีสุดท้ายยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2546 แล้ว
มีผู้ฟ้องคดีจำนวนหลายรายที่ยังต้องเข้ารับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และแม้จะตรวจพบว่าเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าโรคดังกล่าวเป็นผลมาจากการกระทำของโรงไฟฟ้าแม่เมาะของผู้ถูกฟ้องคดีที่ได้ปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศประกอบกับผู้ฟ้องคดีทั้ง 19 สำนวนที่ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้มีลักษณะเฉพาะแห่งคดีอย่างเดียวกัน คือ เป็นประชาชนที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปางซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าแม่เมาะอันเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ และเรียกค่าเสียหายจากผู้ถูกฟ้องคดีเจ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ก่อให้เกิดมลพิษออกสู่บรรยากาศจนทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 19 สำนวน เจ็บป่วยได้รับอันตรายต่อสุขภาพและอนามัยจากการกระทำดังกล่าวเช่นเดียวกัน
จากคำฟ้องและข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงเชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 19 สำนวน รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีอย่างช้าที่สุดในปี พ.ศ. 2546 ก่อนฟ้องคดี การที่ผู้ฟ้องคดีบางรายยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองชั้นต้นเป็นคดีสุดท้าย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2546 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะของผู้ถูกฟ้องคดีได้ปล่อยฝุ่นละอองและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศจนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับอันตรายต่อร่างกาย สุขภาพ อนามัย และทรัพย์สินเสียหาย หรือไม่ และผู้ถูกฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี หรือไม่ เพียงใด
เห็นว่า การประกอบกิจการที่ก่อให้เกิดมลพิษคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของสิ่งแวดล้อม อันเป็นการกระทบสิทธิในการดำรงชีพอย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อนามัย
ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ทำให้ชาวบ้าน อ.แม่เมาะหลายรายล้มป่วยและเสียชีวิต จึงพิพากษาให้ กฟผ.ชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ชาวบ้านผู้ฟ้องคดีทั้ง 131 ราย รายละ 10,00 บาท ถึง 246,000 บาทรวมรวมเป็นเงินประมาณ 25 ล้าน ภายใน 30-60 วัน
พลันที่ศาลศาลปกครองสูงสุด พิพากษาสั่ง“กฟภ.”จ่ายเงินเยียวยาเหยื่อแม่เมาะจำนวนเงิน 25 ล้านบาท ปรากฏว่า "นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี" รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ในฐานะโฆษก กฟผ.ออกมาน้อมรับคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดว่าถือเป็นการยุติปัญหาในอดีต และเป็นนิมิตหมายในการร่วมมือกับชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนเพื่อนบ้านของเรามากว่า 30 ปี ในการเดินหน้าโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนแม่เมาะอย่างต่อเนื่อง และจะมีเรื่องราวดีๆ ของแม่เมาะ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาท้องถิ่นด้านต่างๆ สู่สังคมต่อไป
จริงหรือ? เมื่อปี 2541 โรงไฟฟ้าแม่เมาะไม่มีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สู่บรรยากาศเกินกว่ามาตรฐาน ย้อนแย้งกับชาวบ้าน 477 คนที่ได้รับผลกระทบจากเหมืองถ่านหินและผลิตโรงไฟฟ้าของ กฟผ. แม่เมาะ แต่ได้รับการเยียวยาเพียง 131 คนวงเงิน 25 ล้านบาท มีชาวบ้านได้รับการเยียวยาต่ำสุดรายละหมื่นบาท สูงสุด 2.4 แสนบาท
ภาพจำในอดีตโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง กำลังหลอนพี่น้องปลายด้ามขวานไทย กับอภิมหาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา ด้วยข้ออ้างจะสร้างพลังงานสำรอง เป็นโรงถ่านหินสะอาดซึ่งไม่มีอยู่จริง ด้วย่โลกความเป็นจริงก้าวสู่พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นะเออ...
——//———



